บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 : แขกยามวิกาล

ยามซวี ท้องฟ้าเหนือแคว้นฉู่ถูกฉาบด้วยสีหมึกสนิท ลมหนาวพัดกรรโชกแรงขึ้นกว่าเมื่อช่วงกลางวัน นำพาความเยียบเย็นทะลวงผ่านเสื้อผ้าที่บางเบา ทว่าภายในห้องครัวเก่าซอมซ่อของตำหนักเย็นกลับมีความอบอุ่นแผ่ซ่าน เปลวไฟจากเตาดินเผาลุกโชนสว่างไสว สะท้อนใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของคนทั้งสามที่กำลังล้อมวงกันอยู่หน้าเตา

เสี่ยวหลี่จื่อกลับมาพร้อมกับวัตถุดิบที่หลินเฟยสั่งการไว้ครบถ้วน เนื้อหมูสามชั้นครึ่งชั่งที่เขาหอบหิ้วมานั้นมีชั้นไขมันสลับกับเนื้อแดงอย่างงดงาม แม้จะไม่ใช่เนื้อส่วนที่ดีที่สุดของสุกร แต่มันคือสวรรค์สำหรับคนที่ห่างหายจากรสชาติของเนื้อสัตว์มาแรมเดือน ถัดมาคือกระเทียมกลีบใหญ่ น้ำตาลกรวดสีหม่น และซีอิ๊วหมักเก่าที่ส่งกลิ่นหอมลุ่มลึก

หลินเฟยลงมือจัดการล้างเนื้อหมูสามชั้นอย่างเบามือ นางหั่นมันเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังเจียระไนหยกเม็ดงาม การเคลื่อนไหวของอดีตเชฟสาวคล่องแคล่วและแม่นยำ ทุกจังหวะการลงมีดไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย

เมื่อกระทะเหล็กบนเตาเริ่มร้อนจนได้ที่ หลินเฟยใส่น้ำมันหมูที่เหลือจากการเจียวกากหมูเมื่อเช้าลงไปเพียงเล็กน้อย ตามด้วยน้ำตาลกรวด เสียงดังฉ่าเบาๆ เกิดขึ้นเมื่อน้ำตาลกระทบกับความร้อน นางใช้ตะหลิวคนอย่างใจเย็น รอจนผลึกน้ำตาลละลายกลายเป็นของเหลวเหนียวหนืดและเปลี่ยนเป็นสีอำพันเข้มจัด นี่คือหัวใจสำคัญของการทำสีสันให้อาหารโดยไม่ต้องพึ่งพาสีสังเคราะห์ใดๆ

“ใส่หมูลงไป” หลินเฟยเอ่ยเสียงเรียบ

เสี่ยวจูรีบดันจานใส่เนื้อหมูสามชั้นส่งให้เจ้านาย ทันทีที่ชิ้นเนื้อสัมผัสกับน้ำตาลเคี่ยวในกระทะ เสียงน้ำมันแตกกระเซ็นก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมหวานที่ระเบิดออกมารอบทิศทาง หลินเฟยตวัดตะหลิวผัดเนื้อหมูอย่างรวดเร็ว ให้น้ำตาลสีอำพันเคลือบไปตามผิวของหมูสามชั้นทุกชิ้นจนเกิดเป็นสีแดงอมน้ำตาลมันวาวน่าหลงใหล

จากนั้นนางจึงโยนกระเทียมทุบลงไปผัดรวมกัน กลิ่นฉุนของกระเทียมเมื่อเจอกับความร้อนและไขมันหมู ยิ่งขับเน้นความหอมให้ทวีคูณขึ้นไปอีกระดับ หลินเฟยเหยาะซีอิ๊วเก่าลงไปที่ขอบกระทะ เพื่อให้ความร้อนดึงกลิ่นหอมของถั่วเหลืองหมักออกมาให้มากที่สุด ก่อนจะเทน้ำสะอาดลงไปจนท่วมชิ้นเนื้อ

“ปิดฝาหม้อ แล้วลดไฟลงครึ่งหนึ่ง การตุ๋นหมูสามชั้นให้อร่อยต้องใช้ไฟอ่อนเคี่ยวอย่างช้าๆ ให้น้ำซุปซึมซาบเข้าไปในเนื้อจนเปื่อยยุ่ย หากใช้ไฟแรงเกินไป เนื้อจะกระด้างและไขมันจะเลี่ยนจนกินไม่ลง” หลินเฟยอธิบายพลางทรุดตัวลงนั่งบนท่อนไม้ ขยับเข้าใกล้กองไฟเพื่อรับไออุ่น

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่กลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากรอยแยกของฝาหม้อกลับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นกลิ่นหอมหวานอมเค็มที่ลุ่มลึกและมีมิติ กลิ่นของเนื้อสัตว์ที่ถูกตุ๋นจนได้ที่ผสานกับความหอมของเครื่องปรุง รสชาติที่มองไม่เห็นนี้ล่องลอยทะลุหน้าต่างกระดาษขาดวิ่น ข้ามกำแพงสูงของตำหนักเย็น และกลืนกินลมหนาวในยามค่ำคืนไปจนหมดสิ้น

ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปไม่ไกลนักบนเส้นทางลาดตระเวนที่เงียบสงัด บุรุษร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทกำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาเย็นเยียบและลึกล้ำราวกับก้นเหว บุรุษผู้นี้คือ เซียวจินหรง โอรสสวรรค์ผู้ปกครองแคว้นฉู่ ทว่าในยามค่ำคืนเช่นนี้ เขามักจะสวมรอยเป็นองครักษ์เงาออกเดินตรวจตราความสงบของวังหลังด้วยตนเอง เพื่อหลบหนีจากความวุ่นวายและกลิ่นเครื่องหอมฉุนกึกของบรรดาสนมที่จ้องจะปีนขึ้นเตียงของเขาทุกเมื่อเชื่อวัน

วังหลังแห่งนี้เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี รอยยิ้มหวานหยดย้อยล้วนซ่อนมีดอาบยาพิษไว้เบื้องหลัง เซียวจินหรงเบื่อหน่ายความจอมปลอมเหล่านั้นจนแทบจะอาเจียน เขาจึงเลือกที่จะเร้นกายอยู่ในมุมมืด ใช้ดวงตาของตนเองมองดูธาตุแท้ของผู้คน

ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่บริเวณท้ายวังหลัง ซึ่งเป็นเขตแดนของตำหนักเย็น สถานที่ที่เขาเป็นคนออกราชโองการสั่งขังหญิงโง่งมผู้หนึ่งที่กล้าวางยาพิษสนมคนโปรดของเขา ปกติแล้วสถานที่แห่งนี้ควรจะเงียบสงัดราวกับป่าช้า มีเพียงเสียงร้องไห้คร่ำครวญของสตรีที่เสียสติ หรือไม่ก็เสียงไอกระแอมของคนที่รอวันตาย

ทว่าค่ำคืนนี้กลับต่างออกไป

เซียวจินหรงชะงักฝีเท้า จมูกโด่งสันได้รูปสูดกลิ่นประหลาดที่ลอยตามลมมา มันไม่ใช่กลิ่นธูปเหม็นอับ ไม่ใช่กลิ่นยาสมุนไพรต้มขมปร่า แต่เป็นกลิ่นหอมของอาหาร หอมจนกระเพาะอาหารของเขาที่ว่างเปล่ามาตั้งแต่ช่วงบ่ายเกิดอาการปั่นป่วนขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ตำหนักเย็นจะไปมีกลิ่นอาหารเลิศรสเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อเขาสั่งตัดเสบียงและริบของมีค่าไปจนหมดสิ้นแล้ว หรือว่าจะมีผู้ใดลอบเข้ามาประกอบพิธีกรรมทางไสยเวท ต้มตุ๋นยาพิษเพื่อสาปแช่งเขากันแน่

สัญชาตญาณความหวาดระแวงของสายเลือดกษัตริย์ทำงานทันที มือหนาเลื่อนไปจับด้ามกระบี่ที่เอวโดยอัตโนมัติ ร่างสูงตวัดปลายเท้าเพียงครั้งเดียวก็ทะยานขึ้นไปเหยียบบนแนวกำแพงสูงของตำหนักเย็นราวกับวิหคไร้เสียง เขาย่อตัวลงหลบหลังแนวกระเบื้องหลังคา สายตาคมกริบกวาดมองเข้าไปในลานกว้างที่มืดมิด

มีแสงไฟสีส้มลอดออกมาจากห้องเครื่องเก่าๆ ที่ผนังพังไปครึ่งซีก กลิ่นหอมหวานอมเค็มนั้นลอยคลุ้งออกมาจากที่นั่น เซียวจินหรงกระโดดลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าใดๆ เขาค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้หน้าต่างกระดาษที่ขาดเป็นรูโหว่ แล้วเพ่งสายตามองเข้าไปด้านใน

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้โอรสสวรรค์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนถึงกับชะงักงัน

ไม่มีแท่นบูชา ไม่มีตุ๊กตาสาปแช่ง ไม่มีหม้อต้มยาพิษสีดำคล้ำ มีเพียงสตรีร่างบอบบางในชุดเก่าซอมซ่อ นั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะไม้เตี้ยๆ โดยมีขันทีและนางกำนัลนั่งขนาบข้าง บนโต๊ะมีชามกระเบื้องใบใหญ่ที่บรรจุเนื้อหมูสามชั้นสีแดงอมน้ำตาลมันวาว ควันสีขาวลอยกรุ่นพัดพากลิ่นหอมยั่วน้ำลายออกมาไม่ขาดสาย

สตรีผู้นั้นคีบชิ้นเนื้อหมูที่ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยเข้าปาก ริมฝีปากบางขยับเคี้ยวช้าๆ ดวงตาของนางหลับพริ้ม ใบหน้าเปื้อนเขม่าควันไฟกลับฉายแววแห่งความสุขล้ำลึกราวกับได้ลิ้มรสอาหารทิพย์จากสรวงสวรรค์

เซียวจินหรงจ้องมองใบหน้านั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ นางคือสนมหลินผิน ผู้ที่เขาสั่งโบยและโยนเข้าตำหนักเย็นเมื่อไม่กี่วันก่อนไม่ใช่หรือ เหตุใดสตรีที่เคยเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับโลกแตกสลายผู้นั้น ถึงได้มานั่งกินหมูตุ๋นด้วยท่าทางเบิกบานใจเช่นนี้ ร่างกายของนางไม่ได้ดูอ่อนแอใกล้ตายอย่างที่ควรจะเป็น กลับดูมีชีวิตชีวาเสียยิ่งกว่าบรรดาสนมในวังหน้าเสียอีก

ยิ่งเห็นนางคีบชิ้นเนื้อเข้าปากชิ้นแล้วชิ้นเล่า เสียงกลืนน้ำลายของขันทีและนางกำนัลที่แข่งกันกินอย่างเอร็ดอร่อย ยิ่งทำให้กระเพาะของชายหนุ่มประท้วงหนักขึ้น เขาไม่ได้เสวยอาหารเย็นเพราะเบื่อหน่ายรสชาติจืดชืดของห้องเครื่องหลวง แต่หมูตุ๋นชามนั้นกลับทำให้เขารู้สึกหิวจนแทบคลั่ง

ความสงสัยผสานกับความหิวโหยเอาชนะความระแวดระวัง เซียวจินหรงตัดสินใจผลักบานประตูที่ผุพังให้เปิดออก

แอ๊ด... โครม!

บานประตูไม้เก่าเกินกว่าจะรับแรงผลักไหว มันหลุดออกจากบานพับและล้มกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น

การปรากฏตัวอย่างอุกอาจทำให้บ่าวรับใช้ทั้งสองสะดุ้งสุดตัว เสี่ยวจูหวีดร้องเสียงหลงพร้อมกับทำตะเกียบหล่นจากมือ ส่วนเสี่ยวหลี่จื่อรีบถลาเข้ามาบังหน้าเจ้านายไว้ด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณบอกเขาว่าบุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูผู้นี้ แผ่รังสีสังหารและอำนาจคุกคามจนน่าขนลุก

ทว่าหลินเฟยกลับไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแต่อย่างใด นางเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปลายตะเกียบยังคงคีบชิ้นหมูสามชั้นที่สั่นระริกค้างไว้กลางอากาศ ดวงตาสีเข้มกวาดมองผู้บุกรุกตั้งแต่หัวจรดเท้า

บุรุษผู้นี้สวมชุดพรางกายสีดำสนิท ไร้ซึ่งลวดลายปักยศถาบรรดาศักดิ์ ใบหน้าครึ่งล่างถูกปกปิดไว้ด้วยผ้าสีเดียวกัน เผยให้เห็นเพียงสันจมูกโด่งและดวงตาคมกริบที่จ้องมองมาอย่างเย็นชา มือของเขากุมด้ามกระบี่ที่เอวแน่น ท่าทางพร้อมสังหารผู้คนได้ทุกเมื่อ

หลินเฟยค้นหาความทรงจำของร่างเดิมอย่างรวดเร็ว สนมหลินผินผู้โง่งมไม่ค่อยได้เงยหน้ามองบุรุษใดนอกจากฮ่องเต้ และทุกครั้งที่เข้าเฝ้าก็เอาแต่ก้มหน้างุดด้วยความหวาดกลัว ประกอบกับแสงไฟในห้องครัวที่สลัวลงและผ้าปิดหน้าของชายหนุ่ม ทำให้นางประเมินสถานะของเขาผิดไปอย่างสิ้นเชิง

ชุดดำพรางกาย พกกระบี่ เดินเพ่นพ่านยามวิกาล... คงหนีไม่พ้นพวกองครักษ์เวรดึกที่ออกมาลาดตระเวนแล้วบังเอิญได้กลิ่นอาหารกระมัง

“ช่างกล้านัก แอบลอบก่อไฟทำสิ่งใดในเขตหวงห้าม” เซียวจินหรงกดเสียงต่ำตวาดถาม น้ำเสียงทรงอำนาจจนเสี่ยวหลี่จื่อถึงกับตัวสั่นงันงก

หลินเฟยวางตะเกียบลงบนชามอย่างใจเย็น นางหยิบเศษผ้าสะอาดมาเช็ดริมฝีปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับบุรุษร่างยักษ์โดยไม่มีทีท่าหวาดกลัว “คุณไสยอันใดกันเล่า ข้าแค่ต้มหมูกินประทังชีวิต ท่านเป็นองครักษ์ยามวิกาล ก็น่าจะรู้ดีว่าอากาศคืนนี้หนาวเหน็บเพียงใด หากไม่หาของร้อนๆ ใส่ท้อง มีหวังได้แข็งตายเป็นผีเฝ้าตำหนักแน่”

เซียวจินหรงขมวดคิ้วใต้ผ้าปิดหน้า สตรีผู้นี้กล้าต่อปากต่อคำกับเขางั้นหรือ นางไม่รู้หรือว่าเพียงแค่เขาสะบัดมือ หัวของนางก็อาจจะหลุดออกจากบ่าได้

“ของร้อนๆ งั้นหรือ ตำหนักเย็นไม่มีแม้แต่เสบียงสักหยิบมือ เจ้าเอาเนื้อหมูพวกนี้มาจากที่ใด ขโมยมาหรือรับสินบนผู้ใดมา” ชายหนุ่มก้าวเข้าหาหนึ่งก้าว รังสีคุกคามแผ่ซ่าน

“ขโมยอันใดกัน ข้าใช้เงินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของพวกข้า ซื้อมาจากขันทีห้องเครื่องอย่างถูกต้องต่างหาก ท่านอย่ามาปรักปรำคนส่งเดช” หลินเฟยเถียงกลับทันควัน นางไม่ยอมให้ใครมาดูถูกหยาดเหงื่อแรงกายของการทำน้ำพริกขายเด็ดขาด

สายตาคมกริบของบุรุษชุดดำหลุบมองลงไปยังชามหมูตุ๋นบนโต๊ะ กลิ่นหอมหวานอมเค็มของมันโชยมาปะทะจมูกอย่างจังจนเขาลอบกลืนน้ำลาย สีแดงมันวาวของเนื้อหมูที่สะท้อนแสงไฟดูเย้ายวนจนแทบจะทลายกำแพงความอดทนของเขาลง

หลินเฟยเป็นนักธุรกิจและแม่ค้าที่ผ่านโลกมามาก นางจับสังเกตสายตาที่จดจ้องชามอาหารและเสียงท้องร้องเบาๆ ที่เล็ดลอดออกมาจากร่างสูงใหญ่ตรงหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

ผู้ชายตัวโตต้องเดินลาดตระเวนฝ่าลมหนาวทั้งคืน ย่อมต้องหิวเป็นธรรมดา และความหิวก็คือจุดอ่อนที่นางสามารถใช้ประโยชน์ได้

รอยยิ้มการค้าผุดขึ้นบนมุมปากของหลินเฟย นางขยับตัวกลับไปนั่งที่เดิม คีบหมูสามชั้นชิ้นที่สวยที่สุดขึ้นมาโชว์ให้เห็นชั้นไขมันที่ละลายเยิ้ม

“ท่านองครักษ์ อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ท่านคงเดินลาดตระเวนจนเหนื่อยและหิวใช่หรือไม่” หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แฝงความเชิญชวนอย่างเปิดเผย “หมูตุ๋นซีอิ๊วสูตรลับของข้า เพิ่งยกออกจากเตาร้อนๆ เนื้อนุ่มละลายในปาก หวานเค็มกำลังดี ร่างกายที่หนาวสั่นหากได้กินของอร่อยเช่นนี้ คงจะมีแรงเดินยามไปยันเช้า... หิวหรือ ไม่สู้มากินด้วยกันสักคำเล่า”

เซียวจินหรงชะงัก ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ เขาคือฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับถูกสตรีในตำหนักเย็นชักชวนให้ร่วมโต๊ะกินอาหารเหลือๆ ในห้องครัวซอมซ่อ นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกัน

ทว่า... กลิ่นหอมของเนื้อหมูชิ้นนั้น มันช่างยั่วยวนจิตใจเสียเหลือเกิน ยั่วยวนจนสองขาของเขาก้าวเข้าไปหาโต๊ะไม้ตัวนั้นโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเสี่ยวจูและเสี่ยวหลี่จื่อ ที่มองดูแขกยามวิกาลผู้นี้นั่งลงฝั่งตรงข้ามเจ้านายของตนอย่างเงียบงัน

การเจรจาธุรกิจระหว่างอดีตเชฟกระทะเหล็กและฮ่องเต้ในคราบองครักษ์ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับหมูตุ๋นซีอิ๊วชามนี้!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel