ตอนที่ 9 สนใจ
หลายวันที่ผ่านมาภูมินทร์กลับบ้านบ่อยมากกว่าปกติ แทบจะเรียกได้ว่ากลับทุกวันด้วยซ้ำ หากไม่มีงานด่วนหรืองานเร่งเข้ามา เขาก็มักจะปรากฏตัวในช่วงดึกเสมอ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีการรอคอยจากภรรยาและไม่มีอาหารถูกตั้งวางไว้บนโต๊ะเหมือนอย่างเคย
“ไม่มีอาหารเตรียมเอาไว้เหรอ?” เขาเอ่ยถามพ่อบ้าน
“แม่ครัวเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วครับ ถ้าคุณท่านต้องการผมจะบอกแม่บ้านตั้งโต๊ะให้ทันทีครับ”
“ไม่ใช่ ฉันหมายถึง…” เขาพยักหน้าส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเข้าใจ
“คุณท่านหมายถึง…”
สุดท้ายก็เป็นเขาที่ทนไม่ไหว จนต้องพูดออกไปตามตรง “ฉันหมายถึงคุณอัยย์ วันนี้เธอได้เป็นคนเตรียมกับข้าวให้ฉันด้วยตัวเองหรือเปล่า?”
“ต้องขออภัยครับ หลังจากที่คุณนายเริ่มปรับพฤติกรรม ก็แทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เธอไม่เคยเข้าครัวอีกเลยครับ”
“นั่นสินะ ช่วงนี้เธอเปลี่ยนไปมากจริง ๆ”
เขาสังเกตภรรยาของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ และพบว่าเธอเปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่แกล้งเรียกร้องความสนใจจากเขาเท่านั้น
“แล้วคุณท่านจะยังรับอาหารไหมครับ?”
“ไม่ต้องแล้ว นายไปเถอะ”
ภูมินทร์ก้าวเท้าเดินขึ้นชั้นบนของบ้าน ในหัวพลางย้อนคิดกลับไปถึงอดีต จำได้ว่าทุกครั้งที่กลับบ้านบนโต๊ะจะมีอาหารหลายอย่างวางรออยู่ และทันทีที่เขามาถึงไอยราก็จะเร่งรีบนำอาหารเหล่านั้นไปอุ่นเพื่อให้พร้อมทาน
“แต่ก่อนไม่เคยได้สังเกตเลย” เขาพึมพำกับตัวเอง
ก่อนจะเปิดประตูเข้าห้องมาและพบว่าในคืนนี้ไอยรายังไม่นอนหลับเหมือนอย่างทุกครั้งที่เขากลับมาถึงบ้าน
“เธอยังไม่นอนอีกเหรอ?” ภูมินทร์เอ่ยทักทาย
“อัยย์ยังไม่ง่วงค่ะ” เธอตอบขณะที่สายตายังจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์
“ช่วงนี้คุณกลับบ้านบ่อยนะคะ แทบจะทุกวันด้วยซ้ำ”
“ไม่ชอบหรือไง?”
‘ก็ไม่ชอบนะสิ’
เธอได้แต่ตอบคำถามนั้นในใจ เพราะการกลับมาบ่อย ๆ ของเขา ทำให้เธอไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจ รวมทั้งการสืบเรื่องนักฆ่าคนนั้นก็ด้วย ต้องคอยหวาดระแวงและหลีกเลี่ยงอยู่เรื่อยไป
“ต้องโผล่หน้ามาย้ำเตือนทุกวัน ให้รู้ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในนรกสินะ”
ไอยราบ่นกับตัวเองโดยไม่รู้เลย ว่าเจ้าของร่างหนาที่อยู่ในห้องก็ได้ยินคำพูดของเธอเช่นกัน แถมเรียวคิ้วหนาของเขายังกระตุกขึ้นด้วยความไม่พอใจอีก
5 วันผ่านไป
ภูมินทร์ก็ยังคงกลับมานอนบ้านซ้ำ ๆ การเดินทางไปกลับหลายชั่วโมงบนท้องถนนเริ่มกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ และกลับมาถึงในช่วงดึก เขาทำอย่างนั้นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน แต่คนที่ทนไม่ไหวกลับเป็นตัวของไอยราเสียเอง
ในดึกคืนนั้นเธอจึงถามออกไปตามตรง
“ทำไมช่วงนี้คุณกลับบ้านบ่อยนัก คงไม่ได้คิดจะมาตามง้ออัยย์หรอกใช่ไหมคะ หรือเป็นเพราะเรื่องหย่า คุณเลยต้องมาง้ออัยย์อยู่แบบนี้?”
“เธอต้องการจะหย่าจริง ๆ งั้นเหรอ”
“ค่ะ คุณคงไม่คิดว่าสิ่งที่อัยย์ทำเป็นการเรียกร้องความสนใจจากคุณอยู่อีกหรอกมั้ง ใช่ไหมคะ?”
“แล้วเธอไม่ได้ทำอย่างที่ตัวเองพูดเหรอ”
ไอยราวางหนังสือในมือลง และหันหน้าไปมองคนข้าง ๆ “ก็บอกว่าต้องการจะหย่าจริง ๆ ไงคะ คุณเป็นบ้าหรือไงถึงฟังภาษาคนไม่เข้าใจ”
เขาเห็นเธอเริ่มแสดงสีหน้าโมโห จึงหัวเราะเยาะอย่างพอใจ
“ถ้าพวกเราหย่ากันแล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหน?”
“ที่ไหนสักที่บนโลกนี้นี่แหละ เมืองนี้ไม่ได้มีแค่คุณหรอกนะคะที่มีบ้าน คนอื่น ๆ ก็มีบ้านเหมือนกัน”
“แล้วเธอมีเหรอ ทรัพย์สมบัติอะไรสักอย่างก็ไม่มี คิดว่าจะเอาตัวรอดได้งั้นเหรอ จะบอกว่ากลับบ้านแล้วบ้านที่เธอจากมาต้อนรับเธอกลับไปหรือเปล่า?”
“อัยย์มาบ้านหลังนี้ตัวเปล่าก็ไม่แปลกถ้าจะกลับตัวเปล่าเหมือนกัน อีกอย่างจะเอาตัวรอดไม่รอดมันก็เรื่องของอัยย์ เพราะหลังจากที่พวกเราหย่ากันแล้วก็เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าอยู่ดี”
“เฮอะ ประชดเก่งจริงเลยนะ”
“ไม่คิดว่าจะได้รับคำชมจากคุณภูมินทร์ด้วย ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะ”
พูดจบไอยราก็ไม่รอช้าวางหนังสือที่อ่านลงกับตักก่อนเอี้ยวตัวไปหยิบซองสีน้ำตาลขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับปากกาส่งให้เขา ราวกับว่าพร้อมหย่าทุกเมื่อทุกเวลา ขอเพียงแค่ชายข้างกายเซ็นรับรองเมื่อใดเธอก็พร้อมจะจากไปทันที
“ถ้าหากคุณภูมินทร์มีเวลาเมื่อไหร่ ก็เซ็นได้เสมอ ทุกเมื่อทุกเวลา”
คำว่าได้ทุกเมื่อทุกเวลาทำให้เขาเผลอคิดไปเป็นอย่างอื่น อีกทั้งยังรู้สึกหมั่นไส้หญิงสาวที่แสดงท่าทีรังเกียจเขามากขนาดนี้ ภูมินทร์จึงแกล้งเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก ขณะที่นิ้วมือยาวเริ่มยกเกลี่ยไปมากับปลายผมนุ่ม
“ถ้าเป็นอย่างนั้นแสดงว่าฉันยังพอมีเวลาเข้าห้องหอกับภรรยาที่แต่งงานกันมาสามปีใช่ไหม อยากรู้แล้วสิว่ารสชาติของเธอจะเป็นยังไง?”
ท่าทีที่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนไปของภูมินทร์ทำให้ไอยราเริ่มหวาดระแวง และเลือกที่จะลุกออกจากเตียงเดินหนีเขา หากแต่ยังไม่ทันที่ขาจะได้แตะถึงพื้นก็ถูกเขาคว้าตัวและจับเธอโยนขึ้นบนเตียงอีกครั้ง
ล็อกมือเล็กทั้งสองของเธอเอาไว้จนขยับไม่ได้ ทันใดนั้นไอยราก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่บริเวณจมูก
“อื้อ!”
ก่อนที่เขาจะโน้มตัวเข้ามาจูบบดขยี้อย่างไร้ความปรานี ริมฝีปากได้รูปของภูมินทร์ดูดเม้มริมฝีปากอวบอิ่มของไอยราซ้ำ ๆ จนเธอแทบไม่มีโอกาสได้หายใจ เพียงไม่นานก็สัมผัสได้ถึงลิ้นร้อนที่กำลังส่งเข้ามาสำรวจโพรงด้านใน ไล่ดูดเลียทุกหยาดหยดน้ำหวาน รับรู้ได้เพียงลมหายใจคุกรุ่นของกันและกัน
แต่ถึงอย่างนั้นไอยราก็ไม่ยอมแพ้ เธอพยายามสะบัดหน้าหนีด้วยความขยะแขยงใช้แรงทั้งหมดที่มีทั้งถีบทั้งเตะทุกทาง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจสู้แรงของอีกฝ่ายได้
จึงต้องยอมถอยโดยการเผยอปากออกเล็กน้อยจนภูมินทร์สามารถส่งลิ้นเข้ามาที่ด้านในได้สะดวก ไอยราจึงใช้จังหวะนี้กัดเข้าที่ริมฝีปากหยักอย่างแรงจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วทั้งปากและจมูก
“โอ๊ย!” เขารีบถอนจูบอย่างรวดเร็ว ยกมือหนาขึ้นมากุมริมฝีปากของตัวเองเอาไว้ “นี่เธอกัดปากฉันเหรอ!?”
“ก็คุณบังคับให้อัยย์ทำไม่ใช่หรือไง! คราวหลังถ้าไม่อยากเจ็บตัวอีกก็อย่ามาทำแบบนี้ไอ้สารเลว!”
ไอยรารีบผลักเขาออกพ้นทาง และรีบวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ภูมินทร์ต้องกุมปากที่เต็มไปด้วยเลือดอยู่อย่างนั้น ท่าทีรังเกียจและหวาดกลัวของเธอเมื่อครู่ ทำให้เขาแน่ใจได้ทันทีว่าสิ่งที่ไอยราพูดและแสดงออกมาทั้งหมด ไม่ใช่เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากเขาจริง ๆ
“เธอต้องการจะหย่าจริง ๆ”
แต่เดี๋ยวนะ...ไอ้สารเลว?
ชายหนุ่มกลับมานั่งให้เข้าที่เข้าทางพร้อมกับความเป็นชายที่เริ่มพองตัวอยู่ใต้กางเกงนอนที่สวม จูบของเธอนั้นไม่ได้เรื่อง แต่กลับทำเขามีอารมณ์ได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
แถมยังทิ้งบาดแผลไว้ให้ดูต่างหน้าอีก เจ็บชะมัด...
ไม่ใช่เล่น ๆ เลยแฮะคุณไอยรา
เช้าวันต่อมา ภูมินทร์ไปทำงานที่บริษัทด้วยสีหน้าบูดบึ้ง หงุดหงิดปนไม่พอใจจนเลขาสังเกตเห็น และทันทีที่เขาถอดแมสออกดนัยก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นว่าริมฝีปากของเจ้านายบวมเป่ง แถมยังมีรอยแผลอีกต่างหาก
“เกิดอะไรขึ้นครับ? ทำไมปากของคุณท่านถึงเป็นแบบนั้น”
“ฉันทะเลาะกับไอยรานิดหน่อย”
“แต่ก็ไม่ต้องถึงขั้นที่จะลงมือลงไม้กันเลยนะครับ ผมไม่คิดว่าคนที่อ่อนโยนแบบนั้นจะทำได้”
อยู่ ๆ เขาก็นึกย้อนไปถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมาอีกครั้ง ริมฝีปากอวบอิ่มและกลิ่นหอมรอบกายของผู้หญิงคนนั้น จากที่คิดจะแกล้งเธอเพื่อความสนุกแต่กลับกลายเป็นเขาเสียเองที่สูญเสียการควบคุม
“ช่างเถอะ ที่เธอทำก็สมควรแล้ว”
“พูดแบบนี้แปลว่าท่านเป็นคนเริ่มก่อนสินะครับ” เลขาเอ่ย
“ไอยราต้องการจะหย่าจริง ๆ เธอไม่ได้ทำแค่เพื่อเรียกร้องความสนใจ”
“แล้วทำไมคุณไอยราต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะครับ จู่ ๆ เธอก็เปลี่ยนไปโดยไม่มีสาเหตุ ทั้งที่แต่ก่อนก็ไม่เคยเอ่ยความต้องการอะไรด้วยซ้ำ”
“เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ท่าทีที่เปลี่ยนไปฉับพลันของเธอทำให้ฉันสับสน” ดนัยทำหน้าครุ่นคิดตาม
“ผมว่าคงจะเป็นเรื่องข่าวลือตามที่เคยคุยกันไว้นั่นแหละครับท่าน”
“ก็ไม่แน่ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป ฉันแค่รู้สึกว่ามันมีเหตุผลอะไรบางอย่าง แต่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไร”
เป็นเรื่องที่เขาคิดไม่ตกอยู่หลายวัน ตลอดช่วงที่เดินทางกลับบ้านก็หวังจะจับสังเกตของไอยราได้บ้าง หากแต่ก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากความเมินเฉยที่เธอปฏิบัติออกมาให้เห็น แถมเมื่อคืนเขาก็ยังได้ใบหย่าจากเธออีกรอบ
“หากท่านอยากให้ผมทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็บอกมาได้เลยนะครับ”
“หรือว่าบางทีไอยราอาจจะกำลังมีแผนการอะไรบางอย่าง”
“ถ้างั้นผมจะตามสืบเรื่องนี้ให้เองครับ คุณท่านไม่ต้องห่วง”
“งั้นฉันฝากด้วย”
“ยินดีครับคุณท่าน” ดนัยเอ่ย ก่อนจะออกจากห้องไปเพียงไม่นานก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับยาทาแผลในปาก และกระจกส่งให้เจ้านายหนุ่ม และเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีทิ้งท้าย
“คราวหน้าก็อย่าคิดสู้ภรรยาเลยนะครับคุณท่าน”
