ตอนที่ 3 เปลี่ยน
ขณะที่บ้านหลังใหญ่ใจกลางหุบเขากำลังวุ่นวายต่อการเปลี่ยนแปลงของไอยราผู้เป็นนายหญิง
ภูมินทร์ผู้ที่มีเวลาไว้สำหรับทำงานอย่างเดียวก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านเลยตลอดหลายวัน หากแต่ก็เริ่มได้ยินข่าวคราวพฤติกรรมแปลก ๆ ของภรรยาแล้วเหมือนกัน
ชายหนุ่มเจ้าของบริษัทจ้องมองออกไปนอกกระจกใสเบื้องหน้าด้วยความสับสน พลางกำลังนึกถึงใบหน้าสะสวยของภรรยา
ก่อนหน้าเขาได้ยินเรื่องนี้จากพ่อบ้านเล่าถึงเรื่องกาแฟที่แม่บ้านสาวเผลอเอาไปเสิร์ฟให้เจ้าหล่อน ก่อนที่แม่บ้านคนนั้นจะโดนสั่งสอนไปยกใหญ่ จนในตอนนี้ไม่มีใครกล้าเสิร์ฟกาแฟให้เธออีกเลย
ปกติแล้วเขาไม่ค่อยได้กลับบ้านนั้นมากนัก เนื่องจากต้องทำงานในบริษัทที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง จึงไม่สะดวกที่จะกลับไปกลับมาระหว่างบ้านและที่ทำงาน ภูมินทร์จึงมักจะพักที่คอนโดมากกว่า เพราะทั้งใกล้ เดินทางสะดวกและไม่ต้องเสียเวลาบนท้องถนนด้วย
เขาและภรรยาจึงไม่ได้มีเวลาด้วยกันขนาดนี้ หรือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้าเลยก็ว่าได้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ดนัยหรือเลขาส่วนตัวของ ภูมินทร์จะเปิดประตูห้องเข้ามา พร้อมกับเอกสารในมือ
“ขออนุญาตครับ นี่คือโบว์ชัวร์งานการกุศลที่จะจัดขึ้นเดือนหน้า และที่คุณภูมินทร์ให้ผมแทรกตารางให้ เรียบร้อยแล้วนะครับ”
“หาเวลาจนได้สินะ”
“ต้องได้สิครับ ในเมื่อคุณภูมินทร์เป็นผู้บริจาคหลัก ๆ ให้กับงานการกุศลครั้งนี้ ถึงจะยุ่งแค่ไหนก็ต้องไปครับ”
“แล้วมีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า?” ภูมินทร์ถาม
“ถ้าเรื่องงานในบริษัทไม่มีแล้ว แต่ถ้าเรื่องในบ้านที่กลางหุบเขาก็ไม่แน่”
“มีอะไร?” ฝ่ายเจ้านายเลิกคิ้วถาม
“ช่วงนี้ผมได้ยินพฤติกรรมแปลก ๆ ของคุณไอยรา ดูเหมือนว่าเธอจะเปลี่ยนไปนะครับ”
คำพูดของดนัยทำให้ภูมินทร์เริ่มสนใจขึ้นมา จากท่าทางเบื่อหน่ายกลับพยุงตัวมานั่งหลังตรง พร้อมจ้องมองไปที่เลขาด้วยความสงสัยไม่ต่าง เพราะเขาก็ได้ยินข่าวลือของภรรยามาเหมือนกัน ว่าช่วงนี้เธอทำตัวแปลกไปจากเดิมทุกที ในเมื่อมีแหล่งข่าวอยู่ตรงหน้าแล้ว ใครจะไม่ถามกันล่ะ
“เล่ามาที”
ภูมินทร์ถาม เพราะนอกจากดนัยจะดูแลเรื่องภายในบริษัท เขายังมีหน้าที่ดูแลเรื่องภายในบ้านของเขาอีกด้วย
“ผมได้ยินมาว่าคุณไอยราเปลี่ยนไป แม่บ้านที่เคยเมินเฉยเธอเริ่มถูกชำระบิลทีละคนสองคน จนไม่มีใครกล้าทำแบบนั้นอีก ไหนจะเรื่องกาแฟที่สั่งให้แม่บ้านดื่มจนกว่าจะจำได้ว่าเธอแพ้”
“ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน”
ภูมินทร์ครุ่นคิด ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับภรรยาของเขากันแน่
“ผมคิดว่าคุณไอยราอาจจะทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของเหล่าแม่บ้านพวกนั้นเลยตั้งใจจะสั่งสอนมากกว่าครับ”
“แต่ฉันไม่คิดแบบนั้น”
ไอยราในสายตาของเขา เธอเป็นผู้หญิงหัวอ่อน ไม่กล้ามีปากมีเสียง หากเธอสามารถยอมและทำให้เรื่องวุ่นวายสงบได้ เธอก็จะยอมทำ ต่อให้ตัวเองจะถูกเอารัดเอาเปรียบมากแค่ไหนก็ตาม ทว่าครั้งนี้หญิงสาวกลับลุกขึ้นสู้และเป็นคนสั่งสอนคนที่เอาเปรียบเธอด้วยตัวเอง
นั่นหมายความว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปในตัวของไอยรา แต่ภูมินทร์ไม่รู้ว่าสาเหตุนั้นเป็นเพราะอะไร เธอถึงได้เริ่มคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองขึ้นมา
เนื่องจากเขาไม่ได้กลับบ้านมานาน จึงไม่ได้สนิทสนมกับภรรยาขนาดรู้ใจหญิงสาวไปเสียทุกอย่าง
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ ปกติคุณไอยราอ่อนโยนจะตายไป เธอคงเบื่อกับพฤติกรรมของสาวใช้มากกว่า” ดนัยยังคงแย้งด้วยเหตุผลเดิม ๆ
“มันก็อาจจะจริง ถ้าพฤติกรรมของไอยราที่มีต่อฉันไม่เปลี่ยนไปด้วย”
“หมายความว่ายังไงครับท่าน”
“ปกติเธอจะโทรหาฉันอยู่ตลอด แต่หลายวันมานี้เธอไม่โทรมาเลยด้วยซ้ำ แถมยังไม่คิดจะส่งข้อความมาหาแม้แต่ข้อความเดียว นายคิดว่านั่นมันไม่แปลกอยู่อีกเหรอ”
“จริงด้วยครับ ผมจำได้ว่าปกติคุณไอยรามักจะส่งอาหารเที่ยงที่เธอทำมาให้ท่านทานอยู่เป็นประจำหรือไม่ก็จะมาที่นี่ด้วยตัวเอง แต่หลายวันมานี้เธอไม่ปรากฏตัวเลย”
ตอนนี้ดนัยก็เริ่มคิดเห็นเป็นอย่างเดียวกับเจ้านายหนุ่มแล้วเหมือนกัน
“ผมลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปจริง ๆ ด้วย”
อีกอย่างเลยคือภรรยามักจะโทรมาถามเรื่องของเขากับมีนาเพื่อนสาวคนสนิทอยู่เสมอ ชอบถามเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่จนผู้เป็นสามีรู้สึกอึดอัดอยู่บ่อย ๆ
“น่าแปลกอยู่นะครับ เมื่อก่อนคุณไอยราไม่เคยเป็นแบบนี้ และคนเราอยู่ ๆ จะเปลี่ยนไปได้ยังไง ถ้าไม่มีอะไรไปกระตุ้นให้เปลี่ยน”
“นายคิดว่ามันคืออะไร สิ่งที่กระตุ้นเธอให้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน”
“ขออภัยครับท่านประธาน ผมเองก็ไม่สามารถทราบได้จริง ๆ”
ภูมินทร์เริ่มเห็นด้วยกับคำพูดของเลขา หรือว่าจะมีบางอย่างทำให้ความคิดและพฤติกรรมของไอยราเปลี่ยนไปจริง ๆ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจรู้ได้
ขณะที่ดนัยกำลังนึกถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเจ้านายกับภรรยา ใช้สมองเค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นอยู่นาน จู่ ๆ สายตาคมพลันเหลือบไปเห็นกองเอกสารงานกุศลอีกครั้ง ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงคุณมีนาเข้าพอดี
เลขาหนุ่มพอจะเข้าใจถึงสาเหตุของการเปลี่ยนไปของไอยรา เขาจึงรีบหันกลับมาหาเจ้านายด้วยความตื่นเต้น และตึงเครียดไปพร้อม ๆ กัน
“ผมว่าผมพอจะรู้แล้วล่ะครับท่านประธาน”
“รู้อะไร?” ภูมินทร์ก็เฝ้ารอคำตอบนั่นจากเลขาอยู่
ดนัยชี้ไปที่กองเอกสารงานกุศล พยายามบอกใบ้ให้เจ้านายเข้าใจด้วยตัวเอง แต่อีกฝ่ายกลับเริ่มมีสีหน้าหงุดหงิดจนเลขาหนุ่มต้องรีบพูดออกไป
“ผมว่าน่าจะเกี่ยวกับงานกุศลนะครับท่านประธาน”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับไอยรา เธอไม่ได้มีส่วนร่วมกับงานนี้สักหน่อย?”
“แต่คนนี้มีนะครับ”
“นายหมายถึงอะไรกันแน่ดนัย พูดออกมาได้แล้วก่อนที่ฉันจะหงุดหงิดไปมากกว่านี้”
ภูมินทร์เหมือนกำลังถูกภรรยาของเขาปั่นหัวอย่างหนัก ทั้งยังต้องมาเล่นปริศนาทายคำกับเลขาอีก ยิ่งทำให้ชายหนุ่มอารมณ์ไม่ดีเข้าไปมากกว่าเดิม
“ผมหมายถึงคุณมีนาครับ”
“มีนา” ภูมินทร์เงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของถ้อยคำเมื่อครู่ หากแต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี “แล้วมีนาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้?”
“อย่างที่ท่านก็รู้ว่าคุณไอยราจะถามเรื่องความสัมพันธ์ของท่านกับคุณมีนาอยู่เสมอ เธอคงไม่ไว้วางใจที่ทั้งสองคนจะทำงานร่วมกัน แถมตอนนี้ยังมีข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ของพวกคุณทั้งสองคนอีก”
ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับภูมินทร์ ดนัยในฐานะเลขารู้ดีทั้งหมด รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ และการแต่งงานกับภรรยาเพื่อธุรกิจก็ด้วย
“มันก็แค่ข่าวลือ และภรรยาของฉันก็คงไม่คิดเรื่องอะไรแบบนี้หรอก”
“ไม่มีใครหยั่งรู้ใจแท้จริงแล้วสตรีหรอกครับท่าน”
ภูมินทร์ยังคงคิดว่าเรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผล คนอย่างไอยราที่อุตส่าห์เงียบมาได้ตลอดสามปีตั้งแต่แต่งงานกัน จะลุกขึ้นมาทวงคืนยุติธรรมเอาอะไรตอนนี้ ต้องรอให้เขาหน่ายและเบื่อในตัวเธอเหมือนทุกวันนี้ก่อนหรือไง
“ผมคิดว่าแค่คุณอัยย์ไม่ส่งข้อความหรือโทรมาหาท่าน ไม่มาแม้กระทั่งทานข้าวด้วยกันที่นี่นั่นยังไม่แปลกมากพอเหรอครับ และตอนนี้ปัจจัยเรื่องคุณมีนาก็ชัดเจนที่สุด”
ภูมินทร์เริ่มคล้อยตามเล็กน้อย
“ถ้าหากท่านประธานคิดว่าไม่ใช่เหตุผลนี้ จะรอยืนยันความคิดของผมดูตอนเที่ยงนี้ก็ได้ครับ ว่าคุณอัยย์จะเดินทางมานี่ที่พร้อมกับมื้อเที่ยงหรือเปล่า”
จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงวัน ภูมินทร์ตัดสินใจที่จะทานมื้อเที่ยงที่บริษัทแทนที่จะออกไปทานข้างนอกเหมือนอย่างทุกครั้ง
เข็มเวลาขยับผ่านไปทีละนิด โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองนาฬิกาไปไม่รู้กี่ครั้งกี่หน รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีเสียงเปิดประตูหรือเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์เข้ามา
เมื่อทานมื้อเที่ยงเสร็จ ประตูห้องทำงานของท่านประธานก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง แต่กลับเป็นดนัยที่ถือกองเอกสารมากมายเข้ามาวางลงบนโต๊ะทำงานของผู้เป็นนาย ก่อนเอ่ยบอก
“เย็นนี้คุณภูมินทร์กลับบ้านดีกว่านะครับ”
“คุณกลับไปทำงานของตัวเองได้แล้ว”
ภูมินทร์เอ่ยปากสั่งด้วยความหงุดหงิด ตลอดบ่ายวันนี้เขานั่งทำงานพร้อมกับนึกถึงคำพูดของดนัยไปด้วย แม้ในใจอยากจะต่อต้านแต่ลึก ๆ กลับเริ่มเห็นด้วยในคำพูดของอีกฝ่ายอย่างปฏิเสธไม่ได้
จนกระทั่งช่วงดึกของวัน ขณะที่คนขับรถกำลังจะเตรียมตัวออกเดินทางพาเขาไปที่คอนโดเหมือนอย่างเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
หากแต่เจ้านายกลับบอกว่า...
“วันนี้ฉันจะกลับบ้าน”