ตอนที่ 11 แท้จริงแล้วเขาคือผู้มีพระคุณ
สองวันต่อจากนั้นเยี่ยหลันถูกสั่งห้ามไม่ให้ลงจากเตียง ยกเว้นเวลาต้องใช้ห้องน้ำเท่านั้น โดยมีจางฟางเป็นผู้ควบคุมดูแลอยู่ไม่ห่าง เมื่อไม่เห็นคนอื่นๆ อยู่ใกล้ๆ จางฟางจึงเริ่มเล่าเรื่องของคนที่นางเรียกว่าพี่เปาต่อ
“บอกเจ้าไปคงจะไม่เป็นไรเพราะเจ้าก็เป็นคนที่เขาพามาเช่นกัน ท่านพี่เปาที่พวกเราเรียกกันจริงๆ แล้วเขาคือแม่ทัพฉางอู่ ชื่อเปาหยวนเฟิงเขาเป็นแม่ทัพที่อายุน้อยที่สุดเลยล่ะ แต่ตอนที่มาอยู่ที่นี่ก็จะเรียกพี่เปาเท่านั้น”
คำพูดนั้นทำให้แววตาของเยี่ยหลันไหววูบ
‘ที่แท้ไม่ใช่สองตายายสกุลโจวช่วยข้าเอาไว้แต่เป็นเขานั่นเอง เช่นนั้นก็หมายความว่าเรือที่เห็นก่อนจะจมน้ำลงไปคงเป็นพวกเขาสินะ การที่ข้าได้ช่วยชีวิตเขาครั้งนี้ก็นับว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณก็แล้วกัน’
จางฟางเห็นว่าเยี่ยหลันดูสนใจสิ่งที่นางเล่าจึงได้พูดต่อว่า
“อันที่จริงพวกเราทุกคนที่นี่ก็ถูกเขาช่วยเหลือเอาไว้ทั้งนั้น อย่างท่านพ่อข้าก็เคยเป็นทหารมาก่อน แต่ถูกตัดมือข้างขวาไปจึงไม่อาจจะอยู่กองทัพต่อได้อีก ทั้งท่านย่าก็ลำเอียงไปทางพวกท่านอา ...พอพ่อข้าไม่มีรายได้ก็พากันกดดันให้พวกเราออกจากบ้านไป”
พูดมาถึงตรงนี้สีหน้าของนางก็เศร้าลง “ตอนนั้นข้าน่าจะสิบปีได้ยังเกือบถูกอาสามขายให้เศรษฐีที่เป็นพวกใคร่เด็กในตำบล พ่อข้าโมโหมากประกาศตัดญาติ ท่านย่าเองก็ลบชื่อพวกเราทั้งหมดออกจากตระกูล แล้วพวกเราสี่คนพ่อแม่ลูกก็ระหกระเหินเกือบจะได้เป็นขอทาน โชคดีที่ได้พบกับท่านพี่เปาที่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นแม่ทัพด้วยซ้ำ พวกเราจึงได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ คนอื่นๆ ก็เหมือนกัน ไม่คนใดก็คนหนึ่งในครอบครัวต้องถูกช่วยมา ...ไว้มีเวลาข้าจะค่อยเล่าให้เจ้าฟังทีละคนก็แล้วกัน”
เมื่อจางฟางเห็นว่าสีหน้าของเยี่ยหลันดูอ่อนล้า นางจึงเอ่ยให้นางพักผ่อน พร้อมกับลุกขึ้นออกไปช่วยจางซื่อผู้เป็นมารดาทำอาหาร
เยี่ยหลันเองก็รู้สึกง่วงเช่นกันจึงยิ้มบาง ๆ พยักหน้าเป็นการขอบคุณ ก่อนจะเอนตัวลงบนเตียงอย่างเชื่องช้า
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในห้องแล้ว เยี่ยหลันจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตาที่เคยง่วงงุนกลับเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งและจริงจัง ตอนนี้นางอยากยืนยันถึงความสามารถที่ใช้รักษาเปาหยวนเฟิงวันก่อน
เยี่ยหลันยกมือขึ้นมองฝ่ามือตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ วางมันลงบนข้อมืออีกข้างราวกับกำลังจับชีพจร นางหลับตาลงตั้งสติให้มั่น ทันใดนั้นความรู้สึกคุ้นเคยก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง
เสียงการเต้นของหัวใจ…
การไหลเวียนของเลือด…
ทุกอย่างชัดเจนราวกับอยู่ตรงหน้า
เยี่ยหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะลองเพ่งสมาธิให้ลึกลงไปอีก และในวินาทีนั้นเองภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้น เส้นเลือด…กล้ามเนื้อ…การเคลื่อนไหวของพลังบางอย่างภายในร่างกาย
แม้จะไม่ชัดเจนเท่าตอนที่นางสัมผัสร่างของเปาหยวนเฟิง แต่ก็เพียงพอให้นางมั่นใจทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง
หลังจากให้พลังงานไปไม่น้อยในที่สุดนางก็ไม่อาจฝืนตนเองได้อีก ก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย
ระหว่างที่นางนอนหลับไปก็มีอีกคนตื่นขึ้นมา
เปาหยวนเฟิงที่ถูกย้ายให้ไปนอนพักที่บ้านหลังใหญ่ข้างๆ กับเรือนของหมอโจว ตั้งแต่หนึ่งวันก่อนที่หมอโจวมาตรวจร่างกาย เห็นว่าภายในห้องปรุงยาไม่สะดวกสบายและไม่ส่งผลดีต่อการฟื้นตัวจึงให้ย้ายไปพักในเรือนใหญ่
บัดนี้คนเจ็บที่คาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกสองวันจึงจะฟื้น แต่ตอนนี้เขาได้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงนุ่ม และยังมีเรี่ยวแรงพอที่จะฟังรายงานจากบรรดาผู้ติดตาม
“คนที่ลอบทำร้ายท่านครั้งนี้เป็นคนของเปาโหวฮูหยินขอรับ” มั่วซานคุกเข่ารายงานอยู่ข้างเตียงน้ำเสียงเคร่งเครียด
เปาหยวนเฟิงแค่นหัวเราะเบา ๆ “หึ…ช่างมือยืดมือยาวเสียจริง” เขาเอนตัวพิงหมอนสายตาเย็นเฉียบ “แต่ตอนนี้ยังไม่เหมาะจะจัดการนาง ยังต้องใช้จวนเปาโหวเป็นไม้กันพวกราชวงศ์”
มั่วอีที่ยืนอยู่ด้านข้างพยักหน้าเห็นด้วย “นายท่านกล่าวถูกขอรับ”
แต่มั่วเหวินกลับขมวดคิ้ว “นางเล่นงานท่านมาหลายครั้งหลายคราแล้ว จะปล่อยไปเช่นนี้จริงหรือขอรับ”
เปาหยวนเฟิงกวาดสายตามองพวกเขาช้า ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มกดลึกจนแทบมองไม่เห็นแต่แววตากลับเย็นเยียบ
“นางคงมีเวลาว่างมากเกินไป” เสียงของเขาเรียบเฉยทว่าแฝงความหมายบางอย่าง “มั่วเหวินไปเมืองหลวง หาเรื่องให้นางทำจะได้ไม่มีเวลามายุ่งกับพวกเราอีก”
มั่วเหวินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มทันที แววตาเป็นประกายอย่างคนเข้าใจแผน “ครั้งนี้นายท่านคิดจะเล่นงานคนพี่ หรือคนน้องขอรับ”
เปาหยวนเฟิงหลับตาลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยช้า ๆ “ได้ข่าวว่าหอจิ๋วโหย่วมีของดีมาใหม่มิใช่หรือ”
เพียงประโยคเดียว บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปทันที
“ครั้งนี้…เปาเฟยหยางคงไม่พลาดแน่”
มั่วเหวินยิ้มกว้างขึ้นอย่างพึงพอใจ ไม่เสียแรงที่ติดตามผู้เป็นนายมานาน เพียงได้ยินเท่านี้ก็เข้าใจแผนทั้งหมด “ขอรับ นายท่านวางใจได้ พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางแต่เช้า”
ที่สุดแล้วเปาหยวนเฟิงก็โบกมือให้พวกเขาออกไปทั้งหมด แต่มั่วซานกลับรอให้คนอื่นๆ ออกไปก่อน ส่วนตัวเขายังคงรั้งอยู่ในห้องต่อ
มั่วอีที่รู้อยู่แล้วว่ามั่วซานน่าจะพูดเรื่องของเสี่ยวเหนียงที่นายท่านใช้ให้ไปสืบมา เขาจึงเดินออกไปและยังปิดประตูให้ จากนั้นก็เฝ้าอยู่หน้าห้องให้คนอื่นๆ กลับไปพักทั้งหมด
“ว่ามาเถอะ”
มั่วซานสูดลมหายใจลึกก่อนจะเอ่ยขึ้น “ขอรับ…นางคือเซียงเยว่ซิน บุตรสาวของฮูหยินคนก่อนของจวนเซียงป๋อ นางเป็นใบ้ และมีข่าวลือว่าสติปัญญาไม่สมประกอบ หลังจากมารดาเสียชีวิตก็เก็บตัวอยู่แต่ในจวน ที่สำคัญ…นางคือหญิงที่อยู่กับนายท่านในคืนนั้นจริง ๆ ขอรับ”
เขาเหลือบมองสีหน้าของผู้เป็นนาย เห็นเพียงความเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลงจึงพูดต่อ
“ข้าใช้เวลาสืบอยู่หลายวันจึงทราบว่า นางถูกน้องสาวต่างมารดาล่อลวงมา นายท่านคงจำได้วันที่พวกเราช่วยนางขึ้นมาจากน้ำ นั่นเพราะนางถูกครอบครัวของตนเองลงโทษถ่วงน้ำ ด้วยข้อหาผิดจารีตตั้งครรภ์ทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน”
มั่วซานชะงักเล็กน้อยเหมือนลังเลจะพูดต่อหรือไม่เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามแผ่นหลัง
“และเอ่อ…นายท่าน ข้าไม่แน่ใจว่าสมควรพูดหรือไม่”
“มั่วซาน” เปาหยวนเฟิงเอ่ยเสียงต่ำ แต่กลับทำให้บรรยากาศทั้งห้องเย็นวาบ มั่วซานสะดุ้งทันที
“ขอรับ!” เขารีบโพล่งออกมาโดยไม่กล้าชักช้าอีก
“มีความเป็นไปได้สูงว่าเด็กในท้องของนางจะเป็นบุตรของท่านขอรับ!”
คำพูดนั้นหนักอึ้งราวกับก้อนหินตกลงกลางห้อง
“ช่วงเวลาที่นางอยู่กับนายท่านจนถึงตอนนี้ อายุครรภ์สอดคล้องกันอย่างมาก และที่ข้ามั่นใจ…เพราะไม่มีชายคนใดเข้าใกล้นางเลยแม้แต่คนเดียว”
มั่วซานก้มหน้าลงแนบพื้นไม่กล้าเงยขึ้นมอง รอคอยคำตอบจากผู้เป็นนายอย่างตึงเครียดความเงียบปกคลุมอยู่หลายลมหายใจไม่มีเสียงตอบรับ
แต่กลับเป็นมั่วอีที่ยืนอยู่ด้านนอก ได้ยินทุกคำอย่างชัดเจนร่างของเขาแข็งค้าง ปลายนิ้วกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
ภาพหญิงสาวที่ยืนลวกเส้นบะหมี่ผุดขึ้นมาในความคิด ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกแสงอาทิตย์ยามเย็นทาบทอเป็นสีทอง อ่อนโยน สงบ และงดงามอย่างที่เขาไม่เคยพบมาก่อน
นางเป็นเพียงคนแปลกหน้า แต่กลับเป็นหญิงคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกชื่นชม และก็เป็นคนแรก…ที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเกินเลย
ทว่าในพริบตาเดียว ความจริงก็เหมือนมีดคมกริบกรีดลงกลางอกนางเป็นผู้หญิงของนายท่าน และกำลังตั้งครรภ์บุตรของนายท่าน
มั่วอียืนนิ่ง กำหมัดแน่นจนเส้นเอ็นปูดขึ้น หลับตาลงเพื่อกดความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้งความสั่นไหวทั้งหมดในดวงตาก็หายไป
ราวกับมัน…ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
บรรยากาศในห้องนอนของเปาหยวนเฟิงยังคงหนักอึ้งเช่นเดิม อากาศราวกับถูกกดทับจนแม้แต่ลมหายใจก็ยังเชื่องช้าลง มั่วซานยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิมศีรษะก้มต่ำ รอคำสั่งถัดไปอย่างตึงเครียด และในจังหวะนั้นเองเขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้รายงาน
“นายท่านขอรับ…เซียงเยว่ซินยังมีสัญญาหมั้นหมายกับบุตรชายของภรรยาเอกจวนเซี่ยซางโหวด้วยขอรับ” เสียงของเขาเบาลงเล็กน้อย “มีความเป็นไปได้ว่านางถูกน้องสาวต่างมารดาเล่นงานเพราะเหตุนี้ด้วย”
คำพูดจบลง แต่ภายในห้องกลับเงียบงันยิ่งกว่าเดิม
ผ่านไปครู่หนึ่งเสียงของเปาหยวนเฟิงจึงดังขึ้นเหนือศีรษะ ยังคงเรียบเฉยและไร้อารมณ์เช่นเดิม
“เรื่องจวนเซียงกับจวนเซี่ยซางโหวไม่ต้องใส่ใจ” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจนัก “ในเมื่อบัดนี้นางเป็นคุณหนูที่ ‘ตายไปแล้ว’ เรื่องพวกนั้นก็ไม่เกี่ยวข้องกันอีก”
เขาเงียบไปครู่ราวกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง ในที่สุดมุมปากข้างหนึ่งของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“ในเมื่อในท้องนางเป็นบุตรของข้า ก็ให้นางคลอดออกมา”
น้ำเสียงของเปาหยวนเฟิงไม่ยินดียินร้าย ยังคงราบเรียบเหมือนเดิม แต่มั่วซานยังพอฟังออกว่าเจ้านายมีความใส่ใจคุณหนูใหญ่เซียงอยู่ไม่น้อย
“ดูเหมือนว่าคุณหนูใหญ่เซียงจะจำท่านไม่ได้นะขอรับ” เสียงของมั่วซานดังขึ้นอีกครั้ง แม้จะพยายามควบคุมให้ราบเรียบ แต่ก็ยังแฝงความลังเลอยู่เล็กน้อย
ภายในใจของเขาอยากจะถามยิ่งนัก ว่านายท่านคิดจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร จะรับนางเข้าจวนหรือปล่อยไว้เช่นนี้ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้เป็นนาย เขาก็ไม่กล้าก้าวก่ายได้แต่ก้มหน้ารอคำสั่งต่อไปอย่างเงียบงัน
เปาหยวนเฟิงดวงตาหรี่ลงจนเกือบเป็นเส้นตรง รอยยิ้มนั้นดูคล้ายผ่อนคลาย แต่กลับแฝงบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง
“หึ…นางจำไม่ได้ก็ดี บอกหมอโจวดูแลลูกในท้องนางให้ดี”
คำสั่งสั้น ๆ นั้นทำให้มั่วซานก้มศีรษะลงทันที “ขอรับ”
แม้จะไม่มีคำพูดใดเอ่ยถึงสถานะของนาง ตอนนี้เขาต้องบอกกับพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนให้ชัดเจน ถึงแม้นายท่านจะยังไม่ให้สถานะนางแต่ ...เด็กในท้องนั้นก็เป็นสิ่งที่นายท่านยอมรับแล้ว