บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 13 หนี !

เยี่ยหลันมองไปรอบๆ ตัวไม่เห็นใครเลยสักคน นางจึงตัดสินใจเดินเข้าไปยังห้องที่ใช้นอนพัก แม้จะไม่มีเงินเลยสักก้อนก็ยังมีเสื้อผ้าชุดเก่า มีถุงหอมบรรจุเศษทองเม็ดเล็กๆ ที่ใช้แจกบ่าวไพร่ในเรือนอยู่สิบเม็ด

และที่น่าจะมีราคาที่สุดคงจะเป็นไข่มุกสีชมพูขนาดเท่าปลายนิ้วกลางสองเม็ด ถ้าจำไม่ผิดไข่มุกนี้มารดาของเซียงเยว่ซินให้เอาไว้ตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ติดกายมาตอนเซียงเยว่ซินถูกถ่วงน้ำนั่นเอง

โชคดีที่ตอนนั้นเซียงเยว่ซินเป็นคนหวงสมบัติที่มีอยู่น้อยนิด จึงยัดถุงหอมใส่ไว้ด้านในสุดของเสื้อจึงไม่ได้ถูกยึดเอาไป ครั้งนี้นางคงต้องขอยืมใช้สมบัตินี้เพื่อหนีเอาตัวรอดจากที่นี่ก่อน

‘ในที่สุดก็มีทางหนีแล้ว ฮ่าๆ’

นางนอนลงบนเตียงหัวเราะอย่างเงียบงัน นางเลือกเอาเฉพาะถุงหอมขนาดเล็กติดตัวไป ส่วนเสื้อผ้าตัวเดิมคงจะทิ้งไว้ที่นี่หากเอาไปด้วยคงน่าสงสัยเกินไป

เมื่อปัญหาหนักใจเริ่มมีทางออกความคิดอ่านก็เริ่มแจ่มชัดขึ้น นอกจากแผนการหนีก็ต้องป้องกันการถูกขัดขวางด้วย

คิดได้ก็ลุกขึ้นเพื่อเริ่มเตรียมมื้อเย็นให้แก่ยายโจวสักหน่อย แน่นอนว่าอาหารมื้อนี้จะต้องทำให้นางหลับสนิทสุดๆ ไม่รับรู้ตอนที่นางออกจากบ้านไปพร้อมกับจางฟาง นางจะได้ออกจากหมู่บ้านนี้อย่างราบรื่น

เรื่องสมุนไพรที่ทำให้นอนหลับสบายนางแทบจะหลับตาหยิบก็ยังได้ แต่เพื่อไม่ให้ยายโจวได้กลิ่นยามากเกินไปนางจึงเลือกมาไม่กี่ชนิดที่ไม่มีกลิ่นและรสชาติ จากนั้นจึงลงมือตุ๋นสมุนไพรรวมกับกระดูกและเนื้อสามชั้นของหมูป่าที่พวกทหารมั่วซานล่ามาให้เมื่อสองวันก่อน ขั้นตอนสุดท้ายก็หั่นเห็ดซงสวินเป็นชิ้นบางๆ เห็ดชนิดนี้มีกลิ่น และมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายผ่อนคลายขั้นสูงใส่ลงไป

เยี่ยหลันตั้งใจตุ๋นให้นานกว่าปกติเพื่อให้รสชาติของเนื้อหมูและกลิ่นเห็ดช่วยกลบกลิ่นยาสมุนไพร

“หอมจริงๆ เสี่ยวเหนียงวันนี้เจ้าทำอะไรหรือ” เสียงของยายโจวดังขึ้นที่หน้าประตู

เยี่ยหลันตกใจรีบโยนเศษสมุนไพรที่เหลือใส่เตาไฟไป นางหันไปสบตาและส่งยิ้มให้ยายโจวทันทีเพื่อกลบเกลือน เปิดฝาหม้อที่มีน้ำแกงสีเข้มให้ยายโจวดู

“อืม ... วันนี้ตุ๋นเนื้อนี่เองฝีมือของเสี่ยวเหนียงดีขึ้นอีกแล้ว ข้าได้กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นเลยทีเดียว น่าเสียดายที่นายท่านกลับไปแล้วไม่อย่างนั้นคงได้กินฝีมือเจ้า”

ยายโจวพูดอย่างอาลัยอาวรอยู่บ้าง จากนั้นก็หันหลังเดินออกไปแต่ก่อนจะออกไปพ้นประตูห้องครัว ยายโจวแอบชำเลืองมองที่ท้องของเยี่ยหลันอยู่ชั่วอึดใจแล้วก็เดินออกไป

เยี่ยหลันเห็นนางออกไปไกลแล้วก็พรั่งพรูลมหายใจออกมา ยกมือขึ้นตบที่หน้าอกตัวเองเบาๆ พลางคิดในใจว่า

‘ปกติเสียงฝีเท้าที่เดินมาจากหน้าบ้านต้องได้ยิน แต่นี่ข้ากลับใจลอยจนยายโจวมาถึงประตูก็ยังไม่รู้ตัว เห็นทีว่าต้องมีสติมากขึ้นกว่านี้’

แต่สิ่งที่เยี่ยหลันไม่รู้ตัวว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนไปทีละน้อยๆ เพราะทารกในท้องของนางกำลังเติบโตเร่งสร้างเนื้อหนังมังสา หนุ่มน้อยหรือแม่นางน้อยที่ยังไม่ทราบเพศในตอนนี้เพราะกำลังมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่ากำปั้นของผู้เป็นมารดา

ก้อนเนื้อน้อยๆ นี่เองที่ดึงเอาพลังงานทั้งหมดไปเลี้ยงดูตัวเอง ทำให้ความสามารถพิเศษทั้งการฟังที่ดีเยี่ยม การมองเห็นที่คมชัดของเยี่ยหลันค่อยๆ ถดถอยลง

ยิ่งในอนาคตท้องของนางเติบโตขึ้นความสามารถพิเศษนี้ก็จะยิ่งลดลง แต่หลังคลอดจะกลับมาหรือไม่นั้น คงต้องรอดูแล้วว่าสวรรค์จะเมตตานางขนาดไหน

ระหว่างที่กำลังนั่งกินข้าวเย็นกับยายโจวอยู่นั้นสายฝนก็ยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ปกติตอนกินอาหารยายโจวจะไม่พูดอยู่แล้ว ยิ่งเยี่ยหลันไม่สามารถพูดได้ยิ่งเงียบกว่าปกติ แต่วันนี้ยายโจวกลับแปลกไปหลังจากกินข้าวไปไม่กี่คำนางก็พูดขึ้น

“เสี่ยวเหนียงอยู่ที่ห้องเล็กๆ น่าจะไม่สบายเท่าไหร่ ก่อนจากไปนายท่านอนุญาตให้เจ้าเข้าไปอาศัยอยู่ที่เรือนใหญ่ได้ ยายว่าก็ดีเหมือนกันที่นั่นมีห้องใหญ่และมีของใช้ครบครันอีกหน่อยท้องเจ้าใหญ่ขึ้นอีกจะได้ไม่ลำบาก”

เยี่ยหลันที่กำลังกินข้าวพร้อมยอดผักป่าผัดไข่อยู่ ก็ต้องลดตะเกียบลงและวางถ้วยข้าวบนโต๊ะ “ อื้อๆ” นางขมวดคิ้วและส่ายหัวเบาๆ โปกมือไปมาเพื่อเป็นการปฏิเสธ

“ไม่ต้องปฏิเสธเอาเป็นว่าพรุ่งนี้พวกเราค่อยไปปัดกวาดแล้วย้ายไปกันเลย ตอนนี้เป็นฤดูฝนฝนตกหนักทุกวันอากาศชื้นไม่ดีต่อตัวเจ้าและลูกในท้อง ... เชื่อฟังยายเถิด”

พูดจบยายโจวก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่เปิดโอกาสให้นางได้ปฏิเสธอีก สุดท้ายเยี่ยหลันจึงยกถ้วยข้าวขึ้นมากินอีกครั้ง พลางเหลือบมองยายโจวคีบหมูขึ้นมากิน ทั้งยังยกน้ำแกงดื่มไปอีกหลายคำก็อดที่จะยิ้มมุมปากไม่ได้

‘พรุ่งนี้ก็จะจากไปแล้วอย่าเถียงกับยายเลยดีกว่า’

คืนนี้เยี่ยหลันนอนไม่หลับนักเพราะกลัวว่านางจะหลับลึกจนออกเดินทางพร้อมจางฟางไม่ทัน สุดท้ายนางก็ทนความง่วงไม่ไหวต้องหลับตาลง อาจจะเพราะความตื่นตัวหรือความตึงเครียดที่ปลุกให้นางตื่นตอนก่อนฟ้าสางพอดี

หลังจากหยิบเอาถุงหอมที่เตรียมไว้พกติดตัวเป็นอย่างดี ก็เดินไปล้างหน้าเก็บรวบผมอย่างง่ายๆ สุดท้ายจึงนำผ้าคลุมปิดใบหน้ากับตะกร้าสะพายหลังติดตัวเดินออกไปยังประตูรั้ว ตอนเดินผ่านห้องนอนของยายโจวก็อดที่จะมองไม่ได้ เมื่อได้เห็นว่าด้านในยังมืดสนิทและยังได้ยินเสียงกรนเบาๆ ก็โล่งใจ

ตอนที่นางกำลังหันหลังปิดรั้วบ้านให้ดีนั้น จางฟางก็เดินมาถึงจุดที่นางยืนอยู่พอดิบพอดี จางฟางไม่ได้มาคนเดียวยังมีจางซื่อมารดาของนางตามมาอีกด้วย

“โชคดีที่เช้านี้ฝนหยุดตกไปแล้วไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่ได้ออกไปแน่ๆ” จางฟางบ่นออกมาทันทีที่เห็นเยี่ยหลัน

“เจ้านี่พูดมากเสียจริงไปกันเถอะเดี๋ยวจะไม่ได้ที่นั่งดีๆ” นางจางซื่อออกเดินนำหน้าไปท่ามกลางแสงสลัวลางจากดวงจันทร์ โดยมีจางฟางและเยี่ยหลันเดินตามไปติดๆ

ทางเดินลงจากเนินเขาไม่ลำบากมากนัก ใช้เวลาราวหนึ่งเค่อก็มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ที่นั่นมีเกวียนวัวรออยู่แล้วและยังมีหญิงชาวบ้านอีกสองคนรออยู่ด้วย พวกของจางฟางเข้าไปทักทายตามประสาคนรู้จัก ส่วนเยี่ยหลันก็เพียงพยักหน้าให้ทุกคนเท่านั้น พวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่านางเป็นใบ้จึงไม่มีใครคิดจะเข้ามาพูดคุยด้วย

“ไปๆ ได้เวลาแล้วพวกเจ้าหาที่นั่งกันให้ดี” ต้าหลิวเป็นเจ้าของเกวียนเขาขึ้นนั่งด้านหน้าบนแผ่นไม้ที่ใช้บังคับเกวียนร้องเรียกให้ทุกคนขึ้นเกวียน

จางฟางเป็นคนที่เข้ากันได้กับทุกคน นางจัดแจงที่นั่งให้เยี่ยหลันเรียบร้อยก็นั่งลงข้างๆ กัน

“ทุกๆ ครึ่งเดือนท่านลุงต้าหลิวจะขับเกวียนออกไปหาซื้อของ หากพวกเราไม่ต้องการเดินทางเองก็บอกกับลุงต้าหลิวได้ เพียงแต่ฝากเงินให้ท่านลุงไปเท่านั้น …” จางฟางเริ่มทำหน้าที่มัคคุเทศก์บรรยายไปตลอดทาง

เยี่ยหลันมองย้อนกลับไปยังทางเข้าหมู่บ้าน ยิ่งเกวียนออกห่างไปเท่าไหร่ก็เหมือนกับหมู่บ้านนั้นล่องหนหายไปอย่างนั้น เมื่อมองดีๆ ก็พบว่าทางเข้าหมู่บ้านมีกองหินและต้นไม้ที่ถูกปลูกอย่างมีแบบแผน คิดว่าคงเป็นวิชาค่ายกลบังตาของคนในสมัยนี้

มิน่าเล่าถึงได้รวมเอาคนที่เดือดร้อนและไม่มีใครต้องการให้อยู่รอดปลอดภัยได้

‘นี่เป็นฝีมือของแม่ทัพคนนั้นน่ะหรือ อืม เป็นคนเก่งใช้ได้เลยนะ’

เกวียนวัวไม่รวดเร็วเหมือนรถม้าอีกทั้งยังโยกไปมาอีกด้วย หลังจากที่นั่งได้ไม่นานเยี่ยหลันก็รู้สึกวิงเวียนขึ้นมา นางพยายามมองออกไปด้านนอกก็เห็นแค่เพียงเงาของป่าทึบ มองท้องฟ้าก็ยังไม่สว่างมาก จึงตัดสินใจข่มตาหลับเพื่อหลบเลี่ยงอาการนี้ไปเสีย

ระหว่างทางนางก็หลับๆ ตื่นๆ จนรู้สึกว่าแสงแดดส่องหน้าจึงลืมตาตื่นขึ้น ตอนนี้สองข้างทางไม่ได้เป็นป่าเขาอีกแล้ว แต่เป็นทุ่งนาข้าวสีเขียวขจีสลับกับแปลงผัก มองท้องฟ้าคิดว่าน่าจะใกล้ถึงจุดหมายแล้ว

ซึ่งนางก็คิดไม่ผิดจริงๆ เพราะจางฟางที่นั่งข้างๆ ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเช่นกัน

“อีกเค่อเดียวก็ถึงทางเข้าตำบลแล้ว” พูดจบนางก็บิดขี้เกียจเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า “เกวียนจะจอดไว้ที่ทางเข้าตลาดจากนั้นพวกเราก็จะมีเวลาหนึ่งชั่วยาม หลังจากได้ยินเสียงเคาะโมงยามตอนยามเว่ย ต้องรีบกลับมาที่เกวียนทันทีหากช้ากว่านี้พวกเราจะกลับเข้าหมู่บ้านไม่ได้เพราะดึกเกินไป เจ้าก็ตามข้ามาแล้วกันจะได้ไม่หลงทางข้าจะได้ช่วยแบกของให้ด้วย”

เยี่ยหลันแอบถอนหายใจเบาๆ เด็กสาวคนนี้ช่างใจดีต่อนางเหลือเกิน แต่หลังจากนี้นางคงต้องทำร้ายความใจดีของจางฟางเสียแล้ว

ทางเข้าเขตศูนย์กลางของตำบลไม่มีอะไรมาก ไม่มีผู้คุมตรวจคนเข้าออกมีเพียงเสาไม้ลำต้นหนาตั้งไว้สองฟาก และประตูที่ดูเหมือนว่าจะเปิดออกตลอดเวลา เมื่อผ่านไปไม่ไกลก็จะเป็นจุดพักรถม้า เกวียนวัว ที่นั่นมีเพิงไม้เล็กๆ ของคนดูแลและร่มไม้ให้ผูกสัตว์

หากต้องการนำรถม้าหรือเกวียนเข้าไปด้านในก็ได้เช่นกัน แต่ต้องจ่ายเงินไม่กี่อีแปะเพื่อเป็นค่าเก็บมูลสัตว์ แน่นอนว่าคนรวยและขุนนางในท้องถิ่นไม่ต้องจ่ายทุกครั้งที่เข้าออก แต่พวกเขาจะจ่ายเป็นรายปีหรือเดือนไว้แล้ว ส่วนชาวบ้านทั่วไปหากไม่ต้องขนของหนักก็จะเลือกฝากไว้ที่ใกล้ประตูเพื่อประหยัดเงิน

ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นตำบลแต่ในยุคนี้พื้นที่กว้างขวางเทียบเป็นอำเภอหรือหลายอำเภอรวมกัน มีหมู่บ้านไม่ต่ำกว่าสามสิบหมู่บ้านอยู่ในการดูแลของผู้ตรวจการ ที่ศูนย์กลางแห่งนี้จึงมีทุกอย่างครบครัน

“เอาล่ะๆ หากเลยยามเว่ยไปแล้วข้าจะไม่รอ เพราะวันนี้ของที่ต้องนำกลับไปมีจำนวนมาก ขากลับเกวียนเดินได้ช้าหากใครมาไม่ทันข้าจะไม่รอ แต่หากพวกเจ้ามาไม่ทันจริงๆ คืนนี้ก็ให้นอนที่นี่พรุ่งนี้ข้าจะกลับมาอีกครั้งเพื่อส่งของป่าให้เหลาสุรา”

ต้าหลิวเอ่ยบอกกับทุกคนที่มาด้วยกัน จากนั้นก็โยนเงินอีแปะให้ชายที่ดูแลคอกวัว แล้วเดินออกไปทันที คนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นก็เดินออกไปเช่นกัน
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel