บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 8 ยังไม่ไว้วางใจ

เยี่ยหลันหันซ้ายหันขวาจนได้พบกับกระดาษและแท่นหมึกของท่านตา นางรีบหยดน้ำลงไปบนแท่นฝนหมึก และใช้พู่กันจุ่มน้ำหมึอย่างรวดเร็ว จากนั้นหยิบพู่กันตวัดเขียนอักษรลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว หวังว่าใครสักคนในนี้จะอ่านออก

“มีดที่เล็กและคมใช้ตัดเนื้อเน่าออก” มั่วอีที่ยังอยู่ในห้องอ่านออกเสียง

ยายโจวได้ยินก็ตอบทันที “ไม่มีที่บ้านนี้มีเพียงแต่กรรไกรและมีดสำหรับทำอาหารเท่านั้น”

มั่วอีที่เหมือนจะนึกอะไรออก เขาวิ่งออกไปด้านนอก และวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับยื่นมีดสั้นที่มีขนาดประมาณฝ่ามือยื่นมาตรงหน้าของนาง

มีดมีขนาดเล็กปลายแหลมและดูเหมือนว่ามันจะคมมาก เยี่ยหลันเดาว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นอาวุธลับของพวกเขา

เยี่ยหลันตาเปล่งประกายและคว้าเอามีดนั้นมาถือไว้ทันที ลงมือทดลองใช้มันตัดกระดาษพี่นางใช้เขียนอักษรไปก่อนหน้า

‘เยี่ยมยอดมีดนี้ใช้ได้พอดี’

“เสี่ยวเหนียงเจ้ามั่นใจใช่ไหม เจ้าสามารถจัดการแผลนั้นได้ใช่หรือไม่” ยายโจวเบิกตาโตเข้ามาประชิดตัว ถามขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เยี่ยหลันพยักหน้าพร้อมกับส่งสายตาจริงจังเพื่อบอกให้ยายโจวเชื่อใจนาง

“ได้ ! ข้าจะไปต้มยาเดี๋ยวนี้” พูดจบยายโจวก็จ้ำอ้าวออกไปทางห้องครัวทันที

มั่วอีคิดว่าหญิงสาวที่อยู่กับหมอโจวคงจะเป็นลูกศิษย์ของพวกเขา เมื่อครู่นี้เขาเห็นนางหยิบสมุนไพรออกมาอย่างคล่องแคล่ว แสดงว่านางน่าจะรักษาได้จริงๆ เขาจึงไม่ได้ขัดขวางนาง

เยี่ยหลันเดินไปที่หน้าเตียงเพื่อความสะดวก นางนั่งลงที่ขอบเตียงข้างตัวคนเจ็บ แม้ว่าจะมีสายตาของมั่วอีคอยจับจ้องอยู่ไม่วางตา แต่นางก็หาได้รับผลกระทบไม่

นางยื่นมือออกไปเปิดเปลือกตาของเขาขึ้นเล็กน้อย เพ่งมองปฏิกิริยาของรูม่านตา จากนั้นจึงยกมือขึ้นดีดนิ้วเบาๆ ข้างหูทั้งสองข้างเพื่อทดสอบการรับรู้ของเขา

ชายบนเตียงยังคงนิ่งสนิท ไม่มีการตอบสนองแม้แต่น้อย

หลังจากตรวจดูอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยหลันก็สรุปได้ว่าเขาหมดสติไปแล้วจริงๆ ดังนั้น ต่อให้ไม่มียาชา การเฉือนเอาเนื้อตายออกแบบสดๆ ก็คงไม่ทำให้เขาทรมานมากนัก

นางลุกขึ้นอีกครั้งหันมองไปรอบห้องก็พบตะเกียงไฟหยิบมันและยื่นให้

มั่วอี

“ท่านต้องการให้ข้าจุดมันหรือ” มั่วอีถาม

เยี่ยหลันพยักหน้าให้เขาเสร็จ ก็ไม่สนใจเขาอีก นางเดินวนไปมาในห้องเห็นว่าที่ห้องนี้แสงไม่เพียงพอจึงได้เปิดหน้าต่างออกแต่แสงก็ยังน้อยไปอยู่ดี

มั่วอีจุดตะเกียงเรียบร้อยก็เดินมาหานางอีกครั้ง พร้อมกับที่ยายโจวและอีกสองคนก็ยกน้ำร้อนและถ้วยยาตามเข้ามา

“เสี่ยวเหนียงยาพร้อมแล้ว”

“เหตุใดท่านหมอโจวยังไม่มาอีกนะเจ้ามั่วซานไปตามถึงที่ไหนกัน” มั่วเหวินเดินกลับเข้ามาเอ่ยปากขึ้น

คำพูดของเขาทำให้ยายโจวนึกออกเช่นกัน หากตาโจวมาทันคงไม่ต้องให้เสี่ยวเหนียงลงมือ เพราะนางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเสี่ยวเหนียงจะทำได้ นางไม่อยากเอาชีวิตของนายท่านมาเดิมพันจริงๆ

“หรือว่าตาเฒ่าจะข้ามเข้าไปในเขาลึก”

ยายโจวดูเหมือนจะเพิ่งนึกออก ถึงคำพูดของตาโจวก่อนที่จะออกไปหาสมุนไพร ว่าหากตีนเขาด้านโน้นไม่พบเขาก็จะต้องเดินลึกเข้าไปอาจจะสองสามวันจึงจะกลับมา

“ถ้าเช่นนั้น ...นายท่านจะทำเช่นไรขอรับ”

มั่วเหวินถามขึ้นด้วยอาการร้อนรน เขาเริ่มเดินไปมาในห้อง

“ท่านยายมิใช่ว่าแม่นางคนนี้จะช่วยรักษาหรือ” มั่วอีถามขึ้น พลางมองไปมาระหว่างยายโจวและเยี่ยหลัน “หรือว่าต้องรอหมอโจวหากว่ารอนานกว่านี้นายท่านคง …”

เสียงของเขาขาดห้วงไป แต่ถึงเขาไม่พูดต่อทุกคนในนี้ก็เข้าใจ

ยายโจวมองหน้าของเสี่ยวเหนียงจากนั้นก็ตัดสินใจลุกขึ้นหยิบเอาขวดกระเบื้องเล็กๆ เทเม็ดยาออกมาสองเม็ด “เอายานี่ละลายน้ำร้อนให้นายท่านกินก่อน ตาเฒ่าบอกว่ามันเป็นยาช่วยชีวิต มันน่าจะช่วยยื้อเวลาได้อีกสักระยะ”

มั่วเหวินเดินมารับเอายาไปละลายน้ำร้อนทันที หลังจากนั้นจึงเดินมาที่ข้างเตียงใช้ช้อนค่อยๆ ตักยาหยอดลงปากของคนเจ็บ ใช้เวลาอยู่นานกว่ายาในถ้วยจะหมดไป

เยี่ยหลันยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้ามาจนถึงตอนนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ไว้ใจให้นางรักษาชายผู้นั้น ดูจากท่าทีและคำเรียกขาน ‘นายท่าน’ แล้ว เขาคงไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นบุคคลสำคัญที่มีสถานะสูงพอจะทำให้ทุกคนรอบกายระแวดระวังถึงเพียงนี้ นางไม่ใช่คนโง่ ย่อมรู้ดีว่าความระแวงเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผล

กฎข้อหนึ่งของการเป็นหมอนางยึดถือมาตลอด แม้ว่าจะมีความสามารถรักษาคนไข้ได้เพียงใด แต่หากญาติหรือผู้ติดตามของคนไข้ไม่ยินยอม หมอก็ไม่มีสิทธิ์บังคับฝืนใจ การช่วยชีวิตที่ไม่ได้รับอนุญาต ในสายตาของคนบางกลุ่มอาจไม่ต่างจากการล่วงล้ำ

เยี่ยหลันหลุบตาลงเล็กน้อย ภาพอาการบาดเจ็บของชายผู้นั้นยังคงชัดเจนในความคิด จากที่นางตรวจคร่าว ๆ แผลภายนอกแม้จะสาหัส แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือภายใน หากปล่อยไว้โดยไม่จัดการให้ดี เลือดที่คั่งและพิษที่แทรกอยู่ในร่างกายจะค่อย ๆ ลุกลาม

นางประเมินอย่างรวดเร็ว ‘หนึ่งคืน…’ อย่างมากที่สุด เขาน่าจะทนได้อีกเพียงหนึ่งคืน

หลังจากนั้น หากแผลยังไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อในกระแสเลือดจะสูงขึ้นอย่างมาก และเมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้เป็นนางก็อาจช่วยได้ยาก

เยี่ยหลันถอนหายใจเบา ๆ

“เฮ้อ…”

สุดท้ายแล้ว ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนเหล่านั้น

เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็ไม่คิดจะฝืนอีกต่อไป เยี่ยหลันหันหลังเดินออกจากห้องอย่างเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว บรรยากาศภายในยังคงตึงเครียด แต่ไม่มีใครรั้งนางเอาไว้

ไม่นานนางก็เดินเข้าไปยังครัวเล็กด้านหลัง กลิ่นควันไฟอ่อน ๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เสียงน้ำเดือดในหม้อดังเบา ๆ ชวนให้ความรู้สึกภายในใจที่ตึงเครียดคลายลงเล็กน้อย

ในเมื่อช่วยชีวิตไม่ได้อย่างน้อยนางก็ยังสามารถทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด

เยี่ยหลันจึงเริ่มลงมือเตรียมอาหารให้ทุกคน ราวกับว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดไว้ในใจนางเลยแม้แต่น้อย

นางเดินเข้าห้องเก็บของหยิบไหแป้ง ไข่ทั้งหมดที่มีน่าจะสิบฟองได้ น้ำมัน เนื้อหมูตากแห้งและผักดองออกมา หลังจากนั้นก็ตรงไปที่แปลงผักถอนเอาต้นหอมและขิงสดใหม่ออกมา

เดินกลับไปยังห้องครัวอีกครั้งเพื่อนวดแป้งผสมไข่และน้ำมันหมูพักไว้ให้แป้งได้ที่ จากนั้นลงมือตั้งกระทะเติมน้ำนำไข่ไก่ลงไปต้มไว้ทั้งหมดห้าฟอง

‘ยังขาดเครื่องหอม อืม ... ในห้องปรุงยาเมื่อกี้มีครบเลยนี่นา หยิบมาใช้หน่อยคงไม่เป็นไร’

คิดได้ดังนั้นเยี่ยหลันจึงเปลี่ยนใจ นางหมุนตัวกลับและก้าวเดินไปอย่างเงียบงัน มุ่งตรงไปยังห้องปรุงยาอีกครั้ง เมื่อไปถึงก็เห็นชายฉกรรจ์สองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู สีหน้าระแวดระวังไม่ต่างจากเดิม

ภายในห้องยายโจวยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง กำลังใช้ผ้าสะอาดผืนใหม่พันแผลของชายผู้นั้นอย่างระมัดระวัง

เยี่ยหลันหยุดยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของนางหม่นลงเล็กน้อย นางอยากจะเอ่ยเตือนเหลือเกินว่าการพันแผลแน่นเช่นนี้จะยิ่งทำให้ความชื้นสะสม เลือดคั่ง และเร่งให้แผลเน่าเร็วขึ้น แผลลักษณะนี้ควรเปิดระบายให้แห้งและทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอจึงจะถูกต้อง แต่ติดที่นางไม่อาจพูดได้ สิ่งที่อยู่ในหัวแม้จะชัดเจนเพียงใด ก็ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น

นางเม้มริมฝีปากแน่น ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ความรู้สึกอึดอัดแล่นผ่านอก แต่สุดท้ายก็เลือกจะไม่ฝืนอีก

เยี่ยหลันก้าวเข้าไปด้านในอย่างเงียบงัน หยุดอยู่ที่ชั้นวางสมุนไพร ก่อนจะยื่นมือหยิบสมุนไพรหอมหลายชนิดที่ใช้ปรุงน้ำซุปบะหมี่ กลิ่นหอมจาง ๆ ของสมุนไพรลอยขึ้นมาปะทะจมูก ทำให้จิตใจที่ขุ่นมัวสงบลงเล็กน้อย นางจัดการเลือกอย่างชำนาญ

สมุนไพรหอมเรียกง่ายๆ คือสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมชวนให้อยากอาหารนั่นเอง มีทั้งหญ้าหอม รากเร่วแห้ง ใบกระวาน และชะเอมเทศ หลังจากหยิบครบทั้งหมดแล้วนางก็หันหน้ามาหายายโจวที่เตียง

“เสี่ยวเหนียงจะทำอะไร” ยายโจวเห็นนางหยิบเอาสมุนไพรไปหลายอย่างจึงได้ถามขึ้น

ได้ยินดังนั้นเยี่ยหลันจึงเดินเข้ามาหายายโจวแบมือออกให้นางได้เห็นว่าสิ่งที่หยิบมานั้นมีอะไรบ้าง

“เจ้าจะทำเครื่องหอมอย่างนั้นหรือ”

เยี่ยหลันส่ายหน้าจากนั้นจึงทำท่าทางกินให้ยายโจวดู

“เจ้าจะเอาของพวกนี้ไปทำอาหารอย่างนั้นหรือ”

เยี่ยหลันพยักหน้าให้นาง

“ไปเถิดๆ ” ท่าทางของยายโจวดูเหนื่อยอ่อนและดูคร้านจะสนใจว่าเยี่ยหลันจะทำอะไร

เห็นดังนั้นเยี่ยหลันก็มองไปทางเตียงแวบหนึ่งส่ายหน้าน้อยๆ แล้วเดินออกไป

เมื่อกลับเข้าห้องครัวอีกครั้งไข่ไก่ก็สุกได้ที่พอดี นางจึงตักมาพักไว้รอให้เย็นค่อยแกะเปลือกออก ล้างน้ำต้มไข่ออกทิ้งเติมน้ำลงไปใหม่นำสมุนไพรหอมลงไป เติมเกลือน้ำตาล ซอสถั่วเหลืองหมักและกระดูกไก่ที่เก็บไว้เมื่อเช้าลงไปตุ๋น ไม่นานน้ำก็เดือดส่งกลิ่นหอมโชยออกไปทั่วลานบ้าน

“หอมเหลือเกินกลิ่นน่าจะมาจากห้องครัว…เร่งวันเร่งคืนเดินทางมาถึงที่นี่พวกเราได้ดื่มเพียงน้ำไม่กี่อึก” ชายที่กำลังให้หญ้าและน้ำแก่ม้าของพวกเขาเอ่ยกับสหายที่ทำหน้าที่ด้วยกันอยู่

“หลังจากให้น้ำม้าเสร็จข้ากำลังคิดว่าจะเข้าป่าล่าไก่ป่าไม่ก็กระต่ายป่ามาย่างให้พวกเรากิน ตอนนี้ดีนักมีกลิ่นอาหาร แสดงว่าแม่นางที่อยู่กับยายโจวกำลังทำอาหารแน่นอน” ชายอีกคนก็ทำท่าดมอากาศอยู่สักพักก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้

ไม่เพียงแค่ชายสองคนนี้เท่านั้นคนอื่นๆ ก็ทำท่าทางลูบท้องที่ว่างเปล่าและกลืนน้ำลายเช่นเดียวกัน

เยี่ยหลันเห็นว่าจะต้องต้มน้ำอีกหม้อเพื่อใช้ลวกเส้นบะหมี่ แต่กระทะอีกใบมีขนาดใหญ่และน้ำที่ตักเอาไว้ในห้องครัวก็หมดแล้ว ครั้นจะยกมาเองก็กลัวจะกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องที่ยังไม่มั่นคงของนาง จึงตัดสินใจเดินออกมากวักมือเรียกชายที่ชื่อว่ามั่วอีให้มาหานาง

มั่วอีกำลังเช็ดดาบอยู่หน้าห้องปรุงยาเห็นนางกวักมือเรียกก็เดินไปหาแต่โดยดี ไม่รู้เพราะอะไรแต่ใจของเขาบอกให้ทำตามที่นางร้องขอ

“หัวหน้ามั่วอีนั่นท่านจะไปไหนขอรับให้ข้าไปทำให้เถิด” ชายอีกคนเห็นเขาลุกเดินก็มาขวางไว้

“ไม่เป็นไรนางคือคนที่นายท่านช่วยมาตอนที่ออกจากเมืองหลวง ยายโจวบอกว่านางเป็นใบ้แต่ทำอาหารรสชาติเยี่ยมมากนางคงต้องการความช่วยเหลือ เจ้าเฝ้าตรงนี้แหละข้าจะไปดูนางสักหน่อย” พูดจบมั่วอีก็เดินเบี่ยงตัวออกไปหาเยี่ยหลัน

มั่วอีสามารถเข้าใจความต้องการของนางได้ทันที จึงเดินไปตักน้ำและช่วยนางเติมฟืน ระหว่างนี้เยี่ยหลันก็นวดแป้งและเริ่มดึงให้ก้อนแป้งเปลี่ยนเป็นเส้นบะหมี่สีเหลืองไข่ไก่

สถานการณ์ในครัวเป็นไปด้วยความเงียบเชียบ ผิดกับด้านนอกที่กำลังซุบซิบบางอย่างอยู่

“หรือว่าหัวหน้ามั่วอีจะถูกใจนางเข้าให้แล้ว พวกเจ้าดูสิแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเห็นเขาจุดไฟตักน้ำแต่วันนี้กลับ …”

ป๊าบ ! เสียงตบดังขึ้นทันทีหลังจากที่มั่วฉางพูดจบ

“นินทาหัวหน้าระวังจะโดนดี”

“มั่วเฉิงเจ้าตบข้าทำไม”

มั่วฉางหันไปผลักเพื่อนออกไป

“ที่ข้าพูดไปเพราะหวังดี… เสี่ยวเหนียงนางเป็นคนที่นายท่านช่วยมาตอนที่ล่องเรือออกจากเมืองหลวง ตอนนั้นพี่มั่วซานกับพี่มั่วเหวินติดตามไป ยังบอกอีกว่านายท่านช่วยถ่ายลมปราณเพื่อช่วยนางด้วยซ้ำ เจ้าคิดหรือไม่ว่าเหตุใดนายท่านที่ไม่เคยช่วยใครมั่วๆ หรือแม้แต่คนรู้จักนายท่านยังเมินเฉย แต่กลับช่วยนางบางที…นายท่านอาจจะถูกใจนางก็เป็นได้” มั่วฉางพูดยาวเหยียด

เมื่อฟังจบมั่วเฉิงก็ไม่ได้ตอบคำเขาแต่กลับมองไปยังห้องครัวแทน “อย่าคิดให้มันมากนักเห็นได้ชัดว่านางกำลังทำอาหารให้พวกเราอยู่มีคนไปช่วยนางก็สมควรแล้ว”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel