บทที่ 1 ฟื้นตื่น
เรือลำใหญ่ลอยอยู่กลางแม่น้ำกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของต้าโจว คุณหนูรองตระกูลหลี เซียงอวี้นอนหน้าซีดศีรษะส่ายไปมาอยู่บนเตียงขนาดเล็ก ท่าทางเช่นนี้ของเซียงอวี้บอกให้สาวใช้ทั้งสองคนคาดเดาได้ว่าคุณหนูของพวกนางกำลังนอนฝันร้ายอีกแล้ว
“เฉียงเวยเจ้าอยู่กับคุณหนู ข้าจะไปตามฮูหยิน” ไป๋เหอบอกสาวใช้อีกคนด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนจะเดินไปเปิดประตูเพื่อออกจากห้อง
“ไป๋เหอ…เจ้ามิต้องไป” เสียงอ่อนแรงดังมาจากบนเตียง
“คุณหนูตื่นแล้ว” เฉียงเวยพูดเสียงดังทำให้ไป๋เหอรีบปิดประตูห้องแล้วเดินกลับมาช่วยเฉียงเว่ยดูแลคุณหนูของพวกนาง
“เฉียงเว่ยช่วยพยุงข้าลุกขึ้นหน่อยเถิด ข้าหิวน้ำ”
“ได้เจ้าค่ะ” เฉียงเว่ยรีบขยับตัวเข้าไปเพื่อช่วยประคอง
ไป๋เหอช่วยรินน้ำอุ่นก่อนจะยกไปให้คุณหนูของนางดื่มอย่างระมัดระวัง ริมฝีปากที่แห้งผากมานานได้รับน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นทำให้ร่างกายของหลีเซียงอวี้รู้สึกดีขึ้น
นางฟื้นตื่นขึ้นมาจากอาการป่วยได้สามวันแล้ว วันแรกยังคิดว่าตนเองฝันถึงอดีตในวัยเด็กของตนอีกแล้ว แต่เมื่อตื่นจากความฝันที่ทำให้สับสนอยู่หลายครั้ง หลีเซียงอวี้จึงแน่ใจแล้วว่าตนเองย้อนกลับมาในวัยเยาว์ของตนจริงๆ เป็นเพราะไป๋เหอยังอยู่กับนางยังไม่ได้แต่งงานออกเรือนไป ส่วนเฉียงเว่ยก็ยังเป็นเพียงเด็กสาวที่มีใบหน้ากลมมนเท่านั้น
หลีเซียงอวี้พยายามสูดลมหายใจเข้าเพื่อเรียกสติของตนให้มั่นคง และคิดทบทวนความทรงจำในวัยเยาว์ นี่คือการเดินทางเข้าเมืองหลวงครั้งแรกของนาง ดังนั้นความทรงจำบางอย่างจึงยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำ
ยามที่นางอายุสิบสามปีมีข่าวร้ายของท่านปู่ถูกส่งมาที่ถงหลิน ท่านย่าจึงให้ท่านลุงและท่านพ่อพาทุกคนเดินทางเข้าเมืองหลวง ตั้งแต่หลีเซียงอวี้เกิดจนนางมีอายุได้ 13 ปี ล้วนใช้ชีวิตอยู่ที่ถงหลิน เป็นเพราะนางเป็นหลานสาวที่สนิทและใกล้ชิดกับท่านปู่ที่สุด ท่านย่าจึงได้ตัดสินใจพานางเดินทางมาเมืองหลวงในครั้งนี้ด้วย
แต่เป็นเพราะหลีเซียงอวี้มีร่างกายอ่อนแอ จึงป่วยหนักในระหว่างการเดินทาง โชคดีที่ท่านลุงของนางเป็นหมอฝีมือดีไม่ต่างกับท่านปู่จึงได้ช่วยยื้อชีวิตของนางเอาไว้ได้
ประตูห้องเปิดออกขัดจังหวะความคิดของหลีเซียงอวี้ ผู้ที่เดินเข้ามาเป็นสตรีอยู่ในวัยสามสิบต้นๆ มีใบหน้างดงามยามที่แย้มรอยยิ้มทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย คนผู้นี้ก็คือเฝิงเสวี่ยมารดาผู้ให้กำเนิดนาง
“ท่านแม่” หลีเซียงอวี้เอ่ยเรียกมารดาของตนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตากลมโตของนางเปียกชื้นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้เห็นมารดายังมีชีวิตอยู่อีกครั้ง
“เซียงเอ๋อร์แม่เคี่ยวโจ๊กไก่มาให้เจ้ากิน เจ้าฝืนใจกินสักหน่อยเถิด”
หลีเซียงอวี้พยายามกลั้นน้ำตาของตนเองไม่ให้ไหลออกมาเอาไว้ได้สำเร็จ แต่เมื่อเห็นเฝิงซื่อใช้ช้อนตักโจ๊กที่เคี่ยวจนข้นนำมาป้อนตน หลีเซียงอวี้มีท่าทางลังเลใจอยู่เล็กน้อย
ในชีวิตเก่าหลีเซียงอวี้ต้องถือศีลกินเจ ปฏิบัติตนทำให้กายและใจบริสุทธิ์เพื่อคัดลอกพระธรรมอยู่นานหลายสิบปี แต่เมื่อคิดได้ว่าเป็นเพราะตนไม่กินเนื้อสัตว์จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ แค่พบอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงได้ป่วยหนักจนสิ้นลม เซียงอวี้จึงยอมอ้าปากและกินโจ๊กไก่ที่เฝิงซื่อตักมาป้อนแต่โดยดี
รสชาติละมุนอร่อยกลมกล่อมของโจ๊กไก่ฝีมือของเฝิงเสวี่ยทำให้หลีเซียงอวี้รีบเคี้ยวรีบกลืนแล้วอ้าปากกินใหม่จนหมดชาม
“พวกเจ้าดูคุณหนูของพวกเจ้าสิ คราวแรกทำเป็นน้ำตาเอ่อคลอแทบอยากจะร้องไห้ออดอ้อนเพราะไม่อยากจะกินอะไร แต่ในยามนี้นางช่างดียิ่งนักอ้าปากไม่หยุดราวกับเป็นลูกนกเลยเชียวนะ”
เมื่อเห็นคุณหนูของตนกินได้เอร็ดอร่อยเช่นนี้สาวใช้ทั้งสองคนจึงปิดปากหัวเราะเล็กน้อย ความตึงเครียดที่สะสมมาเนิ่นนานหลายวันเนื่องจากความเจ็บป่วยของคุณหนูจึงผ่อนคลายได้ลง
“ท่านแม่ โจ๊กไก่ชามนี้ของท่านช่างอร่อยยิ่งนักเจ้าค่ะ”
“มิต้องแสร้งมาทำปากหวาน ต่อให้พูดชมแม่มากมายเพียงใด เจ้าก็กินได้เพียงแค่ชามนี้เท่านั้น เจ้าอ่อนแอจนกินได้เพียงน้ำข้าวมานานหลายวัน แล้ว จึงยังไม่ควรกินโจ๊กมากเกินไป”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
เฝิงซื่อสนทนากับบุตรสาวอีกเล็กน้อย ก่อนจะมีสาวใช้อีกคนเดินเข้ามาพร้อมยาต้มในมือ หลีเซียงอวี้จำได้ว่าสาวใช้ผู้นี้มีชื่อว่ากุ้ยหง เป็นสาวใช้คนสนิทของเฝิงซื่อ
หลังจากกินยาเสร็จหลีเซียงอวี้ก็เริ่มรู้สึกง่วงนอนอีกครั้ง เฝิงซื่อนั่งเฝ้าบุตรสาวอยู่นาน เมื่อเห็นบุตรสาวนอนหลับสนิทดีแล้ว จึงลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวจะไปแจ้งอาการป่วยของบุตรสาวให้แก่แม่สามีของตนทราบ
คราวนี้หลีเซียงอวี้นอนหลับสนิทโดยไร้ความฝัน เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งภายในห้องมีแต่ความมืด เพราะมีโคมไฟส่องสว่างเพียงดวงเดียวและยังมีที่ครอบป้องกันแสงไฟคลุมอยู่เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของทุกคนอีกด้วย
หลีเซียงอวี้นอนทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเองอีกครั้ง นางจดจำได้ว่ารัชศกจิ้งเต๋อปีที่ยี่สิบปลายเดือนสิบสองมีพายุหิมะพัดกระหน่ำในเมืองหลวง อากาศหนาวเย็นทำให้นางที่มีร่างกายอ่อนแอป่วยหนัก หอพระธะรมของตระกูลฉินปกติมีสาวใช้คอยดูแลปรนนิบัตินางหลายคน แต่ในคืนนั้นเป็นช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่สาวใช้หลายคนขอลากลับบ้านเดิม จึงเหลือเพียงนางและเฉียงเวย
หลีเซียงอวี้จำได้อย่างชัดเจนว่าในคืนนั้นตนรู้สึกหายใจลำบากและเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ก่อนจะนอนสิ้นใจอยู่ในหอพระธรรมด้านหลังจวนตระกูลฉินอย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากเฉียงเวย สาวใช้ที่ทำหน้าที่ปรนนิบัตินางเพียงคนเดียวเห็นอาการของนางแย่ลงจึงรีบวิ่งฝ่าพายุหิมะไปตามหมอ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หลีเซียงอวี้พลันน้ำตาไหลรินเปื้อนหมอนอีกครั้ง เฉียงเวยไม่ยอมแต่งงานออกเรือนเหมือนกับสาวใช้คนอื่นๆ ยอมเป็นสตรีม้วนมวยผมเพื่ออยู่รับใช้นางเป็นเวลายี่สิบกว่าปี สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ว่ายามที่เฉียงเวยไปตามท่านหมอกลับมาแล้วพบว่านางได้นอนหมดลมหายใจไปแล้วจะร่ำไห้เสียใจหนักหนาแค่ไหน
“คุณหนู? ท่านฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงของสตรีอ่อนวัยส่งเสียงถาม ก่อนจะมีเสียงของคนขยับตัวเพื่อลุกขึ้นนำที่ครอบโคมไฟออก แสงจากโคมไฟจึงสาดส่องทั่วห้อง
หลีเซียงอวี้เปิดดวงตาที่แดงก่ำจ้องมองใบหน้าที่ดูอ่อนวัยของเฉียงเวย ก่อนจะพูดตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ใช่แล้ว ข้าฝันร้าย เฉียงเวยในความฝันเหล่านั้นของข้าช่างทรมานและเจ็บปวดใจเป็นอย่างยิ่ง”
เฉียงเว่ยขยับมาข้างเตียง แล้วใช้มือที่อบอุ่นของนางช่วยลูบตบที่หน้าอกของหลีเซียงอวี้พร้อมทั้งพูดปลอบใจว่า “คุณหนูอย่าร้องไห้เสียใจอีกเลยเจ้าค่ะ เรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นแค่เพียงความฝัน ในยามนี้คุณหนูตื่นแล้ว มีข้าอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนคุณหนู ดังนั้นไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ”
หลีเซียงอวี้พยักหน้า และเอ่ยตอบรับว่า “ได้ข้าจะไม่กลัว เฉียงเวย นับแต่นี้ข้าจะไม่เป็นคนขี้ขลาดที่ทำแค่เพียงหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในที่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว”
