ตอนที่ 3 ช่วยด้วย
“ไปกันได้แล้ว”
เสียงที่มีอำนาจของหญิงชราดังขึ้นเรียกสติของบรรดาสตรีทั้งหมดกลับมาจากภาพแม่น้ำเบื้องหน้า
“พวกเจ้าทุกคนดูและจดจำเอาไว้ ต่อไปนี้ตระกูลเซียง ไม่มีคนชื่อเซียงเยว่ซินอีกต่อไป” หญิงชราพูดจบก็เดินนำออกไปเพื่อขึ้นรถม้าที่จอดอยู่ไม่ไกลทันที
หญิงสาวหนึ่งในนั้นแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดีท่าทางนางดูหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเหมือนกับคนอื่นๆ ในกลุ่ม นางกำลังมองไปทางแม่น้ำที่กว้างใหญ่ หลังจากฟังคำของหญิงชราจบดวงตานางก็สาดประกายวาววับออกมาและหายไปอย่างรวดเร็วเหลือเพียงใบหน้าแสร้งหวาดกลัวเท่านั้น
“พี่หญิงรองไปเถิด”
เป็นบุตรีของครอบครัวอารองหรือครอบครัวสายรองเข้ามาจับแขนนางแล้วเอ่ย
เซียงเยว่เล่อรีบเก็บสายตากลับมาทำท่านิ่งขรึมหันหลังตั้งท่าจะเดินไป
ระหว่างนี้ก็มีหญิงสาวอีกคนท่าทางซุกซนเดินเข้ามาใกล้พูดเสียงเบาพอให้พวกนางไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้ยิน
“พี่หญิงรองยินดีกับพี่ด้วย” นางคือบุตรีของครอบครัวสายสามที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับพวกของเซียงเยว่เล่อมาแต่ไหนแต่ไร
“พี่หญิงสี่เรื่องงามหน้าที่เกิดขึ้นเช่นนี้มีอะไรน่ายินดีกัน” หญิงสาวที่อายุพอๆ กันกับหญิงที่ถูกเรียกว่าคุณหนูสี่ยิ้มเย็นเดินมาสมทบ เมื่อมองดูแล้วพวกนางมีใบหน้าที่คล้ายกันถึงหกส่วน นั่นเพราะนางเป็นบุตรของอนุในครอบครัวเดียวกัน นับเป็นคุณหนูในลำดับที่ห้า
คุณหนูสี่แสร้งถอนหายใจและกล่าวว่า
“น้องหญิงห้าเจ้าก็ได้ยินแล้วนี่เมื่อครู่ท่านย่าเพิ่งประกาศว่าจะนำชื่อพี่หญิงใหญ่ออกจากตระกูล ที่น่ายินดีก็เพราะตอนนี้ไม่มีบุตรของฮูหยินคนก่อนคอยย้ำเตือนว่าพี่หญิงรองเคยเป็นลูกนอกสมรส ! เจ้าว่าเรื่องเช่นนี้ไม่น่ายินดีหรือ คิกๆ ”
“เซียงเยว่เผิงปากดีนักนะข้าจะฟ้องฮูหยินใหญ่” บุตรีของครอบครัวสายรองเดินขึ้นมาประจันหน้า นางไม่มีความหวาดกลัวบ้านสายสามแม้แต่น้อย
“น้องหญิงสามที่นี่ไม่ใช่จวนตระกูลเซียง พวกเรากลับกันดีกว่าหากชักช้ากว่านี้ท่านย่าจะลงโทษเอาได้ …อย่างน้อยถือว่าได้มาส่งพี่หญิงใหญ่แล้ว” เซียงเยว่เล่อคุณหนูรองก้มหน้าปกปิดสายตาเกลียดชังของนางแสร้งกล่าวอย่างทุกข์ใจ
“พี่หญิงรองท่านใจดีเกินไปแล้ว หึ !” คุณหนูสามบ้านสายรองสะบัดหน้าหนีและก้าวออกไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง
เหลือไว้แต่บุตรสายสามที่พูดกระทบกระเทียบเซียงเยว่เล่อเมื่อครู่ หันมองหน้ากันต่างก็เห็นสายตาเศร้าสร้อยของกันและกัน จากนั้นก็ก้าวไปยังรถม้าของพวกตนและจากไปโดยไม่ได้หันมามองอีกเลย
ขณะเดียวกันภายใต้แม่น้ำที่ลึกและเชี่ยวกราก มวลน้ำทำให้ร่างเล็กที่อยู่ในกรงหมูถูกพัดออกไปจากจุดเดิมทันที ยังไม่ทันที่จะลอยขึ้นมาเยี่ยหลันก็ถูกกระแสน้ำวนซัดให้จม
เยี่ยหลันพยายามใช้เท้าถีบกรงไม้ออกด้วยแรงฮึดที่อยากมีชีวิตรอด นางถีบสามสี่ครั้งก็ทะลุออกไปได้ในที่สุด ถึงจะถูกเศษไม้บาดจนเจ็บแสบก็ไม่สนใจ นางใช้เท้าถีบตัวเองให้สุดแรงเพื่อหวังจะโผล่ให้พ้นสายน้ำ
“เฮือก !”
เสียงสูดหายใจเข้าปอดอย่างแรงของเยี่ยหลันที่เพิ่งจะโผล่พ้นน้ำออกมาได้ หลังจากนั้นก็รีบว่ายน้ำไปยังขอนไม้ใหญ่ที่ลอยมาตามน้ำ และพยายามอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้ชาวบ้านบนฝั่งอีกด้านเห็นนางเข้า โชคดีในโชคร้ายเพราะกระแสน้ำที่ไหลแรง ทำให้นางลอยออกไปจากสายตาผู้คนอย่างรวดเร็ว
เยี่ยหลันกอดขอนไม้ไว้สุดกำลังพยายามฝืนตัวเองให้มีสติมากที่สุด มองไปรอบๆ มีเพียงป่าและป่าเท่านั้น ไม่เห็นบ้านหรือวี่แววของคนอาศัยอยู่แม้แต่น้อย เมื่อมั่นใจว่าออกมาไกลแล้วนางพยายามที่จะหาจุดเหมาะๆ เพื่อจะขึ้นฝั่ง
เพราะกระแสน้ำไหลแรงการจะว่ายออกจากกระแสนั้นทำได้ยากยิ่ง ยิ่งร่างกายที่แต่เดิมก็ไร้เรี่ยวแรงอยู่แล้วยิ่งยากกว่า หากไม่มีกำลังแรงใจที่จะเอาชีวิตรอดคิดว่าป่านนี้นางคงจะไม่มีแรงแม้จะกอดขอนไม้
แต่แล้วก็เหมือนว่าโชคร้ายของนางยังไม่หมดไป เพราะจู่ๆ ที่ท้องก็บิดเกร็งขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้มันยังรุนแรงจนนางตาพร่าเลือนไปชั่วครู่ มือที่จับขอนไม้อยู่พลันไม่มีเรี่ยวแรงไปเสียดื้อๆ ร่างของนางตอนนี้กำลังจะจมลงน้ำอีกครั้ง และครั้งนี้นางคงได้ตายอีกรอบเป็นแน่
‘แย่แล้ว !’
เยี่ยหลันร้องอุทานในใจพยายามแหงนหน้าขึ้นเพื่อสูดหายใจอีกเฮือกใหญ่เข้าปอด แต่ไม่ทันเสียแล้วดวงตาของนางกำลังค่อยๆ มืดลง
ก่อนที่ร่างจะจมลงไปใต้น้ำ สายตาพร่ามัวของนางเหมือนเห็นเงาดำขนาดใหญ่เคลื่อนผ่านผิวน้ำ คล้ายเรือ…
‘ช่วยด้วย’
นี่เป็นคำสุดท้ายในห้วงสามัญสำนึกของเยี่ยหลันก่อนที่ร่างทั้งร่างจะจมลงไปใต้น้ำ
“นั่นๆ ตรงนั้นมีคนกำลังจมน้ำขอรับท่านแม่ทัพ” เสียงตะโกนดังขึ้นจากเรือขนาดกลางที่แล่นตามสายน้ำมา
ชายผู้ยืนอยู่หัวเรือเพียงเหลือบตามองไปยังสายน้ำเชี่ยว ก่อนจะเอ่ยคำสั้นๆ
“ช่วยคน”
สิ้นเสียงคำสั่งอันน่าเกรงขามของชายที่ถูกเรียกว่าท่านแม่ทัพ ก็มีคนกระโจนลงน้ำทันทีโดยไม่ลังเล และอีกคนก็จับม้วนเชือกวิ่งตามมายังขอบเรือ หลังจากที่มองไปยังสายน้ำชั่วครู่ก็มีคนโผล่พ้นน้ำขึ้นมาและยังหิ้วเอาร่างหญิงสาวขึ้นมาอีกด้วย
ชายที่อยู่บนเรือมีจำนวนไม่มากแต่พวกเขาสามารถประสานงานกันได้อย่างเป็นระเบียบ ไม่นานก็นำพาเอาร่างที่บอบช้ำหมดสติขึ้นมาจากน้ำได้
ชายคนหนึ่งรีบเข้ามาดูอาการและพูดขึ้น “แย่แล้ว…นางไม่หายใจแล้วขอรับ!”
“ถอยไป”
ชายหนุ่มผลักคนออกไปและเข้ามาจับตัวของเยี่ยหลันให้อยู่ในท่านั่ง จากนั้นก็ใช้กำลังภายในถ่ายทอดผ่านทางฝ่ามือและส่งผ่านแผ่นหลังของนาง เพื่อหวังกระตุ้นให้นางหายใจ เขาถอนมือออกและผลักฝ่ามือใส่ร่างของนางอีกสองครั้ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง…ร่างของนางยังไม่ตอบสนอง
“เฮือกกกกก.... แค่กๆ ๆ ”
และแล้วเขาก็สามารถดึงลมหายใจของนางกลับมาอีกครั้งได้สำเร็จ
“ท่านแม่ทัพจะให้ทำเช่นไรต่อขอรับ”
“พานางไปนอนพัก”
เขาพูดเพียงเท่านี้ก็เดินออกไปยังหัวเรือทันที ทิ้งให้ลูกน้องช่วยกันพาร่างของเยี่ยหลันที่ยังไม่ได้สติไปยังห้องพักที่มีเพียงห้องเดียวกลางเรือ
“พวกเราไม่ควรปล่อยให้นางสวมเสื้อผ้าที่ยังเปียกอยู่นะ”
‘ป๊าบ !’
“ตีข้าทำไมข้าก็แค่พูดตามความจริง”
“ข้ารู้นะว่าเจ้ามันคิดไม่ซื่อ นางกำลังลำบากเจ้ายังจะหาเศษหาเลยกับนางได้ลงคอ”
“ถึงแม้ว่าข้าจะชื่นชอบหญิงงาม แต่กับหญิงคนนี้เจ้าดูสินางมีแต่รอยเขียวช้ำไปหมด ใครมันช่างใจร้ายกับหญิงสาวตัวเล็กๆ ได้ขนาดนี้ เอาเถอะถ้าเจ้าว่าไม่เหมาะพวกเราก็ห่มผ้าให้นางหนาๆ ก็แล้วกัน”
ชายสองคนสนทนากันระหว่างที่วางร่างของเยี่ยหลันลงบนเตียง ระหว่างนี้มีคนหนึ่งที่มองหน้านางให้ชัดอีกครั้ง แต่ก็มีท่าทีลังเลใจเกาหัวแกรกๆ ไปด้วย
“เจ้ามองหน้านางทำไมหรือว่าเคยรู้จักงั้นหรือ”
“ข้าแค่รู้สึกคุ้นตากับปานแดงเล็กๆ ตรงคอนางน่ะ”
“ข้าว่าเจ้าจำผิดแล้วเส้นทางนี้พวกเราไม่เคยผ่านมาสักครั้ง”
“ ... ”
ทั้งสองหันหลังและเดินออกจากห้องไป เพื่อรายงานเจ้านายที่กำลังยืนรับลมอยู่ที่หัวเรือ
“นายท่านขอรับพวกเราจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ” ชายคนที่หนึ่งรายงาน
“ไอ๊หยา ! ข้าจำนางได้แล้ว” จู่ๆ ชายอีกคนก็โพล่งออกมาเสียงดัง จนทำให้ผู้เป็นนายต้องหันมาขมวดคิ้วส่งสัญญาณว่าเขากำลังจะเดือดร้อน
“ขออภัยขอรับนายท่านเพียงแต่ เอ่อ เพียงแต่หญิงนางนั้นคือ คือ”
“อะไรของเจ้าอ้ำอึ้งเป็นเด็กสาวไปได้ พูด !”
“หญิงนางนั้น ...นายท่านจำเมื่อสองเดือนก่อนที่หอโคมแดงได้หรือไม่ขอรับ ตอนนั้นท่านได้รับพิษราคะอย่างหนัก” ชายผู้นั้นรีบพูดออกมารวดเดียวจบ
“หมายถึงนางเป็นคณิกาที่พวกเจ้าหามาอย่างนั้นหรือ” ชายที่เป็นเจ้านายขมวดคิ้วนึกย้อนไปถึงค่ำคืนที่น่าอับอายคืนนั้น
ชายที่เป็นลูกน้องสองคนรีบก้มหน้าลงพลางกระซิบกระซาบผลักกันไปมา จนถูกสายตาไม่พอใจของผู้เป็นนายมองมาอีกครั้งทั้งสองก็พลันคุกเข่าลง
“เล่ามาก่อนที่ข้าจะโยนพวกเจ้าลงน้ำแล้วให้ลอยคอตามเรือมา”
เสียงของผู้เป็นนายเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองจึงไม่กล้าที่จะอมพะนำอีกต่อไป จึงได้เล่าเรื่องราวออกมาหมดเปลือก
“...”
“พวกเจ้าหมายความว่าหญิงที่อยู่กับข้าคืนนั้นมิใช่คณิกาที่เตรียมไว้ แต่เป็นใครก็ไม่รู้เข้ามาในห้องข้าแทนอย่างนั้นหรือ”
“ชะ ใช่ขอรับตอนที่พวกเรานำหญิงสาวที่เตรียมไว้เข้ามา กะ ... ก็พบว่าท่านกำลังอยู่กับหญิงอีกคนแล้วขอรับ พวกเราเลยคิดว่านางก็คงเป็นหญิงคณิกาในหอนั้นสักคนที่มาเจอท่านเสียก่อนจึงได้ปล่อยเลยตามเลยไปขอรับ”
“แต่นางอาจจะหลบหนีออกมาก็ได้นะขอรับถึงได้มีสภาพเช่นนั้น ข้าว่าต้องใช่เป็นแน่นางอยู่ในหอนางโลมหากไม่หนีก็คงถูกโยนทิ้ง” ชายอีกคนที่มีผิวคล้ำกว่าแย้งขึ้น
ผู้เป็นนายนึกย้อนไปถึงค่ำคืนนั้นอีกครั้ง เขาจำได้ทุกอย่างเพียงแต่ควบคุมอารมณ์ร้อนแรงของตนเองไม่ได้เลย เขาจำได้ว่าลงมือกับหญิงสาวคนนั้นหนักหน่วงเพียงใด ตอนที่ตื่นขึ้นยังสังเกตเห็นว่านางมีเลือดออกอีกด้วย เพียงแต่ตอนนั้นเขาคิดเพียงว่านางเป็นเพียงนางโลมจึงไม่ใคร่ใส่ใจนัก รวมถึงเขาเองต้องรีบหนีออกมาให้ห่างจากนักฆ่าที่ตามมาเอาชีวิตในยามเขาอ่อนแออีกด้วย
