บทที่ 3 บัวลอยสร้างเรื่อง 1
ภายในกระโจมของอ๋องเจ็ด หลงอวิ๋นเฉินวางตำราในมือทันควัน ดวงตาคมกริบหรี่มองถ้วยบัวลอยหน้าตาแสนประหลาดด้วยความฉงน ก่อนตักเข้าปากอย่างไม่รีรอ
ทันทีที่ปลายลิ้นของท่านอ๋องเจ็ดลิ้มรสชาติบัวลอยของแม่นางหลินหลัน รสชาติที่เขามิเคยได้สัมผัสมาก่อนชั่วชีวิตนี้ ริมฝีปากขบเม้มในทันที กล้ามเนื้อบนใบหน้าแข็งตึง ไม่กล้าแม้แต่กลืนลงท้อง
แค่ก แค่ก....
“เค็ม...”
เสียงไอคอกแคก พร้อมกับหลุดปากเอ่ยขึ้นมาสั้น ๆ ถึงรสชาติบัวลอยของแม่นางหลินหลัน ไม่ใช่เค็มธรรมดา ทว่าเป็นความเค็มทั้งมหาสมุทรต้มรวมกันจนกลายเป็นเกล็ด
หลินหลันนางคิดจะฆ่าเขาด้วยวิธีนี้อย่างนั้นหรือ
“นี่นางคิดฆ่าข้าด้วยวิธีนี้อย่างนั้นหรือ” เสียงเข้มดังขึ้น ทหารไม่กล้าเงยหน้ามองหลงอวิ๋นเฉินหวั่นกลัวต้องโทษ
“นางกลัวข้า หรือควรเป็นข้าต่างหากที่ต้องกลัวนาง”หลงอวิ๋นเฉินนิ่งไปเพียงครู่เดียว ก่อนมุมปากจะระบายยิ้มออกมา
เหวินซ่างที่ยืนอยู่ข้างถึงกลับกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่
“เช่นนั้นท่านอ๋องจะสั่งลงโทษนางหรือไม่”
“ไม่ต้อง! แค่กระต่ายตัวเดียวมิอาจทำอันใดข้าได้ ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่านางจะทำอันใดอีก” น้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความสนอกสนใจในตัวของแม่นางหลินหลัน มุมปากยกยิ้มเพียงเล็กน้อย เหล่าทหารต่างก็ประหลาดใจ รอยยิ้มเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งของท่านอ๋องเจ็ด
“ผ่านไปอีกคืนแล้วสินะ หวังว่าวันนี้หลินหลันคงนอนฝันดี”
หลังจากร่างกายใช้เรี่ยวแรงไปกับการทำบัวลอยให้หลงอวิ๋นเฉิน ยามดึก(ยามซวี :หนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม) ร่างกายของหลินหลันแทบไม่มีแรงเหลือเอาไว้ทำสิ่งใด อย่างน้อยวันนี้ยังมีอาหารแสนอร่อยของปี่เป้ยทำให้หลินหลันหายหิวได้บ้างและมีแรงพอที่ไปชำระร่างกายที่ริมแม่น้ำ
หลินหลันเริ่มชินชากับการมีทหารยามสองนายค่อยเฝ้าตาม ครั้นต้องทำกิจส่วนตัว พวกเขาก็คอยเฝ้าหลินหลันอย่างห่าง ๆ โดยไม่ปล่อยให้นางต้องอึดอัดใจตามที่พวกเขาได้รับคำสั่งมานั้นเอง
พอท้องอิ่ม ....หนังตาก็เริ่มหย่อน
“รอดอีกวันแล้วนะ หลินหลัน”
ดวงตากลมโตทอดมองเงาในกระจกสะท้านใจทุกคราที่จ้องมอง ใบหน้างดงามแปรเปลี่ยนไปจนไร้เงาตัวตนเดิม เครื่องแต่งกายในชุดผ้าโบราณ บรรยากาศเย็นของลมที่พัดผ่านผิวกายทำให้หลินหลันตระหนักรู้ว่า....เวลามิอาจย้อนกลับ...
หากต้องอยู่โลกใบนี้....ต้องหาทางรอดให้จงได้
เวลาผ่านพ้นไปนานเท่าใดแล้วหลินหลันยังคงจมอยู่กับความคิดของตนเองเช่นนั้น เวียนวนไม่ต่างจากสายน้ำวน
“อุ่นเตียง”
เสียงใสอุทานดังขึ้น พลันนึกแผนการบางอย่างขึ้นมา
เดิมทีหลินหลันคือสาวน้อยที่ถูกบิดานำมาขายเพียงเท่านั้น หลงอวิ๋นเฉินจำยอมรับนางเอาไว้ อย่างน้อยนางก็นับว่างามนักถ้าเทียบกับสตรีหลายนางที่พยายามยั่วยวนเขา นัยน์ตากลมแสนไร้เดียงสากะพริบมองชายหนุ่ม ใบหน้าขาวผ่องงดงามหาได้ยาก เขาเผลอสบตานางเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น อาการสั่นสะท้านหวิวไหวในอกทำให้เขาฉงนใจอยู่ไม่น้อย
นั่นกระมัง....ทำให้เขายอมเสียเงินไม่น้อยเพื่อซื้อตัวนางมาเพื่ออุ่นเตียง
หญิงสาวใคร่ครวญเรื่องราวของหลินหลันให้ได้มากที่สุดเท่าที่ความทรงจำจะนึกได้.... ทว่าจนแล้วจนรอด จุดจบของหลินหลันต้องถูกท่านอ๋องเจ็ดปลิดชีพอยู่ดี หลังจากนั้นเรื่องราวทุกอย่างถึงดำเนินไปสู่แกนเรื่องหลัก
เกิดเป็นตัวประกอบช่างอาภัพเสียจริง
“หลินหลันคือสตรีอุ่นเตียงของหลงอวิ๋นเฉิน ขอแค่เขาเมตตาชีวิตของหลินหลันก็มีทางรอดแล้ว” ครั้นคิดได้เช่นนั้นแล้ว หลินหลันแอ่นกายอวดทรวงทรงองเอวบางของตน เหมือนละครจีนที่นางเคยดู ก่อนแกล้งทำเสียงใส
“ท่านอ๋องเจ้าคะ อย่าดุข้าเลยนะเจ้าค่ะ”
จังหวะนั้นเอง เสียงไอเบา ๆ ดังมาจากขึ้นหลังม่าน
แค่ก ๆ
หลินหลันสะดุ้งตัวอย่างแรง
ม่านบางกั้นระหว่างห้องในกระโจม เผยให้เห็นท่านอ๋องเจ็ด สีหน้าเรียบเฉย แต่แววตามองนางราวกับเห็นของแปลกประหลาด
“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ” เสียงเข้มดังขึ้นถาม วรกายใหญ่โตย่างก้าวเข้ามาใกล้ร่างบางที่กำลังมองเขาด้วยความหวาดหวั่น
หลินหลันนิ่งค้างไปชั่วอึดใจ ฝืนยิ้มเจื่อน ๆ ออกมา ก่อนโค้งตัวลงเล็กน้อย
“ขะ ข้า กำลังฝึกเป็น สาวน้อยอุ่นเตียงของท่านอยู่ ข้าฝึกอวดท่านคืนนี้อย่างไรเล่า” หลินหลันเอ่ยตะกุกตะกักออกมา พยายามหาข้ออ้างเต็มที่ กำลังซ้อมอยู่ดี ๆ ไม่คิดว่าหลงอวิ๋นเฉินจะมาเห็นนางในสภาพน่าขบขันเช่นนี้
