บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 12 จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว

เช้าวันที่สามหลังจากที่หมดสติไป เยี่ยหลันถูกเรียกให้นั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง ตาโจวนำกล่องไม้ใบเล็กออกมา ภายในบรรจุเข็มเงินเรียงเป็นระเบียบ แววตาของชายชรานิ่งสงบแต่แฝงความมั่นใจ

“วันนี้จะเริ่มฝังเข็มแล้ว เจ้าอย่าเกร็ง”

เยี่ยหลันพยักหน้าเล็กน้อย แม้ในใจจะรู้ดีว่าการฝังเข็มบริเวณลิ้นและลำคอไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กลับไม่มีความหวาดกลัวมากนัก ตรงกันข้าม นางกลับตั้งตารอเสียด้วยซ้ำ

เข็มเงินเล่มแรกถูกปักลงอย่างแม่นยำ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านปลายลิ้น ตามมาด้วยความตึงเล็กน้อยที่ลำคอ

ตาโจวเคลื่อนไหวต่อเนื่อง มือของเขามั่นคงราวกับผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน เข็มแล้วเข็มเล่าถูกปักลงในตำแหน่งสำคัญโดยไม่ลังเล

เยี่ยหลันหลับตาลง รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย กล้ามเนื้อที่เคยแข็งทื่อเหมือนเริ่มคลายตัว เส้นประสาทที่เคยนิ่งเฉยกลับมีความรู้สึกตอบสนองขึ้นมาอย่างช้า ๆ

“ดี…” ตาโจวพึมพำเบา ๆ “ร่างกายเจ้าตอบสนองได้เร็วมาก”

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงค่อย ๆ ถอนเข็มออกทีละเล่ม ก่อนจะเอ่ยกำชับ

“จากนี้ไป เจ้าต้องเริ่มฝึกพูดให้มาก เข้าใจหรือไม่ ต่อให้ยังออกเสียงไม่ชัด ก็ต้องพยายามให้ลิ้นและลำคอคุ้นชินกับการเคลื่อนไหว”

เยี่ยหลันลืมตาขึ้นเล็กน้อยนางลองขยับลิ้นอย่างระมัดระวัง ความรู้สึกแปลกใหม่ทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่ง

ก่อนจะยิ้มออกมาทำท่าขอบคุณตาโจวด้วยความจริงใจ

หลังจากตาโจวไปก็มีจางฟางที่เข้ามาสับเปลี่ยนแทบจะในทันที วันนี้นางมาพร้อมกับผ้าโปร่งสีแดงสดพร้อมกับเข็มและด้ายในมือ

จางฟางเห็นเยี่ยหลันมองผ้าแดงในมือนางแล้วมีสีหน้ายิ้มๆ จึงเกิดความเขินอาย

“นี่น่ะเป็นผ้าปิดหน้าเจ้าสาวที่แม่ข้าให้เริ่มปัก นางบอกว่าข้าถึงวัยต้องออกเรือนแล้ว”

พูดจบก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย “ข้าน่ะทำงานในไร่ในนามาตั้งแต่เด็กไม่อ่อนหวานเหมือนคนอื่นๆ แม่ข้าบอกว่ากลัวแม่สามีในอนาคตจะรังเกียจ ช่วงนี้จึงให้ข้าอยู่แต่บ้านปักชุดแต่งงาน เฮ้อ ! หากข้าเก่งเรื่องงานเรือนทำอาหารอร่อยเหมือนเจ้าก็ดีสิ”

เยี่ยหลันได้ฟังก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรหากนางพูดได้คงปลอบใจจางฟาง รวมถึงบอกว่านางเองก็มีความดีในแบบของนางเช่นกัน แต่นางก็ทำได้เพียงยิ้มและตบที่แขนจางฟาง เพื่อให้กำลังใจเท่านั้น

“งั้นวันนี้ข้าจะเล่าเรื่องบ้านหนิวให้ฟังก็แล้วกัน …”

หลังจากนั้นอีกเกือบชั่วยามที่นางต้องฟังจางฟางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไปพร้อมๆ กับเสียงของเข็มที่ทะลุผ้า จนกระทั่งเกิดเสียงฟ้าร้องขึ้นฝนเทลงมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จางฟางจึงลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปเพื่อเก็บผ้าที่นางตากไว้

‘ในที่สุดนางก็ไปแล้วจะให้ดีวันนี้ไม่ต้องกลับมาอีกเลย ฝนจ๋าตกลงมาอีกขอหนักๆ’

เยี่ยหลันเป่าลมออกจากปากด้วยความโล่งใจ ‘เอาล่ะได้เวลาฝึกออกเสียงแล้ว’

เยี่ยหลันใช้เสียงฝนกลบเกลื่อนการออกเสียงของตัวเองเอาไว้ นางเริ่มจากการออกเสียงตามตัวอักษรง่ายๆ เหมือนเด็กอนุบาลด้วยเสียงอักษรพื้นฐาน

ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น ในที่สุดเริ่มเข้าสู่ชั่วยามที่สองนางก็สามารถพูดออกเสียงได้หลายคำแล้ว แม้บางทีเหมือนลิ้นจะเหลวอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

‘ฮ่าๆ จิตเป็นนายกายเป็นบ่าวในที่สุดข้าก็จะพูดได้แล้ว’

เยี่ยหลันอยากจะหัวเราะออกมาเสียงดังแต่ก็ต้องเก็บอาการไว้ก่อน เป็นเพราะความจริงแล้วเซียงเยว่ซินพูดได้อยู่แล้ว แต่พอนานวันเข้าจิตใจนางถูกทำร้ายซ้ำๆ จนจิตใต้สำนึกสั่งให้คิดว่าตนเองเป็นใบ้ไปเสีย นี่จึงเป็นกลไกหนึ่งที่สมองใช้ปกป้องตนเอง

ตอนนี้วิญญาณและจิตใต้สำนึกเป็นของเยี่ยหลัน หญิงสาวที่รู้จักการทำงานของร่างกายและสมองเป็นอย่างดี จิตใจเข้มแข็งพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ทำให้นางสามารถเอาชนะความกลัวในใจของร่างเดิมได้โดยไม่ยากเย็น

เยี่ยหลันฝึกพูดไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าคอแห้งอยู่บ้าง นางค่อยๆ ลงจากเตียงเดินช้าๆ ไปยังโต๊ะไม้ไผ่ที่วางกาต้มน้ำและถ้วยใบเล็กเอาไว้ แต่เวลานี้มันเย็นชืดหมดแล้ว ครั้นจะดื่มลงไปเลยก็ไม่ดีต่อท้องไส้นัก

‘คงต้องออกไปต้มน้ำร้อนสักกา’ คิดได้ดังนั้นก็ก้าวเท้าออกไป

การที่นางจะไปถึงห้องครัวต้องผ่านห้องเก็บของที่เก็บเสบียงอาหารของบ้านตายายไว้ ตอนที่นางเดินผ่านไปนั้นก็เกิดได้ยินเสียงของคนกำลังคุยกันด้วยเสียงที่เบามาก แต่ก็แปลกที่นางกลับได้ยินอย่างชัดเจน

‘เอ๋ ? ในห้องมีคนกำลังคุยกันอยู่’

‘หรือว่านอกจากตาวิเศษก็มีหูทิพย์ด้วย’

เยี่ยหลันเบิกตาโตอย่างตื่นตะลึง หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้หูฝาดนางจึงนิ่งเงียบตั้งใจฟังต่อไป เสียงของยายโจวดังขึ้นชัดเจน

“นี่ท่านกำลังจะบอกว่านายท่านต้องการให้พวกเราดูแลเด็กในท้องของเสี่ยวเหนียงให้ดีอย่างนั้นหรือ ท่านรู้หรือไม่ว่านางเป็นใครกัน และ ... ลูกในท้องนางเป็นลูกใคร”

เสียงของหมอโจวตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก “เจ้าจะสงสัยนายท่านไปทำไมกัน นายท่านต้องการเด็กในท้องนาง ก็ดูแลแม่และเด็กให้ดีเท่านั้นเอง”

“เข้าใจแล้ว…” น้ำเสียงของยายโจวแผ่วลงเล็กน้อย “นายท่านต้องการเด็ก ไม่ต้องการแม่อย่างนั้นสินะ”

“ไอหยา…เจ้านี่ก็ช่างคิดไปเอง แค่ได้ยินเสียงลมก็คิดว่าฝนจะมา ไป ๆ ทำเหมือนเดิมก็พอ เรื่องนี้ไม่ต้องบอกนาง ยังอีกนานกว่านางจะคลอดเด็กออกมา ถึงเวลานั้นค่อยรอฟังว่านายท่านจะตัดสินใจอย่างไร”

บทสนทนาจบลงพร้อมเสียงฝีเท้าที่เริ่มเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ เยี่ยหลันสะดุ้งเล็กน้อยรีบหันตัวเดินออกจากที่เดิมไปยังห้องครัวอย่างรวดเร็ว มือหยิบฟืนจุดไฟราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เปลวไฟค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ แต่แม้ไฟจะติดแล้ว นางกลับยังคงนั่งนิ่ง ไม่ได้วางกาต้มน้ำลงไปเสียที

ในหัวของนางมีเพียงคำพูดเมื่อครู่วนเวียนซ้ำไปมา

‘ต้องการเด็ก…ไม่ต้องการแม่…’

เยี่ยหลันก้มมองเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ ดวงตาค่อย ๆ สงบลงจากความตกใจ

นางนั่งนิ่งจนกระทั่งได้ยินเสียงคนเดินเข้าห้องครัวมา จึงได้วางกาต้มน้ำลงไปและหันมาเจอยายโจวที่ถือถุงแป้งเดินเข้ามา

“เสี่ยวเหนียงเหตุใดจึงลงมาจากเตียงแล้วเล่า อยากได้สิ่งใดก็เรียกข้าก็ได้ ไปๆ เข้าไปนอนพักได้แล้วเดี๋ยวน้ำร้อนแล้วยายจะยกไปให้”

สีหน้าท่าทางของยายโจวยังคงดูอบอุ่นเช่นเดิม แต่เยี่ยหลันกลับมองไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นางลอบมองประเมินยายโจวตรงหน้าสุดท้ายโปกมือปฏิเสธ นั่งลงบนเก้าอี้ไม้เล็กข้างเตาไฟเติมท่อนฟืนลงไปอีกท่อนเล็กๆ

“เอาเถอะๆ ออกมาเดินบ้างก็ดีจะได้ไม่รู้สึกอุดอู้” พูดจบยายโจวก็วางห่อแป้งไว้แล้วเดินออกไป

เมื่อไม่มีใครแล้วเยี่ยหลันมองเข้าไปยังเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ แสงสีแดงและความร้อนตกกระทบใบหน้า แต่นางกลับตกอยู่ในความสับสนและหวาดกลัวขึ้นในใจลึกๆ

‘ต้องการเด็กไม่ต้องการแม่ นี่มันอะไรกันหรือว่าพวกเขารู้แล้วว่านางเป็นคุณหนูใหญ่ที่ถูกลงโทษจับถ่วงน้ำ แล้วทำไมถึงต้องการลูกของนางล่ะ ชายคนนั้นที่ชื่อพี่เปาอะไรนั้นนางก็ไม่รู้จัก ลองค้นหาในความทรงจำก็ไม่เคยเห็นสักครั้ง นี่ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย’

หากสิ่งที่ได้ยินเป็นความจริง … ปลายนิ้วของเยี่ยหลันค่อย ๆ วางลงบนหน้าท้องอย่างแผ่วเบา หากคิดจะแย่งลูกของนางไป ก็ต้องถามนางก่อนว่ายินยอมหรือไม่

วันต่อๆ มาเยี่ยหลันก็ไม่ได้เห็นเปาหยวนเฟิงอีก จะพบเพียงมั่วเหวินมั่วซานไม่ก็คนอื่นๆ แวะเวียนมารับอาหารที่ปรุงสุกจากบ้านยายโจวเท่านั้น คนที่นางไม่เห็นอีกคนคือมั่วอีชายหนุ่มที่ช่วยนางต้มบะหมี่ในวันนั้น แต่เยี่ยหลันก็ไม่ใส่ใจนักเพราะจางฟางเคยบอกว่าพวกเขาจะมากันแค่ไม่กี่วันก็จากไป

อีกคนที่หายไปคือหมอโจวเดิมทีเขาบอกว่าจะฝังเข็มให้นางประมาณสามสี่ครั้ง แต่เขามาเพียงสองครั้งจากนั้นก็ไม่มาอีกเลย

ยายโจวบอกกับนางว่าหมอโจวออกไปเก็บสมุนไพรแล้ว เรื่องสุขภาพของเปาหยวนเฟิงเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่า

เยี่ยหลันก็ไม่ได้ทำสีหน้าไม่พอใจนางเพียงยิ้มน้อยๆ และพยักหน้าเข้าใจเท่านั้น

‘พวกเขาคงไม่อยากให้ข้าหายจากการเป็นใบ้สินะ’ หากนางพูดไม่ได้พวกเขาคงจะเอาลูกนางไปง่ายๆ ‘ไม่ได้การข้าต้องรีบหาทางหนีทีไล่เอาไว้แต่เนิ่นๆ’

หลังจากวันที่ได้ยินเสียงพูดคุยของสองตายาย เยี่ยหลันก็แอบฝึกการพูดออกเสียงอยู่ตลอด โชคดีที่ครั้งแรกของการฝังเข็มช่วยให้อาการลิ้นกระด้างทุเลาลงไปมาก รวมกับความรู้เรื่องสมุนไพรที่เยี่ยหลันมีจึงช่วยให้นางพูดได้เกือบเป็นปกติได้ในที่สุด

บ่ายวันนี้ก็เหมือนทุกวันที่ผ่านมาฟ้าเริ่มมืดครึมสายฝนเริ่มตกลงมา ความรู้สึกของเยี่ยหลันในตอนนี้ช่างไม่ดีเอาเสียเลย เมื่อครู่นางเห็นว่าคนของเปาหยวนเฟิงควบม้าออกไปกันทั้งหมด เห็นทีว่าเขาน่าจะหายดีแล้ว

‘ให้ตายสิอุตส่าห์ช่วยชีวิตแทนที่จะขอบคุณสักคำ ไม่ก็ให้เงินสักก้อนก็ยังดี นี่อะไรกันไม่ขอบคุณแถมยังต้องการลูกของข้าไปอีก’

ระหว่างที่นั่งด่าเปาหยวนเฟิงอย่างดุเดือดอยู่ในใจที่ชานเรือน จางฟางก็วิ่งผ่านสายฝนเข้ามาจากทางหน้าบ้าน เมื่อเห็นนางจางฟางก็รีบเข้ามาปัดๆ น้ำฝนออกจากตัวแล้วนั่งลงใกล้ๆ กันทันที

“นี่เสี่ยวเหนียงพรุ่งนี้เช้าบ้านท่านอาหลิวจะเข้าไปตลาดในตำบล ข้าเองก็จะไปด้วยเจ้าอยากได้อะไรหรือไม่ หากที่นั่นมีขายข้าจะเอามาฝาก” จางฟางรีบพูดออกมาราวกับว่าหากช้าไปกว่านี้นางจะลืมไปอย่างไรอย่างนั้น

เยี่ยหลันได้ฟังราวกับได้เห็นแสงสว่างที่รอคอยมาหลายวัน ดวงตานางเบิกโตพร้อมกับพยักหน้ารัวๆ ให้จางฟาง นางใช้มือชี้ที่ตัวเองแล้วชี้ไปที่จางฟาง จากนั้นก็เอานิ้วชี้มาเคียงคู่กันยื่นออกไปข้างหน้า

จางฟางเอียงคอมองหน้านางคิ้วขมวดจนใบหน้ายับยู่ รออยู่สักพักใหญ่กว่าที่จางฟางจะเข้าใจในความต้องการของนางในที่สุด

“เจ้าจะบอกว่าอยากไปกับข้าอย่างงั้นหรือ”

“อื้อๆ” เยี่ยหลันพยักหน้าสุดแรง

“ทางไกลอยู่นะต้องนั่งเกวียนวัวถึงสองชั่วยามเจ้าจะไหวหรือ”

“อื้อๆ” เยี่ยหลันทำท่าอุ้มเด็กให้จางฟางดู

“อ่า ... ข้าเข้าใจแล้วอย่างไรก็ต้องเตรียมของใช้ให้เจ้าตัวเล็กสินะ น่าสงสารเจ้าจริงๆ ที่ไม่มีพ่อของเด็กช่วยดูแล แต่ไม่เป็นไรนะข้าจะช่วยดูแลเจ้าเอง แต่ไม่รู้ว่าหมอโจวจะให้ไปได้หรือไม่”

“อื้อๆ” นางใช้มือตบลงบนอกแสดงความมั่นใจออกไป

“ได้ ! พรุ่งนี้ปรายยามหยินเจ้าออกไปรอข้าที่หน้าบ้านนะ พวกเราจะเดินไปขึ้นเกวียนที่หน้าหมู่บ้านพร้อมๆ กัน”

จางฟางนัดแนะกับนางเรียบร้อยก็รีบร้อนจากไปเพราะสายฝนที่ตกลงมาหนักกว่าเดิม
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel