ตอนที่ 4 รอดตายแล้ว
“หรือว่า...จะเป็นกลุ่มชาวบ้านที่เราผ่านมาเมื่อครู่ เจ้าไม่เห็นหรือว่ามีคนมามุงอยู่ที่แม่น้ำมากมาย อาจจะเป็นชาวบ้านที่จับนางมาถ่วงน้ำก็ได้” ชายที่แต่งกายเป็นบ่าวอีกคนบอก
“มั่วซานเจ้าลงไปสืบว่าเกิดอะไรขึ้น” ผู้เป็นนายออกคำสั่ง
“ขอรับ” ชายคนหนึ่งประสานมือรับคำแล้วหันหลังกระโดดออกจากเรือ เขาแตะที่ผิวน้ำอีกสองครั้งก็สามารถลงบนฝั่งริมตลิ่งหายไปทันที
“นายท่านแล้วพวกเราจะเปลี่ยนทิศไหมขอรับ”
“ไม่ต้อง ... ยึดเส้นทางเดิมอีกสองวันพวกเราคงพ้นเขตเมือง แวะท่าเรือพวกเราจะส่งนางไปที่หุบเขาเทียนซาน”
ชายที่เป็นลูกน้องสองคนประสานสายตากันหลังจากนั้นจึงตอบรับโดยพร้อมเพรียง
“ขอรับ”
สามวันต่อมา ณ หมู่บ้านกลางหุบเขา
เฮือก!
เยี่ยหลันผุดลุกขึ้นนั่งทันทีราวกับคนที่เพิ่งหลุดพ้นจากความตาย ลมหายใจของนางหอบถี่ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
ภาพแม่น้ำเชี่ยวกรากยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เยี่ยหลันชะงักไปมือของนางค่อยๆ วางลงบนหน้าท้องโดยอัตโนมัติ เมื่อรู้ว่าเด็กยังปลอดภัย ความตึงเครียดที่สะสมอยู่ในอกพลันคลายลงเล็กน้อย
ดวงตานางพล่าเลือนมองไม่ชัดในคราแรก แต่เมื่อได้สูดหายใจเข้าออกจนหัวใจกลับมาเต้นตามจังหวะปกติ นางมองไปรอบๆ ห้องนอนที่ดูโบราณและเรียบง่าย แต่ภายในห้องแสงน้อยจึงมองไม่เห็นรายละเอียดมากนัก
‘ฮู้ว ... ในที่สุดก็รอดตายอีกครั้ง’
เยี่ยหลันพ้นลมหายใจออกมาพลางสำรวจตัวเองไปด้วย นอกจากอาการปวดร้าวทั่วตัว หัวที่หนักอึ้ง ก็มีเพียงบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีบาดแผลใหญ่ เสื้อผ้าก็ถูกเปลี่ยนเป็นชุดใหม่เรียบร้อย
ในขณะนั้นเองหูก็พลันได้ยินเสียงผลักประตูเข้ามา ประตูที่เปิดออกนำพาแสงสว่างจากด้านนอกเข้ามาด้วยตามด้วยเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา เยี่ยหลันพยายามมองย้อนแสงออกไปจึงได้รู้ว่าคนที่เดินเข้ามานั้นเป็นผู้หญิง
“แม่นางตื่นแล้วหรือ”
หญิงที่เข้ามาแต่งกายแบบชาวบ้านทั่วไป อายุน่าจะอยู่ระหว่างห้าสิบห้าถึงหกสิบปี เริ่มมีเส้นสีขาวขึ้นแซมไรผมนางกำลังส่งยิ้มน้อยๆ มาให้
เยี่ยหลันเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ พยักหน้ารับ
“อ๊า อ๊ะ...” เยี่ยหลันพยายามเปล่งเสียง
“หา ! แม่นาง นะ ... นี่ เจ้าพูดไม่ได้อย่างนั้นหรือ”
หญิงชรามีสีหน้าตกใจแต่หลังจากนั้นก็เปลี่ยน เป็นความสงสารเวทนาและแทนที่ด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนญาติผู้ใหญ่อีกครั้ง
“เข้าใจแล้วๆ ถ้าเช่นนั้นยังไม่ต้องพูดอะไร ตอนที่พวกเราช่วยเจ้าไว้ตาเฒ่าได้ตรวจร่างกายให้เจ้าแล้ว เอาเป็นว่าตอนนี้เจ้าปลอดภัยแล้ว โอ้ ! จริงสิลูกของเจ้าก็ปลอดภัยด้วยเจ้าหนูนี่ดวงแข็งจริงๆ”
หญิงชรายิ้มออกมาและชี้มือมายังท้องของนาง
“อ๊า...” ตอนนี้โทนเสียงของนางยิ่งสูงกว่าเดิม
“ใจเย็นๆ เอ้าดื่มยานี่ก่อนมันดีต่อเจ้า”
หญิงชรายกถ้วยที่บรรจุน้ำสีดำมีควันลอยกรุ่นส่งมาตรงหน้าเยี่ยหลัน สีหน้าบอกชัดเจนว่าหากไม่ดื่มสิ่งนี้นางก็จะไม่ออกไปจากห้อง
‘เฮ้อ’ เยี่ยหลันถอนหายใจออกมาเบาๆ เอาเถิดหากคนเขาอยากจะทำร้ายนางคงไม่ช่วยนางไว้ นางรับเอาน้ำยานั้นมายกดื่มแต่โดยดี แม้ว่ามันจะขมมากแต่นางก็ฝืนพยายามดื่มจนหมดถ้วย
“แม่นางเจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่” หญิงชราตั้งคำถามหลังจากที่รับถ้วยยากลับมา
เยี่ยหลันได้ยินก็พยักหน้าเป็นคำตอบ
“ก็ยังดีที่หูไม่หนวกด้วย ... เจ้ามาจากที่ไหนต้องการให้ส่งข่าวไปยังครอบครัวหรือไม่ ตาเฒ่าของข้ามักจะไปเดินเที่ยวหาสมุนไพรอยู่เรื่อย พอจะรู้จักพ่อค้าวาณิชที่เดินทางไปตามหมู่บ้านอยู่บ้างสามารถส่งข่าวให้เจ้าได้นะ”
ฟังมาถึงตรงนี้เยี่ยหลันก็ต้องขมวดคิ้ว จะให้กลับไปได้อย่างไรกัน กลับไปให้คนพวกนั้นจับนางถ่วงน้ำอีกครั้งอย่างนั้นหรือ
นางจึงส่ายหน้าให้หญิงชราเพื่อเป็นคำตอบ หญิงชราก็ดูเหมือนจะเข้าใจได้จากสีหน้าที่ดูตื่นตระหนกของนาง จึงเอื้อมมือมาแตะที่มือของเยี่ยหลันแล้วพูดว่า
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ที่บ้านหลังนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากข้าและตาเฒ่าสามีข้า เจ้าอยู่กับพวกเราได้นานเท่าที่เจ้าต้องการ เอาล่ะข้าจะปล่อยให้เจ้าพักผ่อน ดื่มยาไปแล้วอีกสักพักค่อยกินโจ๊กสักถ้วยจะได้มีเรี่ยวแรง”
หญิงชราพูดจบก็ลุกออกไปปล่อยให้เยี่ยหลันอยู่ตามลำพัง
หลังจากมองตามหญิงชราเดินออกไปจนกระทั่งประตูถูกปิดลง เยี่ยหลันก็ถอนหายใจออกมาแรงๆ ปล่อยตัวเองให้พิงหัวเตียงและเริ่มใช้ความคิด
‘นี่มันบ้าอะไร ! กันฉันทะลุมิติอย่างงั้นหรือ โอ้ยยยยยย ......’
เยี่ยหลันดึงทึ้งหัวตัวเองอย่างแรง พร้อมกับสบถคำหยาบคายในใจไม่หยุด หลังจากระบายคำที่ไม่น่าฟังออกมาจนพอใจ นางก็เริ่มสูดหายใจเข้าออกแรงๆ เริ่มเรียบเรียงเรื่องราวอีกครั้ง
ร่างที่เยี่ยหลันมาอยู่ตอนนี้มีชื่อว่าเซียงเยว่ซิน เซียงเยว่ซินคนนี้เป็นหญิงกำพร้าแม่ ตอนที่นางอายุเพียงสี่ขวบปีมารดาผู้ให้กำเนิดก็เสียชีวิตไป บิดาแต่งภรรยาใหม่เข้ามาในบ้านตามคำสั่งของมารดาเขาหรือย่าแท้ๆ ของเซียงเยว่ซินเอง
แต่ที่แปลกคือมารดาเลี้ยงมีบุตรสาวอายุห่างจากนางเพียงปีเดียว และยังมีน้องชายที่เพิ่งกำเนิดได้ไม่นานมาอยู่ด้วย แท้จริงแล้วมารดาเลี้ยงคนนี้คือหญิงที่บิดานางชุบเลี้ยงเอาไว้นอกจวนมานานแล้ว
จนกระทั่งมารดาของเซียงเยว่ซินตาย บิดาจึงรับเอาแม่เลี้ยงและบุตรนอกสมรสเข้าจวน เดิมทีย่าของนางหรือก็คือหญิงชราที่ออกคำสั่งให้โยนเซียงเยว่ซินถ่วงน้ำ ก็ไม่ยอมรับมารดาเลี้ยงแต่เมื่อนางให้กำเนิดบุตรชายจึงจำต้องรับนางเข้ามาอย่างเสียมิได้
หลังมารดาของเซียงเยว่ซินตายไป นางก็ถูกเลี้ยงดูมาโดยคนรับใช้ที่ไม่ได้มีความรักความเอ็นดูให้นางเท่าไหร่ เพราะแต่เด็กเซียงเยว่ซินก็สติปัญญาอ่อนด้อยกว่าลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ ทั้งยังพูดติดอ่างอีกด้วย
ใช่แล้วเซียงเยว่ซินไม่ได้เป็นใบ้แต่กำเนิด แต่เป็นเพราะพูดติดอ่างทำให้เป็นที่อับอายของบิดา จึงมักจะถูกบิดารังเกียจและดุด่าเสมอ และยังถูกคนในจวนล้อเลียนทั้งต่อหน้าและลับหลัง
จนในที่สุดเซียงเยว่ซินผู้ที่ถูกทำให้รู้สึกว่าตนเองยิ่งพูดยิ่งทำให้ถูกรังเกียจ นางจึงไม่พูดออกมาอีกเลยนานวันเข้าเซียงเยว่ซินจึงมีลิ้นที่แข็งและลืมวิธีพูดจนพูดไม่ได้แล้วนี่เอง
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรนางเองก็เติบใหญ่มาจนอายุครบสิบเจ็ดปี แม้ชีวิตจะดีกว่าบ่าวรับใช้เพียงเล็กน้อยเทียบไม่ได้กับฐานะจริงของนาง ที่เป็นถึงคุณหนูใหญ่ของตระกูล แต่นางก็ยังได้รับปัจจัยสี่ที่เพียงพอและยังอ่านออกเขียนได้บ้างตามสภาพที่แม่เลี้ยงนางจัดแจงให้
เพราะหากแม่เลี้ยงทิ้งขว้างนางก็จะต้องถูกคำครหามากมายแน่นอน เพราะเหตุนี้แม่เลี้ยงจึงได้รับความไว้วางใจจากบิดาและย่าของนางมาตลอด นับว่าแม่เลี้ยงของนางเป็นคนฉลาดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
นอกจากเรื่องอ่านเขียนที่ทำได้ไม่ดีนัก เซียงเยว่ซินคนนี้ก็เป็นคนที่มีฝีมือการปักผ้าที่ยอดเยี่ยม นางสามารถปักผ้าออกมาได้งดงามราวกับว่ามันเป็นของสิ่งนั้นจริงๆ บรรดาหญิงสาวทั้งเจ้านายและบ่าวที่มีไมตรีต่อกันมักจะมาขอให้นางชี้แนะหรือปักผ้าผืนเล็กๆ ให้เป็นประจำ
นั้นจึงทำให้นางและคุณหนูสี่คุณหนูห้านั้นมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ก็ไม่ได้นับว่าสนิทสนมมากนัก เพราะความสนใจของเซียงเยว่ซินมีเพียงการปักผ้าเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ นางทำราวกับเป็นคนปัญญาอ่อนเสียอย่างนั้น
จุดเริ่มต้นหายนะในชีวิตของเซียงเยว่ซินมันเริ่มขึ้นเมื่อสองเดือนก่อน
วันนั้นเซียงเยว่เล่อน้องสาวร่วมบิดา ออกปากเชิญชวนให้เซียงเยว่ซินออกมานั่งกินอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ด้วยความดีใจที่น้องสาวมาทำดีด้วย นางจึงยินยอมออกมาด้วยความตื่นเต้นยินดี
“พี่สาวท่านแต่งกายเหมือนสาวใช้เช่นนี้ไม่ได้นะ มันจะทำให้ตระกูลเซียงของเราขายหน้า ...เอาอย่างนี้แล้วกันข้าจะซื้อชุดใหม่ให้ท่าน”
เซียงเยว่เล่อดึงมือของเซียงเยว่ซินให้เดินเข้าไปที่ร้านข้างทาง และจัดแจงแต่งกายพร้อมเครื่องประดับให้นางใหม่ ระหว่างที่มองเซียงเยว่ซินอยู่หน้ากระจกทองแดงอยู่นั้น น้องสาวของนางก็กล่าวชมออกมาไม่ขาดปาก จนทำให้เซียงเยว่ซินม้วนอายไม่กล้ามองตนเองในกระจกให้ชัดเจนด้วยซ้ำ
ทำให้นางไม่รู้ตัวเลยว่าชุดที่น้องสาวแสนดีเลือกให้นั้นเป็นชุดแบบหญิงในหอโคมแดงสวมใส่เสียมากกว่า ทั้งเสื้อสีแดงตกแต่งชายผ้าเป็นสีเหลือง แขนเสื้อที่ควรจะปิดมิดชิดกลับเป็นแบบแหวกขึ้นจนเห็นได้ถึงข้อศอก
“สวยมากจริงๆ พี่สาวท่านสวยมาก มาเถิดข้าจะพาท่านไปกินอาหารอร่อย ฮิๆ”
ระหว่างทางที่นางถูกน้องสาวพาเดินออกมาจากร้านขายผ้า เพื่อข้ามไปยังอีกฟากของถนนไปยังภัตตาคารที่ใหญ่โต ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงมากมายดูสวยงามยิ่งนัก เซียงเยว่ซินได้แต่ก้มหน้าก้มตา ด้วยความขาดเขลาและหวาดกลัว เพราะนางไม่เคยมาสถานที่หรูหราเช่นนี้มาก่อน
เซียงเยว่ซินแม้จะหวาดกลัวเพราะมีคนมากและเสียงดัง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสุขไปด้วย นางได้แต่เดินตามหลังน้องสาวมองแต่เท้าของตน ไม่ได้มองบรรยากาศและเส้นทางที่ผ่านมาจนกระทั่งเข้าไปยังห้องส่วนตัว
เซียงเยว่ซินเมื่อเห็นว่าไม่มีคนนอกอยู่แล้ว จึงได้สังเกตเห็นว่าชุดที่นางสวมอยู่ตอนนี้เป็นสีแดงและเหลือง แถมตรงหน้าอกยังเปิดกว้างมากอีกด้วย นางพยายามดึงขอบเสื้อให้ปิดเนื้อหนังแต่ก็ถูกน้องสาวขัดเอาไว้
“ท่านอย่าเอาแต่ดึงเสื้อผ้าอยู่เลยมันจะทำให้ท่านดูน่าตลกขบขัน นี่ดื่มเหล้านี่ก่อนมันอร่อยมากดื่มแล้วท่านจะรู้สึกดี ...” เซียงเยว่เล่อส่งยิ้มอบอุ่นมาให้
เซียงเยว่ซินเห็นดังนั้นก็ยกดื่มเหล้าในจอกตรงหน้ารวดเดียวจนหมด
“พี่สาวดื่มอีกๆ เหล้าชนิดนี้เป็นของดีที่มีขายเพียงที่นี่เท่านั้น ข้าต้องใช้เงินหลายสิบตำลึงเลยนา ทั้งหมดนี้เพื่อท่านพี่คนเดียวเลย ... “
“จริงเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่สุรานี้ดีต่อสุขภาพนะเจ้าคะ คิกๆ ”