บทที่ 2 เป็นหลินหลันไม่ง่ายเอาเสียเลย 2
“แม่นางหลินหลัน ผู้นี้ ต่างจากแม่นางหลินหลันในอดีตขอรับ ในอดีตนางหวั่นกลัวต่อท่านอ๋องมิกล้ามองหน้า ทว่าแม่นางหลินหลันผู้นี้ไม่มีแม้ความกลัวต่อท่านเลยสักนิด ความกลัวเดียวของนางคงกลัวถูกท่านฆ่ากระมัง”
“ความตายเปลี่ยนนางถึงขนาดนี้เชียวหรือ..... นางกลัวตาย แต่ไม่กลัวฆ่าอย่างนั้นหรือ” หลงอวิ๋นเฉินกล่าวขึ้นเสียงเรียบ พร้อมยกมือขึ้นเท้าคางครุ่นคิดกับคำพูดของเหวินซ่าง
ทั่วหล้าผู้คนต่างเกรงกลัวบารมีของท่านอ๋องเจ็ด ถึงแม้ไม่ใช่รัชทายาทแต่คนกลับยำเกรงต่อนามของหลงอวิ๋นเฉิน อ๋องเจ็ดแสนอำมหิต ไร้ปรานี เข่นฆ่าผู้คนมากมายเพื่ออำนาจ
หลินหลันผู้นี้นางกลับไม่กลัวเขาเลยสักนิด ....นางแค่กลัวว่าเขาจะฆ่านางก็เท่านั้น
ช่างน่าหงุดหงิดใจเสียจริง
“ท่านอ๋องเจ็ดขอรับ” ทหารที่เขาเพิ่งสั่งเฝ้าหลินหลันเอาไว้เอ่ยขออนุญาต
“มีอะไร” หลงอวิ๋นเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจและสงสัยในคราเดียวกัน
“แม่นางหลินหลันให้มาเอาเสื้อผ้าของท่านไปซักขอรับ”
“เอาไปให้นาง แล้วเจ้าบอกนางด้วยว่า หากมีแรงเหลือ พรุ่งนี้ข้าอยากกิน...บัวลอย” เขาสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกไร้อารมณ์เช่นเดิม ทว่าครั้งนี้กลับแตกต่างไปจากครั้งก่อนรอยยิ้มมุมปากของท่านอ๋องทำให้ทหารนึกขนลุกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“หา....อยากกินบัวลอย ท่านอ๋องอยากกินขนมบัวลอยอย่างนั้นหรือ” หลินหลันทวนคำสั่งของนายทหารที่ตามเฝ้านางมาตลอดหลายวัน
“ขอรับ ท่านอ๋องเจ็ดต้องการทานบัวลอยฝีมือของแม่นางหลินหลัน”
เมื่อได้ยินทหารทั้งสองกล่าวเช่นนั้น หลินหลันเบือนหน้าไปทางปี่เป้ยพร้อมกะพริบตาถี่รัวเป็นเชิงอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ
ตั้งแต่เกิดมาหลินหลันไม่เคยทำอาหารเลยสักครา ทั้งจากโลกเดิมหรือโลกนี้ หลินหลันไม่เคยทำอาหารหรือขนมใด ๆ
“ป้าเป้ยช่วยข้าหน่อยนะเจ้าค่ะ”
ปี่เป้ยพยักหน้าเล็กน้อยอย่างใจอ่อน ท่าทางของเด็กสาวเลยวัยปักปิ่นมาไม่นาน ผู้มีชะตากรรมน่าเวทนาเช่นนาง หากปี่เป้ยไม่ช่วยก็นับว่าแล้งน้ำใจไปหน่อย ในภายภาคหน้าหากหลงอวิ๋นเฉินแต่งชายาเข้าจวนคงไม่พ้นหลินหลันผู้นี้อย่างแน่นอน
หลินหลันสตรีผู้เดียวที่มังกรผู้ไร้ใจอย่างอ๋องเจ็ดย่อมให้เข้าใกล้ตัว
“เจ้าอย่าลืมใช้โอกาสนี้เอาใจท่านอ๋องล่ะ” ปี่เป้ยไม่ลืมกล่าวเตือนสาวน้อยหน้าขาวผ่อง
“เจ้าค่ะ”
หลินหลันถึงมาอยู่ในโลกของนิยายได้ไม่นาน แต่ก็พยายามปรับตัวให้เร็วที่สุด อย่างน้อยก็รอดมาได้อีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้จะเป็นเช่นไรหลินหลันก็ไม่อาจคาดเดาได้เลย ขอแค่วันนี้ผ่านพ้นไปโดยที่ยังไม่ถูกตัดแขนขาไปเสียก่อนก็ดีมากแล้ว
ครัวหลวงในค่ายทหารของต้าเหลียงอบอวลไปควันจากฟืนที่หลินหลันพยายามพัดโบกเตาไฟเพื่อทำบัวลอยถวายท่านอ๋องเจ็ดจอมโหด
ใบหน้าขาวสะอาดบัดนี้เปื้อนไปเขม่าดำของถ่านไม้ หลินหลันตั้งอกตั้งใจอย่างเต็มที่ในการทำบัวลอย หากนางไม่ทำมีหวังถูกแขวนคอตายแน่แท้...
“ต่อไปข้าต้องปั้นแป้งหรือเจ้าคะ” หลินหลันเอ่ยปากถามปี่เป้ย พลางมองไปยังหญิงก้นครัวอีกสองคนผู้เป็นลูกมือของปี่เป้ย
ปี่เป้ยสั่งให้พวกนางเตรียมแป้งเอาไว้สำหรับการทำบัวลอยของหลินหลัน
หลินหลันสูดลมหายใจเข้าปอดเรียกกำลังใจให้ตัวเอง ก่อนผูกผ้ากันเปื้อนมองแป้งที่เหล่านางกำนัลของท่านอ๋องเตรียมเอาไว้
“ขั้นแรกต้องปั้นแป้งให้กลม” หญิงสาวพึมพำพลางให้มือนวดคลึงแป้งให้กลม ทว่าฝีมือการทำอาหารของนางช่างห่างไกลจากคำว่าดีเหลือเกิน ก้อนกลม ๆ ที่ออกมาจึงไม่เท่ากันเอาเสียเลย นางพยายามชะเง้อมองผลงานแสนประณีตของปี่เป้ยผู้มากประสบการณ์งานครัวที่กลมเนียนเท่ากันทุกก้อน
“ทำดี ๆ หลินหลัน” ปี่เป้ยเอ่ยเตือนปนเอ็นดูหญิงสาว เมื่อเห็นใบหน้าหยิกงอคล้ายกับไม่พอใจในผลงานของตนเอง
“ข้าคงไม่มีพรสวรรค์ในการทำอาหาร อ๋องเจ็ดจะอยากกินบัวลอยทำไมกัน” หลินหลันบ่นไปพลางแต่ก็ยอมทำ อย่างน้อยหลงอวิ๋นเฉินยังเห็นว่าหลินหลันนั้นพอมีประโยชน์อยู่บ้าง
“หึ หึ” เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอของหญิงชรา ขณะที่มือกำลังปั้นแป้งอย่าพิถีพิถัน นางเห็นอ๋องเจ็ดมาตั้งแต่เด็กไยจะไม่รู้ว่าทั้งหมดหลงอวิ๋นเฉินกลั่นแกล้งสตรีน้อยผู้นี้เพื่อสิ่งใดกัน
มือเรียวยกขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากมนด้วยอาการอ่อนล้า สายตากลมมองผลงานของตนพร้อมถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน ส่วนปี่เป้ยสั่งหญิงรับใช้ตั้งหม้อรอเอาไว้ น้ำในหม้อเริ่มเดือดปุด ๆ เสียงน้ำสะท้อนไปทั่วครัวเล็กของค่ายทหาร
ขณะที่หลินหลันง่วนอยู่กับการทำขนม เสียงฝีเท้าหนักแน่นของใครบางคนค่อย ๆ เดินย้ำเข้ามาใกล้เรือนครัวช้า ๆ สายตาดุจน้ำแข็งจับจ้องมองร่างเล็กในชุดกันเปื้อน ใบหน้าสดใสเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าถ่านด้วยความเอ็นดู
หลงอวิ๋นเฉินหลุดยิ้มออกมาในความเงียบ
เขาเพียงแค่อยากรับลมหลังจากการศึกษาตำรารบมานานหลายชั่วยาม ทว่ารู้ตัวอีกทีเขากลับพาตนเองมาอยู่หน้าครัวหลวงเสียแล้ว เขามาเยือนที่แห่งนี้เพียงเพราะอยากสูดอากาศอย่างเดียว หรือเพราะใครกันแน่
เพราะมัวแต่สนใจขนมตรงหน้า หลินหลันจึงไม่ทันได้สังเกตสิ่งใดนอกจากก้อนแป้งขนาดน้อยใหญ่ไม่เท่ากันลอยเต็มหม้อ มือขวาคนแป้ง ส่วนมือซ้ายคว้าไปหยิบผงสีขาวคล้ายน้ำตาลใส่ลงไปในหม้อ
ไม่ผิดแน่ น้ำตาล....
ปี่เป้ยและหญิงรับใช้ได้แต่ยืนมองแม่นางหลินหลันอย่างใจจดใจจ่อ ปี่เป้ยถูกสั่งห้ามให้ช่วยเหลือหลินหลันโดยเด็ดขาด คำสั่งเพิ่งถูกถ่ายทอดมาจากทหารยามทั้งสองเมื่อครู่
“ขาว ๆ ก็คงเป็นน้ำตาลเหมือนกันแหละ” หลินหลันพึมพำ มองผลงานตนเองที่เพิ่งตักสิ่งนั้นใส่มองถึงสองช้อนโต๊ะเต็ม ๆ
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ บัวลอยของท่านอ๋องเจ็ด ฝีมือของหลินหลัน”
หลินหลันฉีกยิ้มด้วยความภาคภูมิพร้อมยื่นถ้วยบัวลอยให้แก่ทหารทั้งสอง
นายทหารทั้งสองสบตากันด้วยอาการกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนยกไปถวายท่านอ๋องตามคำสั่ง
