บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 กรงหมูถ่วงน้ำ

“ลูกหลานเอ๋ย”

เสียงหนึ่งดังก้องกังวานปลุกให้เยี่ยหลันรู้สึกตัวลุกขึ้นนั่ง เมื่อมองไปยังต้นเสียงก็เห็นว่าเป็นชายชราสวมชุดสีขาวแบบคนโบราณเขาน่าจะมีอายุราวๆ แปดสิบได้ ผมสีเทาแซมขาวเกล้าเอาไว้อย่างเรียบร้อย หนวดและเคราสีขาวยาวจนปิดบังลำคอไว้ทั้งหมด แต่ที่น่าสนใจหาใช่ใบหน้าและการแต่งกาย แต่เป็นเพราะทั้งตัวของชายชรามีแสงเรืองๆ สีทองเปล่งประกายออกมา

“ลูกหลานข้า”

“คุณเป็นใครกัน” เสียงของเยี่ยหลันแหบแห้งและหอบเหนื่อย

“บรรพบุรุษเจ้า” เสียงที่เปล่งออกมายังคงก้องกังวานสะท้อนกลับไปกลับมา

“ท่านบรรพบุรุษมารับวิญญาณฉันงั้นหรือ”

“ไม่ ... “ วิญญาณบรรพบุรุษส่ายหน้าช้าๆ “ตอนนี้มีเวลาไม่มากดังนั้นลูกหลานข้าจงตั้งใจฟังให้ดี”

เขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงหนักแน่น

“เพราะชะตาชีวิตของเจ้ายังไม่สิ้นสุดหากจะปล่อยให้เจ้ากลายเป็นสัมพเวสีเร่ร่อนจนหมดอายุขัย มิสู้ให้เจ้าได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ไปช่วยเปลี่ยนแปลงชะตาของใครบางคนที่อนาคตเขาจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้คนอีกนับล้านๆ เจ้าจะได้สะสมบุญในชีวิตใหม่ หากได้เกิดอีกครั้งเจ้าจะได้ไม่ต้องอายุสั้นเหมือนชาตินี้อีก”

“เดี๋ยวๆ ท่านบรรพบุรุษ หากทำให้ฉันไปเกิดใหม่ได้ ไม่สู้ช่วยให้ฉันรอดชีวิตไม่ดีกว่าหรือคะ”

“เสียใจด้วยร่างของเจ้าตอนนี้ถูกเผาดำจนเป็นตอตะโกแล้ว ไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้อีก สำหรับเจ้าในตอนนี้ทางเลือกนี้ย่อมดีที่สุด เอาล่ะไปได้แล้ว ไปตอนนี้อาจจะยังได้ช่วยอีกสามชีวิต …”

“เห้ยๆ เดี๋ยวก่อ … น”

เยี่ยหลันยังพูดไม่ทันจบ พลันร่างของนางก็ถูกกระชากอย่างรุนแรง ความรู้สึกราวกับกำลังติดอยู่ในพายุทอร์นาโดอย่างไรอย่างนั้น

ระหว่างที่ร่างวิญญาณของนางกำลังจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ อยู่นั้น เสียงตะโกนของชายชราผู้เป็นบรรพบุรุษก็ดังขึ้นตามมาจากที่ไกลแสนไกล

“นี่เป็นของรับขวัญจากข้ารับมันไปแล้วใช้ให้ดี …”

ฉับพลันนั้นเอง เยี่ยหลันสะดุ้งตื่นสุดตัว เหตุเพราะน้ำเย็นจัดที่สาดลงมาอย่างจัง ทำให้ตั้งแต่หัวจรดเท้าสั่นเทาเพราะความหนาวเหน็บที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้ร่างกายจะอ่อนล้ามากขนาดไหนก็ต้องเบิกตาโพลงเพราะความตกใจ

สิ่งแรกที่ประจักษ์แก่สายตาคือไม้ที่สานไขว้กันไปมา ด้านนอกไม้สานคือกลุ่มคนแปลกหน้าที่กำลังรุมล้อมส่งเสียงโหวกเหวก ด้วยถ้อยคำและภาษาที่นางฟังแทบไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังพูดสิ่งใด เพราะในหูตอนนี้มีแต่เสียงอื้ออึงหวีดแหลมจนทำให้มึนงงสับสนไปหมด

‘หือ ... พวกเขามาทำอะไรกัน’

เยี่ยหลันยกมือขึ้นเพื่อจะใช้มันนวดให้บรรเทาความเจ็บจี๊ดที่หูทั้งสองข้าง แต่นางกลับทำไม่ได้ เพราะตอนนี้มือทั้งคู่ของนางถูกมัดเอาไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนา นางตกใจผงะถอยหลัง แต่ก็ขยับไปไหนไม่ได้เลยเพราะนางกำลังถูกขังอยู่ในกรงไม้ที่เล็กกว่าตัวคนด้วยซ้ำ เมื่อมองให้ชัดเจนสิ่งที่ล้อมตัวนางอยู่ตอนนี้มันคือกรงขังหมูดีๆ นี่เอง

‘สติ สติ เยี่ยหลันเธอต้องตั้งสติ สูดหายใจสิ สูดหายใจเข้า ! ’

เสียงในหัวของนางกำลังปลุกให้ตัวเองตั้งสติ หลังจากสูดหายใจเข้าออกสองสามครั้ง เมื่อเสียงหวีดในหัวบรรเทาลงไป สติที่กระเจิดกระเจิงก็ค่อย ๆ กลับมา

เยี่ยหลันมองไปรอบตัวอีกครั้งและตั้งใจฟังเสียงรอบข้างให้มากขึ้น จึงรู้ว่าพวกคนเหล่านี้ก็พูดภาษาเดียวกับนางแต่เป็นคำโบราณที่คนยุคใหม่ไม่ได้ใช้กันแล้ว ในที่สุดนางก็ได้รู้ว่าชาวบ้านเหล่านี้กำลังร่วมใจกันก่นด่าและประณามมาที่นางอย่างรุนแรง

‘พวกเขากำลังด่าฉันว่าสำส่อน ! ใครสำส่อนกันย๊ะ ! ฉันเยี่ยหลันยังไม่เคยเสียซิงให้ใครเลยนะ !!’

นางพลันเกิดความโมโหขึ้นมาทันใด เยี่ยหลันยกมือขึ้นเขย่ากรงไม้และตะโกนออกไปสุดเสียง

“อ๊า อ๊า ... ”

ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาจากปากของนาง มีเพียงเสียง ‘อ๊า’ เท่านั้น นางปล่อยมือจากกรงหมูแล้วจับที่คอตัวเองด้วยความตกใจอย่างรุนแรง

‘ ฉันพูดไม่ได้ ! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ! ’

ทันใดนั้นท่อนไม้ขนาดใหญ่ก็ถูกฟาดลงมาที่หลังของนางผ่านกรงหมูอย่างแรง สร้างความเจ็บปวดให้เยี่ยหลันจนน้ำตาไหลออกมาโดยไม่สามารถอดกลั้นเอาไว้ได้

“เสียเวลามากแล้วโยนนางลงไปให้เทพบรรพชนได้ชะล้างความสกปรก คืนความสงบสุขให้แก่หมู่บ้านของพวกเราดังเดิม”

เสียงของหญิงสูงวัยดังขึ้นท่ามกลางฝูงชนที่กำลังมุงอยู่

เยี่ยหลันเช็ดน้ำตาออกไปเพื่อมองให้ชัดเจน จึงได้เห็นว่าเป็นหญิงแก่ผมขาวเกือบทั้งหัวยืนหลังค่อมเล็กน้อย แต่ดูเป็นหญิงชราที่มีสง่าราศีสายตาดุดัน ข้างกายมีหญิงสาวสองคนขนาบข้างประคองอยู่ สีหน้าของทุกคนดูมีความสะใจและโกรธเกรี้ยวอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากสิ้นเสียงของหญิงชราก็มีชายฉกรรจ์สองคนตรงเข้ามายกไม้คานที่ใช้หามกรงไม้ที่กักขังนางอยู่ขึ้น ตอนนี้นี่เองที่เยี่ยหลันได้เห็นอย่างชัดเจน แม่น้ำเบื้องหน้าที่กว้างใหญ่และไหลเชี่ยว หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก

ลมเย็นจากแม่น้ำพัดผ่านใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตา ยิ่งทำให้ความรู้สึกหวาดกลัวชัดเจนขึ้น

แม่น้ำ ! เป็นแม่น้ำที่กว้างมากและไหลเชี่ยวอีกด้วย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขากำลังจะจับนางถ่วงน้ำ ! นางพยายามดิ้นรนอีกครั้งด้วยความหวังว่ากรงไม้นี้จะพัง

“ผลัวะ ! ”

ไม้ขนาดใหญ่เท่าแขนอันเดิมฟาดลงมาอย่างแรงอีกครั้ง และอีกครั้งแทงผ่านช่องว่างเข้ามาตรงเอวของเยี่ยหลันอย่างแรง ทำให้นางเจ็บจนต้องหยุดเขย่ากรง งอตัวลงอย่างมิอาจขัดขืน

“อยู่นิ่งๆ นางใบ้ ! อีกไม่นานเจ้ากับมารหัวขนในท้องก็ได้ไปสบายแล้ว”

ความเจ็บปวดแล่นขึ้นไปทั่วแผ่นหลังจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน

ชายที่ถือไม้หัวเราะอย่างเย็นชา “ดิ้น ดิ้นอีกสิ ! อีกเดี๋ยวก็ได้ไปพบพ่อของลูกเจ้าที่นรกแล้ว !”

“ฮ่า ๆ ๆ ”

เสียงหัวเราะของชายทั้งสองบนเรือดังขึ้นอย่างสะใจ

เยี่ยหลันกัดฟันจนเลือดซึมออกมาที่ริมฝีปาก ในชีวิตก่อนนางเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลใหญ่ มีคนนับพันเคารพเกรงใจ

แต่ตอนนี้…นางกลับถูกขังอยู่ในกรงหมู ถูกคนทั้งหมู่บ้านสาปแช่งราวกับสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง แต่ก็ยังดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่สาแก่ใจ มันใช้ปลายไม้กระทุงเข้ามาตรงท้องของเยี่ยหลันอีกครั้ง

“อึก…!”

ครั้งนี้ทำให้นางจุกและเจ็บอย่างรุนแรงที่ท้อง จนนางต้องงอตัวลงอีกใช้มือที่ถูกมัดกดที่ท้องน้อยเอาไว้

ตอนนั้นเองที่นางนึกถึงคำพูดของชายเมื่อครู่

“มารหัวขนในท้อง…”

ร่างของเยี่ยหลันชะงักไปชั่วขณะ ในท้องของร่างนี้…มีเด็กอยู่จริงๆ หัวใจของนางกระตุกอย่างแรง ‘เด็ก…’

แม้เด็กคนนี้จะไม่ใช่ลูกของนางในชีวิตก่อน แต่เมื่อรับรู้ว่ามีชีวิตเล็กๆ อยู่ในท้อง ความรู้สึกบางอย่างก็พลันผุดขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุม เยี่ยหลันก้มหน้าลงเล็กน้อยมือกดที่ท้องแน่นขึ้น ‘ไม่เป็นไร…อย่ากลัว’

นางไม่มีเวลาให้ตกใจอีกต่อไป เยี่ยหลันเริ่มใช้มือบิดไปมาเพื่อให้เชือกหลุดให้ได้ เมื่อมือเป็นอิสระอย่างน้อยนางจะได้ใช้มือว่ายน้ำไปได้ ส่วนกรงไม้นี้นางมั่นใจว่าหากถีบแรงๆ สองสามครั้งต้องพังได้แน่นอน

ระหว่างทางไปยังริมแม่น้ำนางสังเกตเห็นว่าตนเองกำลังผ่านกลุ่มของหญิงชราที่ตะโกนเมื่อครู่ หญิงชราคนนี้ท่าทางน่าจะมีอำนาจสูงสุดในที่นี้ พวกเขาไม่พูดอะไรเพียงมองด้วยสายตาเหยียดหยามและสาแก่ใจเท่านั้น

ส่วนชาวบ้านที่แต่งกายธรรมดาคนอื่นๆ นอกจากตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำไม่น่าฟัง ก็ยังมีบางคนเริ่มขว้างปาก้อนดินก้อนหิน หรืออะไรก็ตามที่พวกเขาจะหาได้โยนใส่นางอย่างไม่ปราณี

มีหินบางก้อนทะลุเข้ามาโดนกลางหน้าผากนางอย่างแรง จนมีของเหลวสีแดงไหลอาบหน้า เพิ่มความน่าสะพรึงให้แก่ผู้พบเห็นมากขึ้นไปอีก นั่นยิ่งทำให้ความโกรธในใจของเยี่ยหลันเพิ่มเป็นเท่าทวี แต่ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย

บนฝั่งยังคงมีเสียงด่าทอไม่หยุด

“โยนนางลงไปพร้อมลูกชั่วในท้อง !”

“ให้แม่ลูกตายไปด้วยกัน !”

“เกิดเหตุร้ายไม่หยุดหย่อนที่แท้เพราะตัวกาลกิณี ถุย ! ถุย !”

“นังใบ้ปัญญาอ่อนยังไม่รู้จักเจียม ... ถุย !”

“ ... ”

เยี่ยหลันกัดฟันแน่นน้ำตาเอ่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

เสียงด่าทอทั้งหลายเพียงพอให้นางได้ปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว แต่สิ่งที่นางคิดตอนนี้มีเพียงเอาตัวรอดจากสถานการณ์ตรงหน้า

‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต้องมีชีวิตรอดให้ได้ เรื่องอื่นๆ ช่างหัวมัน เยี่ยหลันเธอรอดจากการตายมาเกิดใหม่ เธอต้องไม่ตายซ้ำสองอีกเด็ดขาด’

ระหว่างที่เรือลำเล็กกำลังลอยออกไปยังกลางแม่น้ำไม่ช้าไม่เร็ว เยี่ยหลันก็สามารถคลายปมเชือกออกได้บ้างแล้ว หลังจากนี้หากนางบิดข้อมือเล็กน้อยก็สามารถปลดเชือกนี้ออกไปได้

“หึๆ ...คุณหนูใหญ่ไม่สิ ‘เซียงเยว่ซิน’ ยอมรับชะตากรรมได้แล้วหรือ ฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีทางยอมรับหญิงที่ท้องโดยที่ยังไม่ได้ออกเรือน เจ้ามันเป็นตัวกาลกิณีแท้ๆ เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยไม่ต้องทำอะไรก็อยู่อย่างสบายทั้งชาติ แต่เจ้ามันไม่รักดีแอบมีสัมพันธ์กับใครที่ไหนก็ไม่รู้จนตั้งครรภ์ ถุย ! ”

“เจ้าอย่าพูดให้มากความนักเลย นางเป็นคนปัญญาอ่อนพูดไปก็ไม่เข้าใจหรอก นี่ไม่รู้ว่าไปถูกใครล่อลวงเข้า อาจจะมีมากจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นบิดาที่แท้จริงของมารหัวขนในท้อง ฮ่าๆๆ”

“เอาล่ะที่ตรงนี้เหมาะสมแล้วโยนนางลงไปจะได้เสร็จงานของพวกเรา”

“เจ้าอยากรีบไปรับรางวัลจากฮูหยินผู้เฒ่ามากกว่า ฮ่าๆ”

นี่เป็นบทสนทนาของชายสองคนบนเรือที่พูดคุย โดยไม่สนใจว่าคนในกรงหมูสามารถใช้สองมือได้อย่างอิสระแล้ว

บนฝั่งริมแม่น้ำชาวบ้านเอ่ยคำสาปแช่งคนละคำสองคำจากนั้นจึงทยอยกันเดินหันหลังกลับไป ทำให้เห็นกลุ่มของคนที่แต่งกายดูดีกว่าชาวบ้านหลายเท่าแสดงให้เห็นสถานะที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน

ชายทั้งสองดึงเอาไม้ที่เป็นคานหามออกไป ช่วยกันยกกรงขึ้นโดยไม่รอช้า

ตูม !

กรงขังเยี่ยหลันลอยขึ้นและตกลงกลางแม่น้ำจนน้ำสาดกระจาย

ทันทีที่กรงตกกระทบผิวน้ำ ร่างของนางก็ถูกแรงกระแทกทำให้ลมหายใจแทบขาด น้ำเย็นจัดทะลักเข้ามาในกรงอย่างรวดเร็ว กรงหมูหนักอึ้งเริ่มจมลงสู่ก้นแม่น้ำทีละน้อย

‘ไม่…ฉันจะตายอีกครั้งไม่ได้’

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel