บทที่ 7 ย้อนอดีตครั้งนี้ฉันไม่เป็นแล้วคนดีที่ถูกรังแกในยุค 70
บทที่ 7 ย้อนอดีตครั้งนี้ฉันไม่เป็นแล้วคนดีที่ถูกรังแกในยุค 70
หญิงชราได้ยินลูกสะใภ้พูด ความโลภก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่กล้าไปหาเรื่องพรานจ้าว ตอนนี้ทำได้เพียงเสียดายเท่านั้น
“ถ้าฉันไปเร็วกว่านั้นสักหน่อย เงินถุงนั้นอาจจะเป็นของฉันไปแล้ว”
“ไม่ใช่หรอกแบบนั้นหรอกแม่ แต่ถ้าหากนังซูเม่ยไม่ฟื้นขึ้นมาเสียก่อน ไม่แน่ว่าเงินนั้นแม่อาจจะขอมาจากน้องสามได้ พูดแล้วก็เสียดาย”
เฉาหวินไม่พูดเปล่า เธอตบเข่าตัวเองอย่างเสียดายที่ชวดเงินก้อนโต เธอคิดว่าอย่างไรถ้าพูดจาดี ๆ กับแม่สามี ไม่แน่ว่าอาจจะได้ส่วนแบ่งมาบ้าง
“นั่นสิ หล่อนพูดถูกต้อง แต่ตอนนี้มันสายไปเสียแล้ว เงินกลับอยู่กับพรานจ้าวแล้วน่ะสิ เห็นทีคงเอามาได้ยาก พรานนั่นหน้าตาเหมือนอยากจะฆ่าคนตลอดเวลา” นางพูดอย่างเสียดาย พร้อมกับถอนหายใจอย่างคนหมดแรง
“แล้วถ้าเราทำให้คนบ้านสามป่วยละแม่ พรานจ้าวจะเอาเงินมาช่วยเหลืออีกไหม เพราะถ้าเขาช่วย...” เธอพูดอย่างเจ้าเล่ห์ และไม่คิดสนใจเลยว่าบ้านสามจะเป็นอย่างไร ขอเพียงหลอกเอาเงินมาได้ก็พอแล้ว
เมื่อหญิงชราได้ยินสิ่งที่ลูกสะใภ้บอก แววตาเกิดความสนใจขึ้นมาทันที ความโลภเข้าครอบงำจึงไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรทำหรือไม่ควรทำ “นั่นสิ หากพวกบ้านสามล้มป่วย ไม่แน่ว่าพรานจ้าวอาจจะเข้ามาช่วยเหลืออีกครั้ง เมื่อถึงตอนนั้น ฉันก็จะได้เงินค่ารักษาพวกมันทั้งหมด” นางคิดอย่างพอใจ และหวังถึงเงินก้อนใหญ่ที่จะได้รับ
จากนั้นทั้งสองนั่งวางแผนกันเจ้าเล่ห์ หวังว่าจะได้เงินมาใช้จ่ายอย่างที่ต้องการ
กลับมาทางด้านหลินซูเม่ย เมื่อหญิงสาวเดินแยกมาจากเสิ่นฟางชิงก็ตั้งใจเดินขึ้นเขา เพื่อหาสถานที่พาครอบครัวมากินอาหารมื้อเที่ยงด้วยกัน
ระหว่างทางเดินไปนั้น เธอพบกับชาวบ้านไม่น้อยเลย ส่วนมากทักทายเธออย่างเป็นกันเอง แต่มักจะเรียกใช้ให้เธอช่วยเหลือเสียมากกว่า
หญิงสาวได้แต่แปลกใจ ก่อนจะคิดได้ว่าก่อนหน้านี้เธอมักจะช่วยเหลือคนที่เรียกหาบ่อยครั้ง ‘ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าคนดีมักจะมีคนรัก แต่ไม่คิดว่าคนพวกนี้กลับมองว่าฉันโง่ เพราะหลอกใช้งานง่ายอย่างไรล่ะ’
จึงตัดสินใจตอบคนที่ถามอย่างไม่ไว้หน้าเหมือนกัน
“ฉันคงช่วยเหลืออีกไม่ได้ เพราะการล้างจานหรือกวาดลานบ้านควรจะให้คนในครอบครัวทำ ซึ่งฉันเป็นคนนอกไม่ควรช่วยหรือทำในส่วนนี้ ฉันรู้ว่าที่ผ่านมาป้ามองฉันเป็นคนโง่ ไม่ใช่คนดีหรือคนมีน้ำใจ ดังนั้นตอนนี้ฉันไม่เป็นแล้วคนดีที่ชอบถูกรังแกหรือถูกหลอกใช้งาน”
พูดจบเธอจึงเดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย หลินซูเม่ยไม่สนใจหรอกว่าคำที่เธอพูดออกไปนั้นจะกระทบหรือทำร้ายจิตใจใครเข้า ในเมื่อตอนนี้เปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้ว เธอควรรักษาน้ำใจของครอบครัวมากกว่าคนนอกที่ไม่ได้มีความหมายหรือมีความสำคัญกับเธอเลย
ชาวบ้านได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ ไม่คิดว่าหลินซูเม่ยจะกล้าโต้กลับด้วยคำพูดเช่นนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนใครไหว้วานให้ทำอะไรเธอพร้อมที่จะทำให้ แต่วันนี้เธอกลับกล้าปฏิเสธทุกคน
เมื่อเดินมาถึงตีนเขา หญิงสาวมุ่งหน้าขึ้นเขาไปโดยไม่สนใจใคร ชาวบ้านได้แต่มองและพยายามเรียก บางคนที่เรียกทักทายปกติหลินซูเม่ยก็จะตอบกลับและยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง แต่ใครที่เรียกเพื่อไหว้วาน หลินซูเม่ยก็เลือกที่จะเดินหนี เพราะไม่อยากปะทะด้วย ไม่ใช่เพราะกลัวแต่รำคาญ!
“วันนี้เอาอะไรออกมาให้ทุกคนกินดีนะ เอาสิ่งที่กินง่าย ๆ ก็แล้วกัน มีอาหารพวกสำเร็จรูปนี่นา”
หลินซูเม่ยคิดได้ว่าในมิติมีอาหารสำเร็จรูป แต่เธอจะอุ่นยังไง นี่สิเรื่องที่ต้องคิดหนัก ถ้าจะอุ่นในบ้านก็ท่าจะยาก บ้านใหญ่คงได้กลิ่น ถ้าอุ่นในป่าแล้วพวกหม้อและอุปกรณ์ต่าง ๆ เธอจะเอามาจากไหน
หญิงสาวครุ่นคิดตลอดทางว่าจะเอาอย่างไร จนนึกขึ้นได้ว่าในนั้นมีเครื่องครัวด้วย ใบหน้าจึงยิ้มออกมาอย่างดีใจ
“หากฉันแยกบ้านก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่าจะเอาเครื่องใช้ในบ้านมาจากไหน” หลินซูเม่ยแทบโห่ร้องและกระโดดด้วยความดีใจ ถ้าไม่กลัวใครคิดว่าบ้าเธอก็คงจะทำ ก่อนจะเดินทำทีหาของป่า เพื่อไม่ให้ใครสงสัยว่าเธอขึ้นเขามาทำไม
แต่เมื่อถึงที่ลับตาคน เธอกลับเข้าไปอยู่ในมิติเพื่อจัดเตรียมอาหารที่จะเอามากินกับครอบครัวรวมถึงเตรียมถุงเสบียงสำหรับคนที่ขาดแคลน เพราะหากเกิดเธอเจอคนที่ลำบากหรือขาดอาหารก็จะได้เอาถุงเสบียงนี้ให้เลย
หลินซูเม่ยจัดเตรียมทุกสิ่งอย่างมีความสุข จนแทบลืมเวลาไปเลย
