บทที่ 4
บทที่ 4
“พวกเราไปขอให้ท่านแม่ทัพซ่งช่วยดีไหมเจ้าคะคุณหนู” ซูลี่เงยหน้าถามคุณหนูของนางด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา
ตั้งแต่วันที่เซียวหานเฟิงบุกเข้ามาก็ผ่านมาสองวันแล้ว คุณหนูของนางเอาแต่นั่งนับและตรวจสอบสินเดิมซ้ำไปซ้ำมา บางครั้งก็นั่งจดจ่อกับกระดาษและขีดเขียนบางอย่าง
การเป็นอยู่ของพวกนางยังย่ำแย่อยู่เหมือนเดิม ดีหน่อยที่คุณหนูให้เงินซูลี่แอบออกไปซื้ออาหารมาตุนเอาไว้ เมื่อคืนฝนตกก็ต้องพากันไปนอนหลบมุมห้องและหาอะไรมาบังฝนเอาไว้
“ยังไม่ถึงเวลา” ซูเหยาบอกเสียงเบา
นางกำลังนั่งนึกถึงเรื่องราวในชาตที่แล้ว อาจเพราะตอนนั้นมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายจนจำได้ไม่แน่ชัดเสียเท่าใดนักว่าช่วงเวลานี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ยังมีเรื่องหนึ่งที่ซูเหยาจำได้ขึ้นใจและเตรียมจะจัดการให้เรียบร้อย เป็นขั้นแรกในแผนการหย่าของนาง
ถ้าเป็นหลินซูเหยาในวัยเพียงสิบห้าคงจะรีบร้องไห้ไปหาพี่ซ่งแล้วขอร้องให้เขาช่วยนาง แต่ในตอนนี้นางยังอยู่ในฐานะภรรยาของผู้อื่น คงทำได้เพียงขอร้องให้เขาช่วยบางเรื่องเท่านั้น
ในชาติก่อนตั้งแต่แต่งงานซูเหยาตัดขาดการติดต่อกับซ่งอี้เฟิงอย่าเด็ดขาด นางแต่งให้สามีคนนี้แล้วจึงหักห้ามใจไม่คิดถึงชายอื่น แต่สิ่งตอบแทนที่ได้รับนั้นไม่คู่ควรกับความพยายามและความเสียสละของนางเอาเสียเลย
ปีแรกที่แต่งงานเซียวหานเฟิงพอได้รู้ความจริงว่าเงินที่เมิ่งเสวี่ยหลิงนำมาให้ใช้จ่ายนั้นเป็นสินเดิมของหลินซูเหยาเขาก็ทำตัวเป็นคนมีเกียรติสั่งไม่ให้ยุ่งกับสินเดิมของนางอีก แต่ไม่นานเขากลับเป็นคนที่มาฮุบทุกอย่างไปจากนางเสียเอง น่าขันนัก
เสียงบางอย่างดังแว่วเข้าหูทำให้ซูเหยาต้องเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษตรงหน้า และหันไปมองตามต้นเสียงก็พบซูลี่ยืนยิ้มแห้งอยู่
“หิวแล้วหรือ” ถามด้วยความแปลกใจเพราะพึ่งจะกินซาลาเปากันไปคนละสองลูก
อาหารที่ซูลี่ซื้อเข้ามานั้นต้องหลบซ่อนจากคนอื่น ดังนั้นจึงซื้อได้แค่ครั้งละเล็กน้อยเพื่อไม่ให้คนอื่นจับได้
“แหะๆ ช่วงนี้ท้องไส้ไม่ค่อยดีเจ้าค่ะ” ซูลี่พยายามตอบด้วยสีหน้าปกติที่สุด
“ยังเหลือแป้งทอดอยู่มิใช่หรือ ไปหยิบมากินเถิดวันพรุ่งค่อยไปซื้อมาใหม่”
แม้จะมีเงินแต่ก็ไม่สามารถใช้ได้อย่างใจต้องการ ข้าวของเครื่องใช้ต่างเป็นของเก่าและของพังๆ พอลองคิดถึงสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองแล้วซูเหยายังอดแปลกใจไม่ได้ที่นางทนอยู่ได้นานถึงเพียงนั้น
“บ่าวไม่หิวเจ้าค่ะคุณหนู” ซูลี่ส่ายหน้ารัว หลบสายตาท่าทางมีพิรุธ
“เจ้าทำตัวแปลกๆนะซูลี่” หรี่ตาจ้องมองจับผิด
“คุณหนู อย่าทำแบบนี้สิเจ้าคะ”
“ถ้าเจ้าไม่กล้ากินงั้นเรากินด้วยกันก็ได้”
ซูลี่รีบเดินไปขวางคุณหนูของนางที่ลุกเดินไปทางห้องครัว
“เดี๋ยวซูลี่ไปหยิบเองเจ้าค่ะ”
ยิ่งซูลี่แสดงอาการมีพิรุธมากขึ้นก็ยิ่งทำให้หลินซูเหยาเริ่มคิดว่าอีกฝ่ายจะต้องปิดบังบางอย่างเอาไว้
ดังนั้นหลินซูเหยาจึงดันซูลี่ให้พ้นทางและรีบเดินไปดูในห้องครัวด้วยตัวเอง แป้งทอดยังถูกเก็บเอาไว้อย่างดีมีภาชนะปิดเอาไว้ แต่สิ่งที่เรียกความสนใจของซูเหยาคือห่อใส่ซาลาเปาที่ตั้งอยู่ข้างกัน
ทั้งๆที่มันควรหมดไปตั้งแต่เมื่อเช้า แต่กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเมื่อมันยังเหลืออยู่อีกหนึ่งลูก
“นี่มันคืออะไรซูลี่”
ซูลี่กระบอกตาเริ่มร้อนผ่าว หยาดน้ำตาคลอเคลียจนภาพตรงหน้าพร่ามัว
“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะคุณหนู อย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ”
“ทำไมเจ้าถึงไม่กินซูลี่”
“พรุ่งนี้นายท่านก็จะมาอีกบ่าวก็ไม่อาจแอบออกไปซื้ออาหารได้ บ่าวไม่อยากให้คุณหนูกินแค่แป้งทอดเจ้าค่ะ” ซูลี่ก้มหน้าก้มตารีบพูดความจริงทั้งหมด
หลินซูเหยาทรุดนั่งบนเก้าอี้อย่างคนหมดแรง
นางไม่เคยรู้เลยว่าซูลี่แอบลดอาหารของตัวเองเพื่อเก็บไว้ให้นางได้กินมากขึ้น ทำไมชีวิตของคุณหนูจวนสกุลหลินอันยิ่งใหญ่ถึงได้อาภัพขนาดนี้กัน ตั้งแต่เกิดก็ไม่เคยได้รับความลำบาก แต่ตอนนี้แม้กระทั่งสาวใช้ยังต้องอดอาหารเพื่อให้นางได้กินอิ่ม
“อย่าทำแบบนี้อีก เข้าใจหรือไม่”
หลินซูเหยาไม่โวยวายและไม่ฟูมฟาย นางหลับตาชั่วครู่เพื่อระงับอารมณ์และหันไปบอกกับซูลี่ด้วยความปวดร้าวที่ไม่อาจเลี้ยงดูนางให้มีอยู่ดีมีความสุขได้
“เจ้าค่ะ” ซูลี่พยักหน้ารับด้วยใบหน้าหงอย
“ไม่ต้องทำหน้าเศร้า พวกเราไปหาของอร่อยกินกันดีกว่า” ระบายยิ้มละมุนเพื่อให้ซูลี่สบายใจมากขึ้น
สาวใช้หวังดีต่อนางถึงได้ทำแบบนั้นลงไป ไม่มีเหตุผลอะไรที่ซูเหยาจะไปดุด่าหรือลงโทษ นางกลับซาบซึ้งและรู้สึกขอบคุณซูลี่ด้วยซ้ำที่ซื่อสัตย์ต่อนางไม่เปลี่ยนแปลง
จับมือซูลี่เดินออกจากเรือนไม้เก่าๆด้วยใบหน้าเบิกบาน ไม่หลบสายตาผู้คนอีกต่อไป
ที่ผ่านมาอดทนอยู่ในเรือนนี้มานานพอแล้ว มีอย่างที่ไหนห้ามไม่ให้ภรรยาเอกออกจากเรือน อีกอย่างซูเหยาเองก็ไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสีย คนพวกนั้นมีสิทธิอันใดมาสั่งห้ามนางไม่ให้ออกไปจากที่นี่กัน
ที่ไม่เคยออกไปก็เพราะไม่อยากเจอหน้าคนเหล่านั้น และไม่อยากหาความวุ่นวายเข้ามาในชีวิตอีก แต่ซูเหยาก็ได้เรียนรู้แล้วว่าถึงแม้นางจะไม่ไปยุ่งกับผู้อื่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่มายุ่งกับนาง
“เราจะไปที่ใดกันเจ้าคะคุณหนู” ซูลี่เดินตามด้วยใบหน้างุนงง ปกติคุณหนูแทบไม่ก้าวออกจากประตูเรือนเลย
“หาของกินก็ต้องไปห้องครัวสิ”
“แต่...” ซูลี่ต้านแรงจูงและหยุดยืนอยู่กับที่
ทุกครั้งที่ไปห้องครัวก็ต้องจ่ายเงินซื้อจากคนพวกนั้น ทั้งๆที่เงินทั้งหมดที่ใช้จ่ายในจวนก็มาจากคุณหนูทั้งนั้น จ่ายเงินไปก็ได้มาเพียงเศษผักและเนื้อสัตว์เน่าเสีย บ่อยครั้งที่ซูลี่โดนคนพวกนั้นทำร้ายร่างกายตามอำเภอใจเพียงเพราะไม่มีใครสนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับซูลี่และหลินซูเหยา
“ไม่ต้องกลัว หลังจากนี้ไม่ต้องก้มหัวให้ใครอีก ในที่แห่งนี้ไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้อีกแล้ว”
หลินซูเหยาหันมาจับไหล่ทั้งสองข้างของซูลี่เพื่อให้สาวใช้คนสนิทวางใจ ซูลี่ต้องเจอพวกคนไม่ดีทำร้ายทั้งทางวาจาและร่างกายมามากคงหวาดกลัวเป็นธรรมดา
“เจ้าค่ะคุณหนู” ซูลี่น้ำตาเอ่ออีกครั้ง
ตั้งแต่ที่คุณหนูกรีดโลหิตให้อนุเมิ่งจนหมดสติแล้วฟื้นมาคุณหนูก็เหมือนกลับมาเป็นคุณหนูคนเดิมที่เคยสดใสและมั่นใจ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครหน้าไหน รู้จักใช้อำนาจที่ตัวเองมี
“ไปกันเร็ว”
ตลอดทางที่เดินผ่านทั้งสองคนถูกจ้องมองด้วยสายตาของบ่าวหลายคน แต่ไม่มีใครเข้ามาทักทายหรือห้าม ทุกคนทำเหมือนนายหญิงของจวนเป็นแค่เศษฝุ่นที่ลอยผ่านตาไป
“ถอยไป” ซูเหยาทำหน้านิ่งและบอกกับแม่ครัวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเสียงเรียบเย็นชา
“ฮูหยินไม่ใช่ว่าถูกสั่งให้อยู่ที่เรือนด้านหลังจวนหรือ เหตุใดถึงได้เข้ามาวุ่นวายในครัวของข้า”
แม่ครัวคนนี้ทำงานให้สกุลเซียวมาหลายสิบปี เป็นหัวหน้าแม่ครัวที่ควบคุมเรื่องอาหารการกินทุกอย่างในจวน และก็เป็นพวกเดียวกับอนุเมิ่งที่ตัดอาหารของซูเหยาจนแทบไม่มีอะไรจะกิน
“เป็นแค่บ่าวกล้ามาเถียงฮูหยินได้อย่างไร” ซูลี่รีบมายืนบังหน้าซูเหยาเอาไว้
“คราวที่แล้วยังไม่เข็ดหรือไง” ป้าหวังง้างมือทำท่าจะทำร้ายซูลี่
สาวใช้คนสนิทของซูเหยาสะดุ้งเผลอยกมือมาป้องกันด้วยความรวดเร็วราวกับเคยชินเรื่องแบบนี้ ทำให้หลินซูเหยาโมโหจนหน้าแดง
นี่มันหมายความว่าซูลี่ต้องเคยโดนคนพวกนี้ทำร้ายมาหลายครั้งแล้วถึงได้ตอบสนองแบบนั้น ยิ่งได้มาเห็นกับตาซูเหยาก็ยิ่งโกรธตัวเองและเกลียดชังทุกคนในจวนนี้มากขึ้น
“ถอยไปซูลี่” ซูเหยากดเสียงต่ำข่มความโกรธที่เพิ่มขึ้นเอาไว้ แม้ใจจะอยากพุ่งเข้าใส่แล้วลงมือให้สาสมใจก็ตาม
ถ้าเป็นตอนที่ยังไม่แต่งงานหลินซูเหยาไม่ใช่สตรีที่อ่อนแอและยอมอ่อนให้ใคร ที่คนพวกนี้เห็นก็แค่เป็นนางในตอนที่ผิดหวังกับชะตาชีวิตจนไม่คิดจะไปเอาชนะใคร
“ฮูหยิน” ซูลี่ทำหน้าจะร้องไห้ นางไม่อยากให้คุณหนูต้องมาเจอเรื่องนี้เลยสักนิด
ก่อนที่จะมาถึงก็คิดเอาไว้ว่าอย่างน้อยป้าหวังคงจะเกรงใจฐานะนายหญิงของคุณหนูอยู่บ้าง แต่นี่นอกจากไม่เคารพแล้วยังกล้ายืนเทียบเสมอและพูดจาน่ารังเกียจอีก
“ข้าแค่มาเอาอาหารไม่ได้อยากจะมามีเรื่อง ป้าหวังคงจะเข้าใจ”
ด้วยส่วนสูงของซูเหยาที่มากกว่าป้าหวังอยู่พอสมควรทำให้นางมองอีกฝ่ายด้วยท่าทางที่ก้มต่ำลง แววตาเต็มไปด้วยการกดดันเป็นการบอกให้อีกฝ่ายรู้ฐานะของตนเอง
“ง่ายมากเจ้าค่ะฮูหยิน หากอยากได้อาหารก็ต้องจ่ายเงินมา” ป้าหวังเงยหน้าท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว
