ตอนที่ 6 หมู่บ้านในหุบเขา
แต่ไหนแต่ไรเยี่ยหลันก็ไม่เคยจดจำเรื่องไม่ดีในชีวิตอยู่แล้ว เรื่องใดที่นึกถึงแล้วทำให้ชีวิตไม่มีความสุขสบายใจนางก็เลือกที่จะทิ้งเรื่องนั้นๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว
อย่างเช่นเรื่องของค่ำคืนอันโหดร้ายที่เซียงเยว่ซินเจ้าของร่างคนเดินประสบพบเจอมา นางจะไม่เอามาเป็นปัญหาในชีวิตตัวเอง ไม่ว่าวันข้างหน้านางจะเดินสวนทางกับคนในครอบครัวของเซียงเยว่ซิน หรือคนที่เคยขืนใจเซียงเยว่ซินจนตั้งครรภ์ นางก็คงจะเลือกเดินผ่านไปเฉยๆ เยี่ยหลันในชาตินี้จะขอเลือกทางเดินให้นางและลูกที่ยังไม่เกิดเอง
สองวันต่อมาภายใต้การดูแลเป็นอย่างดีจากหญิงชรา เยี่ยหลันก็สามารถลงจากเตียงมาเดินช้าๆ ได้แล้ว ระหว่างสองวันนี้นางก็ได้เจอกับชายชราผู้เป็นสามีของยายที่ดูแลนาง เขาใช้วิธีการตรวจร่างกายโดยการจับชีพจรเหมือนละครย้อนยุคที่เคยดูมา
ตอนนี้เยี่ยหลันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้มีพระคุณทั้งสองมีชื่อแซ่อะไร จนถึงตอนนี้ได้แต่ใช้ภาษากายง่ายๆ ในการสื่อสารเท่านั้น
อีกอย่างที่เยี่ยหลันได้รู้คือที่นี่เป็นหมู่บ้านไร้นาม ในหุบเขาที่มีชื่อว่าเขาเทียนซาน รวมๆ แล้วน่าจะมีเพียงบ้านสิบกว่าหลังเท่านั้น หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่อย่างสันโดษระหว่างยอดเขาสูงที่สลับซับซ้อน
บรรยากาศภูเขาสูงป่าไม้เขียวขจี เสียงน้ำตกไกลๆ และยังมีสัตว์ทั้งเล็กและใหญ่แวะเวียนมาให้เห็นอยู่เสมออากาศหรือก็เย็นสบาย จนคนจากอนาคตอย่างเยี่ยหลันที่มีเครื่องปรับอากาศใช้ยังต้องทึ่ง
หลายวันต่อมาเยี่ยหลันก็สามารถเดินไปไหนมาไหนได้เองโดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยจับประคองอีก
“มานั่งนี่สิ” เสียงหญิงชราเรียกมาจากมุมหนึ่งของรั้วบ้านที่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้ เยี่ยหลันเดินไปอย่างว่าง่ายและนั่งลง หญิงชรายิ้มและส่งตะกร้าใบเล็กที่มีผลไม้หลากหลายชนิดมาให้นาง
เยี่ยหลันยิ้มและยื่นมือออกมารับเอาไว้ทันที เพราะนางเองก็รู้สึกอยากกินทั้งของเปรี้ยวของหวานเช่นกัน
“กินทีละน้อยมิเช่นนั้นจะปวดท้องเอาได้เข้าใจหรือไม่” เสียงอันอบอุ่นของหญิงชราดังขึ้น
เยี่ยหลันได้แต่ยิ้มและพยักหน้ารับ
หลังจากที่อยู่ร่วมกันมาหลายวันจึงได้ทราบว่านามของท่านตาคือ’โจวหยาน’และท่านยายมีแซ่เดิมว่า ‘หวัง’ มีนามว่า ‘หลาน’
บ้านหลังพี่นางอาศัยอยู่กับสองตายายนี้ไม่นับว่าใหญ่ แต่เมื่อเทียบกับบ้านหลังอื่นๆ ก็มีขนาดใหญ่โตเป็นอันดับที่สองในหมู่บ้านนี้ สวนบ้านหลังใหญ่ที่สุดคงจะเป็นบ้านอีกหลังที่อยู่ทางฝั่งทิศเหนือของบ้านยายโจว ที่นั่นมีรั้วไม้ล้อมรอบคาดคะเนจากสายตา น่าจะมีไม่ต่ำกว่าห้าห้อง ตรงกลางเป็นลานโล่ง
แต่ที่น่าแปลกคือบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่อาศัยแต่จะมีชาวบ้านผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปทำความสะอาดทุกๆ วัน
เพราะการสื่อสารเป็นคำพูดนั้นลำบาก เยี่ยหลันจึงใช้วิธีการเขียนชื่อแซ่ของตัวเองลงบนพื้นทราย แต่แล้วนางก็ต้องผิดหวังเพราะชาวบ้านที่นี่ไม่สามารถอ่านออกสักคน
ดังนั้นยายโจวจึงให้คนอื่นๆ เรียกนางว่า ‘เสี่ยวเหนียง’ ที่หมายถึงแม่เล็กหรือว่าแม่ที่ยังสาวนั่นเอง เยี่ยหลันก็ได้แต่เลยตามเลย
หมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้มีกันอยู่เพียงไม่กี่หลังคาเรือน ดังนั้นทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไม่มีทางที่ทุกคนจะไม่รู้ แต่ที่เยี่ยหลันสังเกตได้คือทุกคนที่มาเยี่ยมนาง ไม่มีท่าทางแปลกใจไม่มีแม้แต่จะถามคำถามว่านางเป็นใครมาจากไหน เพียงมีท่าทางที่อยากรู้อยากเห็นและนำของกินที่หาได้มาฝากเท่านั้น
ยิ่งเมื่อทุกคนได้ทราบว่านางเป็นใบ้และกำลังตั้งครรภ์ ผู้หญิงในหมู่บ้านต่างก็แวะเวียนมานำผักผลไม้ที่เหมาะกับคนท้องมาให้เสมอๆ
“ฟางเจี่ยบ้านข้านางไปช่วยบ้านหนิวปลูกข้าว เห็นผักกูดป่าขึ้นงามนักจึงเก็บมาฝากเสี่ยวเหนียง หลายปีก่อนหมอโจวบอกว่าผักกูดป่าบำรุงเลือดลมสตรีดีนัก คนท้องสามารถกินได้ไม่นึกว่าฟางเจี่ยนางจะยังจดจำได้” ป้าจางที่อยู่บ้านใกล้กับสองตายายมากที่สุดวันนี้ก็แวะมาเช่นกัน
ป้าจางมีบุตรชายหญิงอย่างละหนึ่ง ฟางเจี่ยหรือจางฟางลูกสาวคนเล็กที่อายุพอๆ กันกับเยี่ยหลัน นางเป็นคนช่างพูดขยันเอาการเอางาน ใบหน้ามีความน่ารักสดใสแต่เพราะทำงานหนักมาตั้งแต่เด็กผิวนางจึงหยาบกร้านมือไม้ใหญ่เทอะทะ ทำให้จนป่านนี้จึงยังไม่ได้หมั้นหมายกับใคร
ยายโจวรับผักกูดที่ห่อด้วยใบตองจากมือของป้าจางมาแล้วเอ่ยถามขึ้น
“อาฟางไปไหนเล่าเหตุใดนางจึงไม่มาด้วยตนเอง ปกติเห็นนางชอบมานั่งเล่าเรื่องต่างๆ ให้เสี่ยวเหนียงฟัง”
เยี่ยหลันเองก็ส่งยิ้มน้อยๆ และพยักหน้าให้กับป้าจางด้วยเช่นกัน ตั้งแต่นางมาอยู่ที่นี่ได้หลายวันก็มีจางฟางนี่แหละ ที่มักจะมาเล่าเรื่องภูเขาแม่น้ำสัตว์ป่าและเรื่องสนุกๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านให้ฟัง
“นางลงนาเนื้อตัวเปรอะเปื้อนกลัวว่าเสี่ยวเหนียงจะเหม็นสาบ จึงได้ให้ข้านำผักกูดนี้มาส่งให้ส่วนตัวนางก็ไปอาบน้ำชำระร่างกายแล้วล่ะ”
“นางช่างใส่ใจ” ยายโจวตอบยิ้มๆ
หลังจากนั้นก็พูดคุยเรื่องทั่วไปไม่นานป้าจางก็ขอตัวกลับไป
เยี่ยหลันเงยหน้ามองฟ้าเห็นว่าตะวันคล้อยลงมาแล้ว นางจึงหยิบเอาผักกูดและเดินเข้าครัวไป ยายโจวมองตามแผ่นหลังนางไปด้วยสายตาทั้งเอ็นดูและสงสาร นางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่เอนหลังเงยหน้ามองฟ้าแล้วถอนหายใจออกมา
“นับวันรอยยิ้มนางก็น้อยลงเรื่อยๆ เฮ้อ ! ถ้าหากตาเฒ่ารักษาเสียงของนางได้จริงก็ดีสิ”
ย้อนไปเมื่อสองวันก่อนเยี่ยหลันเข้าไปช่วยยายโจวที่ในครัว ตอนแรกหญิงชราก็ไม่ให้นางทำอาหาร แต่เมื่อเยี่ยหลันแสดงให้เห็นว่าตนเองนั้นสามารถทำอาหารได้ และยังมีรสชาติดีอีกด้วย ทั้งตาและยายโจวก็ไม่ห้ามให้นางเข้าครัวอีกต่อไป
เพียงแต่ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะครรภ์ของนางยังไม่ครบสามเดือนดีจึงยังไม่แข็งแรงอีกทั้งเพิ่งผ่านการจมน้ำมา หากรู้สึกไม่สบายตัวต้องหยุดพักทันที
หลังจากที่นางได้เห็นว่าในห้องครัวจริงๆ แล้วมีเครื่องปรุงหลากหลาย ทั้งน้ำตาล พริก ซอสเปรี้ยว และซอสถั่วเหลืองหมัก จึงไม่รีรอที่จะลงมือทำอาหารด้วยตนเอง อันที่จริงไม่ใช่ว่านางจะดื้อดึงหรือคิดจะตอบแทนบุญคุณของสองตายาย
ความจริงแล้วเป็นเพราะรสชาติอาหารที่ยายโจวทำช่างจืดชืดเหลือเกิน เครื่องปรุงที่ใช้ก็มีเพียงแค่เกลือเท่านั้น ทำให้ความอยากอาหารของนางหายไป
ไหนๆ ก็ได้มีชีวิตใหม่แล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอเพียงกินดีอยู่ดีก็พอแล้วมิใช่หรือ
วันนี้มีทั้งผักกูดป่า ปลา กุ้งตัวเล็ก จากแม่น้ำ นางจึงทำน้ำแกงจากปลาและกุ้งใส่พริกลงไปเล็กน้อยจากนั้นก็โยนผักกูดป่าลงไป ปรุงรสด้วยซอสเปรี้ยวและเกลือให้ได้น้ำแกงรสชาติสดชื่น
เยี่ยหลันชิมน้ำแกงในหม้อที่เพิ่งทำเสร็จในใจก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้
‘อาหารสดใหม่ ปลอดสารพิษ เติบโตตามธรรมชาติ รสชาติยอดเยี่ยมจริงๆ นี่สิถึงจะเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ’
หากนางเดาไม่ผิดช่วงนี้น่าจะใกล้สิ้นสุดฤดูร้อน และกำลังจะย่างเข้าสู่ฤดูฝน ชาวบ้านต่างออกมาเตรียมถากถางพื้นที่สำหรับเพาะปลูก ใครที่ทำนาก็เริ่มนำต้นกล้าลงไปปลูกแล้ว วันนี้ก็เป็นอีกวันที่อากาศค่อนข้างอบอ้าวและชื้นเป็นอย่างมาก
นางใช้ร่มเงาของต้นหอมหมื่นลี้เอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ นอนหลับตาฟังเสียงจักจั่นและแมลงขับขานท่วงทำนองพงไพร หากเป็นเยี่ยหลันในโลกเดิมคงไม่มีโอกาสได้ผ่อนคลายเช่นนี้
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เยี่ยหลันทำได้เพียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่หน้ากระท่อม ลมพัดเอื่อย ๆ ผ่านทุ่งหญ้า แสงแดดอ่อนส่องลงมาอย่างสงบ หากมองเผิน ๆ ที่นี่ก็เป็นเพียงหมู่บ้านธรรมดา ชาวบ้านแวะเวียนมาหายายโจวอยู่เสมอ บางคนมาขอยา บางคนให้ตาโจวตรวจอาการ เสียงพูดคุยเรียบง่าย รอยยิ้มซื่อ ๆ บนใบหน้าของผู้คนทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นอย่างยิ่ง
ทว่าในสายตาของเยี่ยหลัน ความปกตินั้นกลับดูมากเกินไป จนชวนให้ระแวง นางนั่งนิ่งเหมือนไม่สนใจสิ่งใด แต่แท้จริงแล้วสายตากลับคอยสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของคนในหมู่บ้าน
ผู้ชายที่นี่แม้จะดูซื่อ ๆ ท่าทางเหมือนชาวบ้านป่าทั่วไป แต่กำลังวังชาของพวกเขากลับไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ตอนที่ชายคนหนึ่งยกกระสอบข้าว เขากลับยกขึ้นได้อย่างง่ายดายราวกับของเบา
ตอนที่อีกคนเดินผ่าน ฝีเท้าของเขามั่นคง หนักแน่น ไม่ใช่ก้าวเดินของชาวนา หากแต่เป็นก้าวเดินของคนที่ผ่านการฝึกมาแล้วอย่างยาวนาน
และสิ่งที่ทำให้นางมั่นใจยิ่งขึ้นคือแผ่นหลังของพวกเขาตรง แข็ง และไม่เคยหย่อนคลาย ราวกับถูกฝึกให้ยืนหยัดเช่นนั้นมาตลอดชีวิต
ยิ่งใกล้ชิดกับพวกเขานานวันเข้า เยี่ยหลันก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความสงบ ไอมรณะจาง ๆ ที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศ มันไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะมี แต่เป็นกลิ่นอายของผู้ที่เคยผ่านการเข่นฆ่า ผ่านสนามรบ ผ่านความเป็นความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ครั้งหนึ่งนางเห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ แขนข้างหนึ่งของเขาหายไป แต่ท่านั่งกลับมั่นคง ราวกับพร้อมลุกขึ้นต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
อีกครั้งหนึ่ง นางเห็นชายขาขาดใช้ไม้ค้ำยันเดินผ่าน เสียงกระทบพื้นดังเป็นจังหวะ แต่สายตาของเขากลับเย็นเฉียบจนทำให้ผู้พบเห็นไม่กล้าสบตา เยี่ยหลันค่อย ๆ หรี่ตาลง ภาพเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หากแต่กระจายอยู่ทั่วทั้งหมู่บ้าน
ก่อนหน้านี้นางไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เมื่อเริ่มมีแรงมากขึ้น นางก็เริ่มเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน กำลังที่มากเกินไป ท่วงท่าที่ผ่านการฝึก บาดแผลที่บ่งบอกถึงสนามรบ และไอมรณะที่แผ่วเบาแต่ชัดเจน
ทุกอย่างนำไปสู่ข้อสรุปเดียวคนเหล่านี้คือทหาร และไม่ใช่ทหารธรรมดา แต่เป็นทหารที่เคยผ่านสนามรบจริง ผ่านการฆ่าและเอาชีวิตรอดมาแล้วอย่างโชกโชน
เยี่ยหลันกวาดสายตามองไปรอบหมู่บ้านอีกครั้ง เด็ก ๆ ยังคงวิ่งเล่น หญิงชรานั่งคุยกันข้างเรือน ควันจากเตาหุงต้มลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทุกอย่างดูสงบงดงามอย่างที่หมู่บ้านควรจะเป็น แต่ยิ่งสงบเท่าไร ความผิดปกติก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเท่านั้น
‘แล้วเหตุใด…’ เยี่ยหลันพึมพำในใจ ‘ทหารพวกนี้ถึงมารวมกันอยู่ที่นี่’
ลมพัดผ่านอีกครั้ง ใบไม้ไหวซ่า เสียงธรรมชาติกลบความเงียบรอบตัวไปชั่วครู่ แต่นางกลับรู้สึกได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดา
และบางที…การที่นางมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็เป็นได้