บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 ย้อนอดีตครั้งนี้ฉันไม่เป็นแล้วคนดีที่ถูกรังแกในยุค 70

บทที่ 8 ย้อนอดีตครั้งนี้ฉันไม่เป็นแล้วคนดีที่ถูกรังแกในยุค 70

ส่วนทางด้านพ่อและแม่ของหลินซูเม่ย พวกเขาทำงานแทบจะไม่หยุดพัก เพราะอยู่ในสายตาของคนบ้านใหญ่ ทั้งที่คนบ้านนั้นแทบจะไม่ทำอะไรเลย พวกเขาคิดเพียงว่าต่อให้แต้มน้อยแต่บ้านสามทำงานแต้มเต็มทุกคน พ่อลูกบ้านใหญ่คิดเพียงแค่ว่า ไม่ต้องทำอะไรพอถึงเวลารับส่วนแบ่งธัญพืชและอาหาร อย่างไรพวกเขาก็ได้เหมือนกัน ต่อให้มันจะน้อยแค่ไหนก็ตาม ยังไงบ้านใหญ่ไม่มีทางอดแน่นอน

เรื่องนี้หลินหานรู้อยู่แก่ใจแต่พูดอะไรไม่ได้ เขาคิดจะแยกบ้านหลายครั้งแต่เพราะแม่ไม่ยอม มักอ้างบุญคุณที่ต้องเลี้ยงดูบุพการีออกมาเสมอ เลยทำให้เขาพูดไม่ออก ต้องทนดูลูกเมียลำบากแบบนี้

ส่วนหลินซีห่าวเมื่อวันนี้ต้องไปทำงานในส่วนที่ใกล้กับคนบ้านเสิ่นทำงาน จึงพยายามมองหาเสิ่นอี้ไป๋ทว่ากลับไม่เจอ เลยถามสหายที่อยู่ข้างกัน

“อาเฉิน ฉันถามหน่อยสิ ทำไมวันนี้ลูกชายบ้านเสิ่นถึงไม่มาทำงาน”

“นายหมายถึงเสิ่นอี้ไป๋ใช่ไหม” เขาถามกลับ พอเห็นว่าหลินซีห่าวพยักหน้า ก็รีบพูดต่อ “ไม่ใช่แค่วันนี้หรอก เห็นหยุดงานมาสามวันแล้ว ไม่รู้ว่าไปไหน ฉันอยากถามบ้านเสิ่นเหมือนกันแต่ไม่กล้า ขนาดหัวหน้าหน่วยยังไม่พอใจเลย เห็นว่าสิ้นปีคะแนนคงไม่เหลือ ว่าแต่เสิ่นอี้ไป๋เป็นคู่หมั้นน้องสาวนายไม่ใช่เหรอ”

อาเฉินตอบกลับ ซึ่งเขาเองก็อยากรู้ว่าเสิ่นอี้ไป๋ทำไมถึงไม่มาทำงาน เขาได้ยินว่าหัวหน้าหน่วยผลิตไม่พอใจมากที่หยุดงานโดยไร้เหตุผล แต่เพราะบ้านเสิ่นพอจะมีฐานะอยู่บ้างและแรงงานในบ้านมีพอสมควร เลยไม่สนใจว่าเมื่อถึงเวลารับธัญพืชและอาหารจะได้เท่าไร

หลินซีห่าวคิดในใจ หากไม่มาทำงานสามวันแล้ว นั่นหมายความว่า เสิ่นอี้ไป๋ต้องหยุดงานหลังวันที่น้องสาวเขาหลับไหลไม่ได้สติพอดีน่ะสิ

‘หรือว่าที่อาเม่ยไม่ยอมตื่นเพราะเจอเรื่องกระทบจิตใจ เลยทำให้ไม่อยากตื่นมาพบหน้าใคร ประจวบเหมาะกับอาเม่ยฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ เธอเลยเปลี่ยนไปจากเดิมราวกับคนละคน เห็นทีเรื่องที่อาเม่ยเล่ามามีส่วนจริงเสียแล้วสิ’

แม้ว่าในใจนั้นกำลังคิดเรื่องราวต่าง ๆ แต่ก็เลือกที่จะตอบออกมาเหมือนไม่มีอะไร “ใช่แล้ว เสิ่นอี้ไป๋คือคู่หมั้นที่ทั้งสองบ้านเขาได้หมั้นหมายกับบ้านหลิน ส่วนเจ้าสาวจะเป็นใครนั้นต้องดูวันแต่งงานแล้วล่ะ”

อาเฉินไม่ได้คิดอะไรมากกับคำพูดนี้เลยทำเพียงพยักหน้าตอบรับ แต่ถ้าเขาคิดอีกสักนิดจะรู้ทันทีว่า หลินซีห่าวไม่ได้ยอมรับเสิ่นอี้ไป๋เป็นคู่หมั้นน้องสาว!

หลินซูเม่ย ทำงานอยู่ในมิติจนเกือบลืมเวลา และพอคิดว่าใกล้เที่ยงแล้ว เลยออกมาจากมิติแล้วลงจากเขาเพื่อไปหาครอบครัวที่กำลังทำงาน

หญิงสาวพบเจอผู้คนก็ได้แต่ยิ้ม ไม่สุงสิงหรือแวะพูดคุยเหมือนเดิม ทำให้ทุกคนพากันสงสัยและแปลกใจ แต่เรื่องที่เธอสวนกลับด้วยคำพูดแรง ๆ กับชาวบ้าน หลายคนที่รู้เรื่องก็มีท่าทีเปลี่ยนไป ไม่กล้าเรียกหรือใช้งานเธออีก

เมื่อมาถึงหน่วยผลิตพบว่าพ่อกับแม่ยังคงก้มหน้าทำงาน แต่ลุงใหญ่และลูกชายของเขากลับแอบไปพัก ดูเหมือนว่าคนที่คอยดูชาวบ้านและยุวปัญญาชนทำงานจะไม่อยู่ เลยทำให้สองพ่อลูกนั่นกินแรงคนอื่น รวมถึงชาวบ้านที่ขี้เกียจไม่อยากทำงานให้เหนื่อย

‘ขี้เกียจสันหลังยาวจริงเชียว คนบ้านใหญ่หาดีไม่ได้เลย ไม่ว่าจะอายุมากหรืออายุน้อย’ เธอได้แต่คิดอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะมองไปทางที่พ่อกับแม่ทำงานอยู่

ใบหน้าของหญิงสาวเศร้าลงเล็กน้อย เธอมองว่างานตรงนี้มันหนักเกินไป พ่อกับแม่ก็เริ่มมีอายุแล้ว ต่อให้อายุสี่สิบกว่า หากเป็นยุคเธอก็ยังมองว่าอายุไม่เยอะ แต่สำหรับคนยุคนี้ ร่างกายก็จะไปตามกาลเวลา อีกทั้งเมื่อต้องทำงานหนัก ใบหน้าจึงมีร่องรอยแห่งกาลเวลาก็เริ่มขึ้นเต็ม ทำให้ดูแก่เกินวัยไปมาก

‘ไม่เป็นไร ต่อจากนี้ไปฉันจะเอาอาหารที่ดีออกมาให้พ่อ แม่ และพี่ใหญ่กิน ทั้งสามจะได้มีแรงและสุขภาพแข็งแรง’

หญิงสาวคิดในใจอย่างมีความสุข แล้วนั่งรอทุกคนอย่างใจจดใจจ่อให้ถึงเวลาพักเที่ยงเร็ว ๆ

เวลาผ่านไปไม่นานสัญญาณพักเที่ยงก็ดังขึ้น ทุกคนต่างก็พากันไปหาที่กินข้าว ใครที่ไม่ห่อข้าวมาก็กลับไปกินที่บ้าน ใครที่ไม่กินมื้อเที่ยงก็หาที่ร่มนอนพักเอาแรง

หลินซูเม่ยรีบเดินตรงมาหาแม่กับพ่อที่เดินมาทางนี้พอดี

“พ่อ แม่ วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม แล้วพี่ใหญ่ล่ะคะหายไปไหน” หญิงสาวยิ้มก่อนจะเอ่ยถามเพราะไม่เห็นพี่ชายเดินมาพร้อมพ่อกับแม่

“พี่ชายของลูกไปทำงานทางฝั่งโน้นน่ะ เดี๋ยวเดินมาเองนั่นแหละ ว่าแต่ลูกเถอะ ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะ รอพวกเราที่บ้านไม่ดีกว่าเหรอ แล้วนี่ดีขึ้นหรือยัง เดินตากแดดตากลมมาเดี๋ยวก็ป่วยหรอก” เจียวซื่อเจียงพูดเสียงอ่อนโยน เธอห่วงว่าลูกสาวจะกลับมาป่วยอีก

ส่วนคนเป็นพ่อได้แต่มองลูกสาวด้วยความห่วงใย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนกัน “พ่อกลัวว่าลูกจะป่วยอีก อย่างไรเรารีบกลับบ้านกันดีกว่าไหม เดี๋ยวเจ้าใหญ่คงตามกลับบ้านเอง”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel