บทที่ 3 หลีเซียงอวี้
กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาตามลม ทำให้บุรุษร่างสูงที่ยืนทอดอารมณ์ชื่นชมความงามของแสงจากพระอาทิตย์ที่เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าถึงกับหลุดออกจากภวังค์ เขาหรี่ตาให้กับแสงสีแดงที่สะท้อนกับผิวน้ำดูระยิบระยับงดงามจับตาตรงหน้า เมื่อคืนนี้เขาฝันร้าย ทำให้ทนนอนอยู่ในห้องพักอีกต่อไปไม่ได้ เขาจึงออกมารับลมบนดาดฟ้าตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่สว่างดี
ฉินหมิงหย่วนหันไปมองหาที่มาของกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยมาตามลมนี้ จึงมองเห็นสาวใช้กลุ่มหนึ่งกำลังเดินห้อมล้อมฮูหยินผู้มีใบหน้างดงามทำทรงผมเป็นมวยสูงตามความนิยมของผู้หญิงที่ออกเรือนแล้ว และยังมีคุณหนูผู้อ่อนเยาว์รูปร่างผอมบางทำทรงผมเป็นมวยแกะสองข้าง เดินขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ทำให้ร่างสูงรีบเดินหลบไปด้านหลังเสาขนาดใหญ่ของเรือลำนี้เพื่อหลบเลี่ยงสตรีกลุ่มนั้น
“เป็นเพราะไหสุราดอกสาลี่ของเจ้าแตก จึงทำให้ในห้องมีกลิ่นสุราเหม็นคละคลุ้งเต็มไปหมด เจ้าช่างดียิ่งนัก ถ้าหากผู้อื่นมาได้กลิ่นคงจะคิดตำหนิและสงสัยว่าคุณหนูสกุลใดกันที่อาจหาญพกพาสุรามาดื่มในห้องพักบนเรือเช่นนี้”
ก่อนหน้านี้เฝิงเสวี่ยเคยกลัดกลุ้มใจที่บุตรสาวป่วยหนัก เมื่อหายป่วยแล้วยังมีนิสัยนิ่งเงียบไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อบุตรสาวคล้ายจะกลับมาเป็นเด็กสาวที่สดใสร่าเริงเหมือนเดิม นางก็เริ่มก่อเรื่องอีกแล้วให้เวียนหัวเสียแล้ว ยิ่งอยู่ใกล้ตัวบุตรสาวที่มีกลิ่นสุราดอกสาลี่คละคลุ้งเต็มตัวยิ่งทำให้เฝิงเสวี่ยรู้สึกอ่อนใจ
“ท่านแม่ … กลิ่นสุราของลูกหอมมากไม่เหม็นเลยเจ้าคะ ท่านแม่อย่าบ่นว่าลูกอีกเลยเจ้าค่ะ สุราไหนี้ลูกหมักเอาไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อมันกลิ่งหล่นลงมาแตกลูกจึงรู้สึกเสียใจยิ่งนัก เพราะในยามที่ลงมือหมักสุราไหนี้ลูกหวังเอาไว้ว่าอยากให้ท่านปู่มีความสุขที่ได้ดื่มสุราหวานหอมฝีมือของลูก แต่ในยามนี้สุราหมักดอกสาลี่ได้ไหลรินรดลงบนพื้นเรือเสียหมดแล้วช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” หลีเซียงอวี้ฝืนยิ้มทั้งๆ ที่ตนเองก็ดมของกลิ่นของสุราจนแสบจมูกไปหมดแล้ว
เมื่อได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนี้ เฝิงซื่อจึงมองบุตรสาวที่ยังผอมบางจากอาการป่วยด้วยแววตาสงสาร ในจดหมายเขียนมาว่าท่านปู่ของบุตรสาวป่วยหนักมาก แล้วเขาจะดื่มสุราของบุตรสาวได้อย่างไร ความคิดนี้ของบุตรสาวช่างไร้เดียงสายิ่งนัก แต่นางก็ไม่อาจจะพูดทำลายน้ำใจอันดีของบุตรสาวได้ จึงพูดปลอบใจว่า
“เจ้าอย่าได้รู้สึกเสียดายเลย แต่ไหนแต่ไรมาท่านปู่ของเจ้าก็มิได้เป็นผู้ที่มีนิสัยชื่นชอบการดื่มสุรามากนัก มิสู้เจ้าหัดเรียนทำอาหารจากแม่ เมื่อพวกเราไปถึงเมืองหลวงเจ้าจะได้ลงมือทำอาหารให้ท่านปู่ของเจ้ากินอาหารฝีมือของเจ้ามิดีกว่าหรือ”
หลีเซียงอวี้ผู้มีประสบการณ์เคยใช้ชีวิตผ่านฤดูเหมันต์มานานหลายสิบปีไหนเลยจะมีความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ หลงเหลืออยู่ จึงแอบคิดตำหนิความคิดแบบเด็กน้อยของตนเองก่อนหน้านี้อยู่ในใจ
ช่วงนี้คนรอบกายเริ่มเป็นห่วงนิสัยของนางที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือกลายเป๋นหลังมือ หลีเซียงอวี้จึงต้องฝืนตนพยายามทำตัวให้เหมือนเด็กสาวผู้สดใสอย่างในอดีตเพื่อทำให้ทุกคนสบายใจ
“คำแนะนำของท่านแม่ช่างดียิ่ง เช่นนั้นเมื่อพวกเราไปถึงเมืองหลวงแล้วท่านแม่ต้องสอนลูกเรื่องการเข้าครัวอย่าหวงความรู้นะเจ้าคะ”
“ได้สิ เจ้าเด็กคนนี้อม่จะหวงความรู้ต่อเจ้าได้อย่างไร” เฝิงเสวี่ยตอบรับคำขอของบุตรสาวด้วยความยินดี เพราะความจริงแล้วนางเคยคิดอยากจะสอนบุตรสาวทำอาหารและของกินเล่นมานานแล้ว แต่บุตรสาวของตนกลับสนใจเรื่องพืชสมุนไพร การปรุงยา การฝึกหัดคัดเขียนอักษรเสียมากกว่า ในทุกวันบุตรสาวมักจะทำตัวเกาะติดกับฮูหยินผู้เฒ่า ไหนเลยจะมาออดอ้อนขอความรู้เรื่องทำอาหารจากนางเหมือนดังเช้าวันนี้
หลีเซียงอวี้มองใบน้างดงามของผู้เป็นมารดาด้วยสายตาอบอุ่น ชีวิตก่อนเป็นนางที่ละเลยท่านแม่ แต่ในยามที่ตนเองไม่มีท่านอยู่เคียงข้าง ในแต่ละวันนางได้แต่คิดเสียดายวันคืนที่มีมารดาคอยดูแล ห่วงใย และเอ่ยปากสั่งสอนนางดังเช่นเมื่อครู่นี้
“ท่านแม่ดูนั่นสิเจ้าคะ พระอาทิตย์กำลังขึ้นช่างงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ” หลีเซียงอวี้ชีให้เฝิงเสวี่ยหันไปมองทิวทัศน์ของธรรมชาติที่งดงามดูแปลกตา ก่อนจะขยับตัวเข้าไปกอดแขนของผู้เป็นมารดาด้วยความรักอย่างแนบเนียน
แม้การที่บุตรสาวทำตัวใกล้ชิดกับนางมากเช่นนี้จะทำให้เฝิงเสวี่ยรู้สึกแปลกใจ แต่ความดีใจกลับมีมากกว่าบุตรสาวใกล้ชิดกับมารดา นี่จึงจะเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว นางจึงยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบผมและปัดปอยผมที่หล่นมาบดบังดวงตาของบุตรสาวให้พ้นทางอย่างเอ็นดู
ทั้งคู่ยืนชมทิวทัศน์ที่สวยงามและพูดคุยกันเสียงเบาตามประสาแม่ลูก เหล่าสาวใช้ก็สนทนากันอย่างสนิทสนมอยู่ด้านหลัง โดยที่คนทั้งกลุ่มนี้ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าบนดาดฟ้าเรือแห่งนี้มียังบุรุษร่างสูงผู้หนึ่งยืนนิ่งเงียบอยู่หลังเสาขนาดใหญ่และกำลังยืนชื่นชมทิวทัศน์ที่งดงามตามธรรมชาติอยู่บนดาดฟ้าเรือแห่งนี้ด้วยเช่นกัน…
“ท่านแม่ในยามนี้แดดเริ่มร้อนมากแล้ว ไป๋เหอคงจะทำความสะอาดห้องของลูกจนหมดกลิ่นสุราหอมแล้ว พวกเรารีบลงไปยังห้องพักด้านล่างกันเถิดเจ้าค่ะ อีกอย่างในยามนี้ลูกก็รู้สึกหิวแล้วเจ้าค่ะ”
“ได้สิ ว่าแต่เช้านี้เจ้าอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ แม่จะได้สั่งให้เชียนหนิวไปบอกกับคนในห้องครัวของเรือเพื่อทำอาหารมาให้เจ้ากิน”
พูดเรื่องอาหาร…หลีเซียงอวี้เคยใช้ชีวิตที่โดดเดี่ยวข้ามผ่านฤดูเหมันต์อย่างเงียบเหงา นางต้องอดทนกินอาหารเจที่ไร้รสชาติมาโดยตลอด ในหนึ่งวันกินอาหารได้เพียงสองมื้อทำให้นางต้องอดทนกับความรู้สึกหิว เมื่อทำเช่นนี้เป็นเวลานานทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร อ่อนแอและเจ็บป่วยอยู่บ่อยครั่ง
แต่เมื่อมีโอกาสย้อนกลับมาใช้ชีวิตของตนเองใหม่อีกครั้ง นางคิดจะใช้ชีวิตเพื่อตามใจตนเองบ้าง และจะไม่ยอมอดทนต่อเรื่องใดๆ อีกต่อไปแล้ว แม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างความรู้สึกหิวและความอยากอาหาร
หลีเซียงอวี้เงยใบหน้าที่เริ่มมีสีสันจ้องมองไปยังพระอาทิตย์กลมโตที่เริ่มลอยสูงขึ้นเหนือพื้นน้ำ ก่อนจะพูดอย่างมั่นใจว่า “ท่านแม่ลูกอยากกิกลูกชิ้นเนื้อราดน้ำแดงเจ้าค่ะ ลูกชิ้นเนื้อที่กลมโตและเกลี้ยงเกลาราดน้ำแดงที่ชุ่มฉ่ำมีรสชาติหอมหวานกลมกล่อม แค่เพียงคิดก็อยากกินมากๆ เจ้าค่ะ”
คำตอบของบุตรสาวและท่าทางที่นางจ้องมองไปบนท้องฟ้า ทำให้เฝิงเสวี่ยยืนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นไปบีบแก้มซูบตอบของบุตรสาวอย่างอดใจเอาไว้ไม่ไหว
“หลีเซียงอวี้ เจ้าช่างดียิ่ง คราวนี้เจ้าสามารถทำให้พระอาทิตย์ที่งดงามในสายตาของคนทั่วไป เจ้ากลับจ้องมองกลายเป็นลูกชิ้นเนื้อราดน้ำแดงไปได้ แม่รู้สึกนับถือเจ้ายิ่งนัก”
หลีเซียงอวี้ยอมให้มารดาบีบแก้มตนอย่างหมั่นไส้ โดยไม่หลบหลีก ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะสดใสอย่างได้ใจเล็กน้อยแล้วชี้มือไปยังพระอาทิตย์สีแดงดวงโตบนท้องฟ้า “ท่านแม่ ท่านลองมองดูสิเจ้าคะ ว่าเหมือนลูกชิ้นเนื่อราดน้ำแดงหรือไม่”
เฝิงเสวี่ยมองไปตามการชี้มือของบุตรสาว แล้วปิดปากหัวเราะตาม “เอาล่ะ แม่ไม่อยากจะเถียงเรื่องนี้กับเจ้าแล้ว พวกเรารีบลงไปด้านล่างกันเถิด แต่ลูกชิ้นเนื้อราดน้ำแดงที่เจ้าอยากกิน แม่เกรงว่าเจ้าจะยังไม่ได้กินทันทีในเช้าวันนี้ เพราะลูกชิ้นเนื้อมีขั้นตอนการทำค่อนข้างยุ่งยากมาก แม่คิดว่าพ่อครัวหรือแม่ครัวของเรือลำนี้น่าจะทำไม่เป็น เอาไว้รอถึงเมืองหลวงก่อนแม่จะเข้าครัวลงมือทำให้เจ้ากินเองดีหรือไม่”
หลีเซียงอวี้กอดแขนของผู้เป็นมารดาแล้วพูดขึ้นว่า “ดีมากๆ เจ้าค่ะ เพราะท่านแม่ทำอาหารอะไรก็อร่อยแทบทุกอย่าง”
“เจ้าปากหวานอีกแล้ว”
เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของสตรีกลุ่มนั้น เริ่มห่างไกลและมีเสียงแผ่วเบาลงตามระยะทาง ฉินหมิงหย่วนจึงค่อยขยับต้วเดินออกมาจากด้านหลังของเสาเรือ และมองไปยังพระอาทิตย์ดวงโตด้วยสายตาแปลกประหลาด
หลีเซียงอวี้ กลิ่นหอมของดอกสาลี่ล่อยลอยไปยังแดนไกลตามสายลม ช่างเป็นชื่อที่ฟังแล้วแสนเชยยิ่งนัก
ฉินหมิงหย่วนแอบคิดนินทาชื่อของผู้อื่นอยู่ในใจ โดยที่เขาเองไม่รู้ตัวเลยว่า นับจากนี้ไปเมื่อเขาเงยหน้าส่งสายตาจ้องมองพระทิตย์ที่เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้าจนเต็มดวงคราวใด เขาจะคิดถึงลูกชิ้นเนื้อราดน้ำแดงที่เด็กสาวผู้นั้นเอ่ยบรรยายแทบจะทุกครั้ง…
