บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ตระกูลหลี

‘คนมีคุณธรรมวาสนาจึงจะอยู่นาน คนไร้คุณธรรมวาสนาจะอยู่ได้ไม่นาน’

หลีเซียงอวี้ยกมือขึ้นไล้ปลายนิ้วมือไปบนอักษรลายพู่กันที่ท่านปู่เขียนให้นางลงบนตำราสมุนไพรเล่มนี้ นางได้ย้อนกลับมาเป็นเด็กสาวอีกครั้งมีข้อดีหลายอย่างมากมาย เช่นทุกคนเหล่านี้คือผู้ที่ตายจากนางไปนานแล้ว แต่ในยามนี้ทุกคนกลับยังมีชีวิตอยู่

ตระกูลหลี เป็นหลีที่หมายถึงต้นหลีและดอกหลี ไม่ใช่หลีที่มาจากคำว่าพลัดพราก การจากลา หลีเซียงอวี้ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาเปื้อนใบหน้า ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ท่านปู่ของนางคือหลีฮวน มีตำแหน่งเป็นหมอหลวงขั้นสองในพระราชวัง

รัชศกจางเต๋อปีที่สิบองค์ชายรองทรงบาดเจ็บสาหัสจากการลอบสังหาร เหล่าหมอหลวงช่วยกันรักษาจนสุดความสารถ แต่ก็ไม่สามารถช่วยรักษาให้องค์ชายรองทรงกลับมาเดินเหมือนคนปกติได้อีกครั้ง

ฮ่องเต้เจาเฟิงตี้ทรงพิโรธจึงมีพระบัญชา สั่งลงโทษโบยหมอหลวงทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนสามสิบครั้ง ท่านปู่ของนางอายุมากแล้วหลังจากถูกโบยร่างกายจึงทรุดโทรมลงจนเจ็บป่วยอย่างหนัก ท่านลุงรองจึงเร่งคนส่งจดหมายมาแจ้งข่าวยังเมืองถงหลิน ท่านย่าของนางจึงตัดสินใจพาทุกคนเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อมาดูอาการของท่านปู่

นี่คือการเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมอันเลวร้ายของตระกูลหลี ท่านปู่เจ็บป่วยหนักอยู่นานหลายเดือน ท่านลุงใหญ่ของนางจึงอาสาไปทำหน้าที่รักษาองค์ชายรองจนทรงกลับมาเดินได้อีกครั้ง ความดีความชอบอันใหญ่หลวงนี้ทำให้ท่านลุงใหญ่ได้รับการปูนบำเหน็จและได้เลื่อนขั้นเป็นหมอหลวงขั้นสามในทันที ที่ได้รับตำแหน่งหมอหลวงต่อจากท่านปู่

หลีเซียงอวี้ถอนหายใจ และคิดว่าในชีวิตนี้ถ้าหากนางห้ามไม่ให้ท่านลุงใหญ่ไปแสดงฝีมือในการรักษาองค์ชายรองได้สำเร็จ อาจจะช่วยหยุดหยั้งโศกนาฏกรรมของตระกูลหลีทั้งตระกูลได้

รัชศกจางเต๋อปีที่สิบสาม อีกสามปีนับจากนี้ตระกูลหลีจะถูกสั่งประหารทั้งตระกูล นางและพี่สาวมีชีวิตรอดเพราะแต่งงานออกเรือนไปก่อน ท่านย่าหาวิธีช่วยเหลือชีวิตของหลานสาวคนเล็กเช่นนางโดยการนั่งคุกเข่าขอร้องฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉินที่กำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ให้นางได้แต่งงานกับป้ายวิญญาณของฉินหมิงหย่วน หลีเซียงอวี้หลับตาลงคิดทบทวนเรื่องราวในชีวิตเดิมอย่างเจ็บปวดใจ

“คุณหนู ท่านเป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”

ไป๋เหอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลใจ เช้าวันนี้เป็นเวรของนางที่ต้องนั่งเฝ้าดูแลคุณหนูเพื่อสลับให้เฉียงเวยได้ไปพักผ่อนที่ห้องด้านข้าง นางกำลังนั่งก้มหน้าเย็บถุงผ้าแขวนเอวให้คุณหนู เมื่อเงยหน้ามาก็เห็นคุณหนูมีดวงตาแดงก่ำราวกับกำลังร่ำไห้อยู่จึงเอ่ยถามด้วยความตกใจ

“ไม่ได้เป็นอะไร สงสัยว่าจะนั่งอ่านตำราสมุนไพรมากเกินไป จึงรู้สึกปวดดวงตาเล็กน้อย หยุดอ่านก็น่าจะดีขึ้น”

หลีเซียงอวี้ฝืนยิ้มให้สาวใช้ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรง เพื่อปรับสภาพอารมณ์ของตนเองให้ดีขึ้น

ไป๋เหอมองตำราสมุนไพรก่อนจะคิดในใจว่า นี่คุณหนูของนางคงจะกำลังเป็นห่วงอาการป่วยของนายท่านผู้เฒ่าอยู่ จึงพูดปลอบใจว่า

“อีกสามวันพวกเราจะถึงท่าเรือที่เมืองทงโจวแล้วเจ้าค่ะ เมื่อเปลี่ยนไปนั่งรถม้าเดินทางต่ออีกครึ่งวันก็จะถึงจวนตระกูลหลีที่ตรอกซินเหมินแล้วเจ้าค่ะ”

หลีเซียงอวี้เห็นท่าทางสดใสและการพูดอธิบายราวกับตนเองเคยมาเมืองหลวงมาก่อน ทั้งๆ ที่พวกนางเพิ่งเดินทางออกจากหมู่บ้านถงหลินด้วยกันเป็นครั้งแรก ทำให้ความหม่นหมองในใจของตนค่อยๆ เจือจางลง แล้วจึงอดที่จะพูดจาหยอกเย้าสาวใช้ผู้นี้ไม่ได้

“ไป๋เหอพูดอธิบายอย่างละเอียดราวกับเจ้าเหมือนเคยมาเมืองหลวงอยู่บ่อยครั้ง ข้าละนับถือเจ้าจริงๆ”

“คุณหนู!” ไป๋เหอเอ่ยเรียกคุณหนูของตนเองอย่างเขินอาย

“บ่าวไปถามพี่เย่ว์จี้มาเจ้าคะ พี่เย่ว์จี้เป็นสาวใช้ที่มาจากเมืองหลวงจึงรู้รายละเอียดเรื่องการเดินทางเป็นอย่างมาก คุณหนูต้องรีบหายป่วยนะเจ้าคะ บ่าวได้ยินมาว่าเมืองทงโจวมีบรรยากาศที่สวยงาม คุณหนูจะได้เปิดผ้าม่านรถม้าชื่นชมทิวทัศน์ระหว่างการเดินทางได้”

หลีเซียงอวี้เผยรอยยิ้มเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าที่ขาวซีดดูสดใสมากขึ้น ไป๋เหอแอบดีใจในที่สุดคุณหนูของนางก็มีรอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้าขึ้นมาบ้างแล้ว

เพราะหลังจากที่ป่วยหนักมาหลายวัน คุณหนูของนางมีท่าทางทุกข์ใจและฝันร้ายแทบจะทุกคืน อีกทั้งข่าวการเจ็บป่วยของนายท่านผู้เฒ่าหลี ทำให้คุณหนูเงียบขรึมไม่ร่าเริงเหมือนเดิมแม้แต่น้อย

“ได้ๆ ในยามนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว รับรองว่าหลังจากนี้จะดูแลตนเองให้ดีไม่ให้พวกเจ้าต้องลำบากดูแลข้ายามป่วยไข้อีกแล้ว”

หลีเซียงอวี้ตอบไป๋เหอด้วยน้ำเสียงจริงจังเพื่อเป็นการปลอบใจ เพราะหลายวันมานี้ไป๋เหอและเฉียงเวยทุ่มเทกายใจดูแลนางจนทั้งสองคนดูผ่ายผอมลงไปไม่น้อย

มีเสียงเคาะประตูที่หน้าห้อง ไป๋เหอรีบไปส่องมองที่ช่องประตูอย่างรอบคอบก่อนจะเปิดประตูให้คนข้างนอกเข้ามาด้านในด้วยท่าทางนอบน้อม

ต้วนมามาประคองฮูหยินผู้เฒ่าหลี เถียนซื่อ เดินเข้ามาในห้อง ทำให้หลีเซียงอวี้รีบขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นมาทำความเคารพท่านย่าของตนเอง

“เจ้าไม่ต้องขยับตัวลุกขึ้นมา” เสียงมีเมตตาเอ่ยห้าม ทำให้รางผอมบางหยุดชะงัก

“ท่านย่า” หลีเซียงอวี้จึงส่งเสียงทักทายแทนการลุกขึ้นย่อตัวทำความเคารพตามธรรมเนียม

“เซียงเอ๋อร์ สีหน้าเจ้าในวันนี้ดูดีขึ้นมากแล้ว”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านย่า ยาต้มของท่านลุงใหญ่ให้ทำให้หลานหายป่วยแล้วเจ้าค่ะ หลานช่างอกตัญญูยิ่งนักที่ทำให้ท่านย่าต้องเป็นห่วงหลานอยู่เสมอ” หลีเซียงอวี้พูดด้วยท่าทางสำนึกผิด

นางยังมีความทรงจำอันเลวร้ายที่คนทั้งหมดถูกกุมขัง แล้วท่านย่าต้องยอมคุกเข่าให้ผู้อื่นเพื่อขอร้องให้คนเหล่านั้นพยายามช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้ จึงมองฮูหยินผู้เฒ่าหลีด้วยสายตาเปียกชื้นเล็กน้อย

ฮูหยินผู้เฒ่าหลีในยามนี้ยังดูอ่อนกว่าวัยและมีท่าทางกระฉับกระเฉง เดินมาลูบหัวหลานสาวอย่างเอ็นดูแล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าเด็กขี้แยคนนี้จะร้องไห้อีกแล้ว ไม่เอา…ห้ามเจ้าร้องไห้อีก ประเดี๋ยวถ้าเจ้าป่วยขึ้นมา ย่าคงจะต้องไปเสียทรัพย์เพื่อบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีก”

“นี่ท่านย่าหวงทรัพย์สินมากกว่าเป็นห่วงหลานหรอกหรือเจ้าคะ”

“ไอ้หยา ~ ข้าก็ต้องเป็นห่วงเจ้ามากกว่าสิ แต่ทว่าทรัพย์สินก็สำคัญยิ่ง อดแอบรู้สึกเสียดายไม่ได้”

เมื่อเห็นหลานสาวคนเล็กยู่ปากอย่างน่ารัก ฮูหยินผู้เฒ่าก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพูดว่า “ในห้องนี้ช่างอุดอู้ยิ่งนัก ย่าไม่อยู่ที่นี่ต่อแล้ว เจ้าจงนอนพักผ่อนให้ดีและห้ามเดินออกไปนอกห้องเป็นอันขาด”

“ท่านย่าเพิ่งจะบอกหลานเองว่าในห้องนี้ช่างอุดอู้ แต่กลับเอ่ยห้ามมิให้หลานออกไปด้านนอก”

“พื้นเรือไม่ค่อยนิ่งยามเจ้าเดินอาจจะเสียหลักหกล้มได้ ที่เอ่ยห้ามก็เพราะย่าเป็นห่วงเจ้า”

“หลานทราบแล้วเจ้าค่ะ” หลีเซียงอวี้ตอบรับเสียงเบา

ปกติหลีเซียงอวี้มีนิสัยเก็บตัวไม่คิดจะออกไปเดินเพ่นพ่านนอกห้องอยู่แล้ว ในยามนี้ทุกคนอยู่บนเรือที่กำลังล่องไปตามแม่น้ำขนาดใหญ่ การที่ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยห้ามหลานสาวคนเล็กของตนเดินออกไปด้านนอกทั้งที่เพิ่งหายป่วยจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้

อีกทั้งเรือลำนี้เป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ ไม่ได้มีเพียงคนตระกูลหลีที่อยู่บนเรือลำนี้เท่านั้น แต่ยังมีคนตระกูลอื่นอาศัยอยู่บนเรือร่วมเดินทางมาเมืองหลวงด้วย หลานสาวของนางอ่อนแอบอบบาง รูปโฉมงดงามน่ารัก ฮูหยินผู้เฒ่าจึงทั้งเป็นห่วงและยังหวงแหนไม่อยากให้ผู้อื่นมายลโฉมหลานสาวคนเล็กผู้นี้ของตนมากนัก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel