ย้อนชะตาบุปผาหวนคืน

126.0K · อัพเดทล่าสุด
JustMoonLight
55
บท
853
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เขากับนางมีบุญแต่ไร้วาสนาต่อกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดหลังจากที่หลีเซียงอวี้หมดลมหายใจ นางจึงได้มีโอกาสหวนย้อนกลับมาในอดีตเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองและคนรอบข้างใหม่อีกครั้ง ชีวิตนี้ได้มีโอกาสแก้ตัวใหม่เป็นครั้งที่สอง ผู้ใดที่วางแผนร้ายใส่ตระกูลหลี นางย่อมส่งคืนย้อนกลับร้อยเท่าพันทวี ในชีวิตที่จบสิ้นไปแล้วนั้น นางต้องแต่งงานกับป้ายวิญญาณของคนที่ตายจากไปแล้วเพื่อความอยู่รอด โดยนางยังไม่เคยพบหน้ากับผู้ที่เป็นสามีของนางเลยสักครั้ง ในชีวิตนั้นทุกคืนวันนางใช้การชีวิตในฐานะของฮูหยินสี่ตระกูลฉินผู้เป็นหม้ายสามีตาย มีเพียงการคัดอักษรจากม้วนคัมภีร์อยู่ในหอพระธรรมด้านหลังของจวนตระกูลฉินเท่านั้นที่ช่วยคลายเหงาให้นางได้ เพราะชีวิตของหลีเซียงอวี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเนื่องจากความปลอยภัยของตนเอง นางใช้ชีวิตที่ทุกข์ทนอยู่นานสิบกว่าปีก่อนที่จะเจ็บป่วยและนอนเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง เมื่อฟื้นตื่นลืมตามาอีกครั้งนางได้ย้อนหวนกลับคืนมาเป็นเด็กสาวที่ยังไม่พบเคยโชคชะตาอันเลวร้ายใดๆ จึงมีหลายเรื่องที่นางพยายามจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเรื่องราวเลวร้ายในปีนั้นให้ได้ สำหรับนางนอกจะช่วยเหลือจวนตระกูหลีของตนแล้ว ยังมีจวนตระกูลฉินที่มีบุญคุณมากมายกับนางในชีวิตก่อน นางจะต้องหาดอกาสตอบแทนคุณให้แก่ทุกคนให้ได้ หลีเซียงอวี้ไม่คิดว่าตนเองจะดำเนินชีวิตตามรอยเท้าเดิมของตนเองอีกแล้ว ในชีวิตนี้นางจึงไม่คิดจะแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้หม้ายของตระกูลฉินอีก สำหรับอดีตสามีที่เหลือเพียงป้ายวิญญาณ นางจะต้องหาทางช่วยเหลือชีวิตเขาเพื่อตอบแทนบุญให้ได้ เพียงเท่านี้ก็น่าจะตอบแทนกันมากพอแล้ว แต่คนผู้นี้กลับพยายามบังคับจับมือลากจูงนางให้เดินไปตามเส้นทางในชีวิตเดิมที่จบสิ้นไปแล้วของนางใหม่อีกครั้ง ฉินหมิงหย่วนใช้ชีวิตของตนอยู่ในกฎระเบียบและมีแบบแผนในการดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด เป็นเพราะตระกูลฉินมีชื่อเสียงมายาวนานนับร้อยปี จึงถือได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ที่มีความซับซ้อนอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเขาได้พบเด็กสาวตระกูลหลีผู้นี้คราวใด นางมักทำในสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงและทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่ตลอดเวลา เด็กสาวผู้นี้มักจะสร้างความปั่นป่วน เพิ่มความวุ่นวายใจให้แก่เขาแทบทุกครั้งที่ได้พบกัน เรื่องที่นางก่อกวนใจเปลี่ยนแผนการในชีวิตของเขานางจะต้องรับผิดชอบ

นิยายจีนโบราณพลิกชีวิตรักแค้นจีนโบราณโรแมนติกแข็งแกร่งพึ่งพาตัวเองรักหวานๆกำลังภายในสัมพันธ์ครอบครัว

บทที่ 1 ฟื้นตื่น

เรือลำใหญ่ลอยอยู่กลางแม่น้ำกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของต้าโจว คุณหนูรองตระกูลหลี เซียงอวี้นอนหน้าซีดศีรษะส่ายไปมาอยู่บนเตียงขนาดเล็ก ท่าทางเช่นนี้ของเซียงอวี้บอกให้สาวใช้ทั้งสองคนคาดเดาได้ว่าคุณหนูของพวกนางกำลังนอนฝันร้ายอีกแล้ว

“เฉียงเวยเจ้าอยู่กับคุณหนู ข้าจะไปตามฮูหยิน” ไป๋เหอบอกสาวใช้อีกคนด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนจะเดินไปเปิดประตูเพื่อออกจากห้อง

“ไป๋เหอ…เจ้ามิต้องไป” เสียงอ่อนแรงดังมาจากบนเตียง

“คุณหนูตื่นแล้ว” เฉียงเวยพูดเสียงดังทำให้ไป๋เหอรีบปิดประตูห้องแล้วเดินกลับมาช่วยเฉียงเว่ยดูแลคุณหนูของพวกนาง

“เฉียงเว่ยช่วยพยุงข้าลุกขึ้นหน่อยเถิด ข้าหิวน้ำ”

“ได้เจ้าค่ะ” เฉียงเว่ยรีบขยับตัวเข้าไปเพื่อช่วยประคอง

ไป๋เหอช่วยรินน้ำอุ่นก่อนจะยกไปให้คุณหนูของนางดื่มอย่างระมัดระวัง ริมฝีปากที่แห้งผากมานานได้รับน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นทำให้ร่างกายของหลีเซียงอวี้รู้สึกดีขึ้น

นางฟื้นตื่นขึ้นมาจากอาการป่วยได้สามวันแล้ว วันแรกยังคิดว่าตนเองฝันถึงอดีตในวัยเด็กของตนอีกแล้ว แต่เมื่อตื่นจากความฝันที่ทำให้สับสนอยู่หลายครั้ง หลีเซียงอวี้จึงแน่ใจแล้วว่าตนเองย้อนกลับมาในวัยเยาว์ของตนจริงๆ เป็นเพราะไป๋เหอยังอยู่กับนางยังไม่ได้แต่งงานออกเรือนไป ส่วนเฉียงเว่ยก็ยังเป็นเพียงเด็กสาวที่มีใบหน้ากลมมนเท่านั้น

หลีเซียงอวี้พยายามสูดลมหายใจเข้าเพื่อเรียกสติของตนให้มั่นคง และคิดทบทวนความทรงจำในวัยเยาว์ นี่คือการเดินทางเข้าเมืองหลวงครั้งแรกของนาง ดังนั้นความทรงจำบางอย่างจึงยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำ

ยามที่นางอายุสิบสามปีมีข่าวร้ายของท่านปู่ถูกส่งมาที่ถงหลิน ท่านย่าจึงให้ท่านลุงและท่านพ่อพาทุกคนเดินทางเข้าเมืองหลวง ตั้งแต่หลีเซียงอวี้เกิดจนนางมีอายุได้ 13 ปี ล้วนใช้ชีวิตอยู่ที่ถงหลิน เป็นเพราะนางเป็นหลานสาวที่สนิทและใกล้ชิดกับท่านปู่ที่สุด ท่านย่าจึงได้ตัดสินใจพานางเดินทางมาเมืองหลวงในครั้งนี้ด้วย

แต่เป็นเพราะหลีเซียงอวี้มีร่างกายอ่อนแอ จึงป่วยหนักในระหว่างการเดินทาง โชคดีที่ท่านลุงของนางเป็นหมอฝีมือดีไม่ต่างกับท่านปู่จึงได้ช่วยยื้อชีวิตของนางเอาไว้ได้

ประตูห้องเปิดออกขัดจังหวะความคิดของหลีเซียงอวี้ ผู้ที่เดินเข้ามาเป็นสตรีอยู่ในวัยสามสิบต้นๆ มีใบหน้างดงามยามที่แย้มรอยยิ้มทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย คนผู้นี้ก็คือเฝิงเสวี่ยมารดาผู้ให้กำเนิดนาง

“ท่านแม่” หลีเซียงอวี้เอ่ยเรียกมารดาของตนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตากลมโตของนางเปียกชื้นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้เห็นมารดายังมีชีวิตอยู่อีกครั้ง

“เซียงเอ๋อร์แม่เคี่ยวโจ๊กไก่มาให้เจ้ากิน เจ้าฝืนใจกินสักหน่อยเถิด”

หลีเซียงอวี้พยายามกลั้นน้ำตาของตนเองไม่ให้ไหลออกมาเอาไว้ได้สำเร็จ แต่เมื่อเห็นเฝิงซื่อใช้ช้อนตักโจ๊กที่เคี่ยวจนข้นนำมาป้อนตน หลีเซียงอวี้มีท่าทางลังเลใจอยู่เล็กน้อย

ในชีวิตเก่าหลีเซียงอวี้ต้องถือศีลกินเจ ปฏิบัติตนทำให้กายและใจบริสุทธิ์เพื่อคัดลอกพระธรรมอยู่นานหลายสิบปี แต่เมื่อคิดได้ว่าเป็นเพราะตนไม่กินเนื้อสัตว์จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ แค่พบอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงได้ป่วยหนักจนสิ้นลม เซียงอวี้จึงยอมอ้าปากและกินโจ๊กไก่ที่เฝิงซื่อตักมาป้อนแต่โดยดี

รสชาติละมุนอร่อยกลมกล่อมของโจ๊กไก่ฝีมือของเฝิงเสวี่ยทำให้หลีเซียงอวี้รีบเคี้ยวรีบกลืนแล้วอ้าปากกินใหม่จนหมดชาม

“พวกเจ้าดูคุณหนูของพวกเจ้าสิ คราวแรกทำเป็นน้ำตาเอ่อคลอแทบอยากจะร้องไห้ออดอ้อนเพราะไม่อยากจะกินอะไร แต่ในยามนี้นางช่างดียิ่งนักอ้าปากไม่หยุดราวกับเป็นลูกนกเลยเชียวนะ”

เมื่อเห็นคุณหนูของตนกินได้เอร็ดอร่อยเช่นนี้สาวใช้ทั้งสองคนจึงปิดปากหัวเราะเล็กน้อย ความตึงเครียดที่สะสมมาเนิ่นนานหลายวันเนื่องจากความเจ็บป่วยของคุณหนูจึงผ่อนคลายได้ลง

“ท่านแม่ โจ๊กไก่ชามนี้ของท่านช่างอร่อยยิ่งนักเจ้าค่ะ”

“มิต้องแสร้งมาทำปากหวาน ต่อให้พูดชมแม่มากมายเพียงใด เจ้าก็กินได้เพียงแค่ชามนี้เท่านั้น เจ้าอ่อนแอจนกินได้เพียงน้ำข้าวมานานหลายวัน แล้ว จึงยังไม่ควรกินโจ๊กมากเกินไป”

“เจ้าค่ะท่านแม่”

เฝิงซื่อสนทนากับบุตรสาวอีกเล็กน้อย ก่อนจะมีสาวใช้อีกคนเดินเข้ามาพร้อมยาต้มในมือ หลีเซียงอวี้จำได้ว่าสาวใช้ผู้นี้มีชื่อว่ากุ้ยหง เป็นสาวใช้คนสนิทของเฝิงซื่อ

หลังจากกินยาเสร็จหลีเซียงอวี้ก็เริ่มรู้สึกง่วงนอนอีกครั้ง เฝิงซื่อนั่งเฝ้าบุตรสาวอยู่นาน เมื่อเห็นบุตรสาวนอนหลับสนิทดีแล้ว จึงลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวจะไปแจ้งอาการป่วยของบุตรสาวให้แก่แม่สามีของตนทราบ

คราวนี้หลีเซียงอวี้นอนหลับสนิทโดยไร้ความฝัน เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งภายในห้องมีแต่ความมืด เพราะมีโคมไฟส่องสว่างเพียงดวงเดียวและยังมีที่ครอบป้องกันแสงไฟคลุมอยู่เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของทุกคนอีกด้วย

หลีเซียงอวี้นอนทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเองอีกครั้ง นางจดจำได้ว่ารัชศกจิ้งเต๋อปีที่ยี่สิบปลายเดือนสิบสองมีพายุหิมะพัดกระหน่ำในเมืองหลวง อากาศหนาวเย็นทำให้นางที่มีร่างกายอ่อนแอป่วยหนัก หอพระธะรมของตระกูลฉินปกติมีสาวใช้คอยดูแลปรนนิบัตินางหลายคน แต่ในคืนนั้นเป็นช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่สาวใช้หลายคนขอลากลับบ้านเดิม จึงเหลือเพียงนางและเฉียงเวย

หลีเซียงอวี้จำได้อย่างชัดเจนว่าในคืนนั้นตนรู้สึกหายใจลำบากและเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ก่อนจะนอนสิ้นใจอยู่ในหอพระธรรมด้านหลังจวนตระกูลฉินอย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากเฉียงเวย สาวใช้ที่ทำหน้าที่ปรนนิบัตินางเพียงคนเดียวเห็นอาการของนางแย่ลงจึงรีบวิ่งฝ่าพายุหิมะไปตามหมอ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หลีเซียงอวี้พลันน้ำตาไหลรินเปื้อนหมอนอีกครั้ง เฉียงเวยไม่ยอมแต่งงานออกเรือนเหมือนกับสาวใช้คนอื่นๆ ยอมเป็นสตรีม้วนมวยผมเพื่ออยู่รับใช้นางเป็นเวลายี่สิบกว่าปี สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ว่ายามที่เฉียงเวยไปตามท่านหมอกลับมาแล้วพบว่านางได้นอนหมดลมหายใจไปแล้วจะร่ำไห้เสียใจหนักหนาแค่ไหน

“คุณหนู? ท่านฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงของสตรีอ่อนวัยส่งเสียงถาม ก่อนจะมีเสียงของคนขยับตัวเพื่อลุกขึ้นนำที่ครอบโคมไฟออก แสงจากโคมไฟจึงสาดส่องทั่วห้อง

หลีเซียงอวี้เปิดดวงตาที่แดงก่ำจ้องมองใบหน้าที่ดูอ่อนวัยของเฉียงเวย ก่อนจะพูดตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

“ใช่แล้ว ข้าฝันร้าย เฉียงเวยในความฝันเหล่านั้นของข้าช่างทรมานและเจ็บปวดใจเป็นอย่างยิ่ง”

เฉียงเว่ยขยับมาข้างเตียง แล้วใช้มือที่อบอุ่นของนางช่วยลูบตบที่หน้าอกของหลีเซียงอวี้พร้อมทั้งพูดปลอบใจว่า “คุณหนูอย่าร้องไห้เสียใจอีกเลยเจ้าค่ะ เรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นแค่เพียงความฝัน ในยามนี้คุณหนูตื่นแล้ว มีข้าอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนคุณหนู ดังนั้นไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ”

หลีเซียงอวี้พยักหน้า และเอ่ยตอบรับว่า “ได้ข้าจะไม่กลัว เฉียงเวย นับแต่นี้ข้าจะไม่เป็นคนขี้ขลาดที่ทำแค่เพียงหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในที่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว”