บทย่อ
‘หลินเฟย’ เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟสาวระดับมิชลินสตาร์ ทำงานหนักจนหัวใจวายคาเตาไฟ สวรรค์ประทานชีวิตใหม่ให้ทั้งที กลับตื่นมาในร่างของ ‘หลินผิน’ พระสนมปลายแถวที่ถูกใส่ร้ายจนต้องโทษเนรเทศเข้าตำหนักเย็น ทรัพย์สินถูกริบหมดเกลี้ยง เหลือเพียงบ่าวรับใช้ผู้ภักดีสองคนกับตำหนักผุพังลมโกรก ในเมื่อฮ่องเต้หูเบาทอดทิ้งนาง นางก็ไม่คิดจะง้อ ขอใช้สกิลก้นครัวยุคปัจจุบันและหัวการค้า เปลี่ยนเศษผักหญ้าและของเหลือทิ้งให้เป็นอาหารเลิศรส งัดกลยุทธ์การตลาดเปิดร้านอาหารลับๆ ริมกำแพงวังหลัง หวังเก็บเงินก้อนโตเพื่อซื้อป้ายผ่านทางหนีออกไปใช้ชีวิตอิสระ แต่ใครจะไปคิดว่า... กลิ่นหมูตุ๋นซีอิ๊วและหม้อไฟหมาล่าของนาง จะดันไปเตะจมูก ‘มู่เฉิน’ องครักษ์เวรดึกผู้ลึกลับเข้าอย่างจัง! เขาจ่ายหนัก กินดุ แถมยังชอบปีนหน้าต่างมาขลุกอยู่ในครัวของนางทุกค่ำคืน โดยที่หลินเฟยไม่เคยรู้เลยว่า... ลูกค้าวีไอพีกระเป๋าหนักที่นางกำลังรีดไถเงินและใช้งานให้ปอกกระเทียมอยู่ทุกวัน แท้จริงแล้วคือ ‘ฮ่องเต้เซียวจินหรง’ บุรุษผู้เป็นเจ้าของกรงที่ขังนางเอาไว้! เมื่อแม่ค้าหน้าเงินที่ฝันอยากโบยบิน ต้องมาปะทะคารมกับโอรสสวรรค์จอมเผด็จการที่หวงก้างยิ่งกว่าสิ่งใด ปฏิบัติการขอลาออกจากตำแหน่งพระสนม เพื่อขอรับเงินเดือนในฐานะ ‘หัวหน้าเชฟ’ จึงเริ่มต้นขึ้น! "พี่ชายมู่เฉิน ข้าต้องการป้ายผ่านทางเพื่อหนีออกจากวัง ท่านช่วยข้าได้หรือไม่" "เจ้าเป็นสตรีของฮ่องเต้ จะหนีไปที่ใด! โลกภายนอกมีแต่หมาป่าตะกละตะกลาม อยู่ภายใต้สายตาข้า เจ้าปลอดภัยที่สุด!" "ปกป้องบ้าบออะไร! สนมที่ถูกขังในตำหนักเย็นก็คือการรอวันตาย ข้าไม่ใช่สตรีของใคร ข้าคือแม่ครัว! หากฮ่องเต้ของท่านอยากให้ข้าทำอาหารให้กิน ก็จ่ายเงินเดือนมาเดือนละร้อยตำลึงเสียดีๆ!"
ตอนที่ 1 ทะลุแบบใดเหนื่อยกว่าเดิม
เสียงสบถด่าและเสียงตะหลิวเหล็กกระทบกระทะดังระงมไปทั่วห้องครัวของร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ใจกลางเมืองหลวง เปลวไฟสีน้ำเงินแลบเลียขอบกระทะทองแดง หลินเฟยสะบัดข้อมือพลิกชิ้นเนื้อวากิวด้วยจังหวะที่แม่นยำราวกับจับวาง เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก แต่เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟสาววัยสามสิบสองปียังคงยืนตระหง่านอยู่หน้าเตามานานกว่าเจ็ดสิบสองชั่วโมงแล้ว งานเลี้ยงวีไอพีคืนนี้คือโอกาสสุดท้ายในการรับโบนัสก้อนโตเพื่อนำไปปลดหนี้ก้อนสุดท้ายให้ครอบครัว
“เชฟหลิน ซอสทรัฟเฟิลเตรียมเสร็จแล้วครับ” ผู้ช่วยเชฟตะโกนบอกฝ่าเสียงจอแจ
หลินเฟยพยักหน้า หันไปหยิบช้อนตวง แต่ทันใดนั้นความรู้สึกชาวาบก็แล่นปราดจากปลายนิ้วมือซ้ายทะลุพุ่งตรงเข้าสู่กลางอก หัวใจของเธอเต้นกระตุกผิดจังหวะอย่างรุนแรง ก่อนจะบีบรัดจนเจ็บเจียนตาย โลกทั้งใบหมุนคว้าง หูอื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อตนเอง สติสัมปชัญญะดิ่งวูบลงสู่ความมืดมิด สิ่งสุดท้ายที่เธอรับรู้คือกลิ่นไหม้ของเนยที่กระเด็นตกบนเตาไฟ
จบสิ้นกันที ชีวิตที่เอาแต่ก้มหน้าทำงานหนักราวกับวัวควาย นั่นคือเสียงความคิดสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะดับสูญ
หยดน้ำเย็นเฉียบหยดลงบนแก้มเรียกสติที่แตกซ่านให้กลับคืนมา หลินเฟยสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด ทว่าสิ่งที่ไหลผ่านจมูกกลับไม่ใช่กลิ่นหอมของอาหารชั้นเลิศ แต่เป็นกลิ่นเหม็นอับของไม้เปื่อยยุ่ยและกลิ่นฝุ่นรา เธอลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก แสงสลัวที่ลอดผ่านรอยรั่วบนหลังคากระทบเข้ากับดวงตาจนต้องกะพริบถี่เพื่อปรับโฟกัส
ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วไปทั่วร่างกาย เจ็บระบมราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกกระบองไม้ทุบตีจนเนื้อแตก หลินเฟยครางในลำคอ พยายามขยับนิ้วมือที่แข็งทื่อ
“พระสนม พระสนมฟื้นแล้ว” เสียงสะอื้นไห้ของเด็กสาวดังขึ้นข้างหู
หลินเฟยหันหน้าไปมองอย่างเชื่องช้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือเด็กสาวในชุดกระโปรงยาวสีหม่นเก่าซอมซ่อ ใบหน้ามอมแมมเปื้อนคราบน้ำตา ถัดไปเป็นเด็กหนุ่มในชุดสีเทาซีดเซียวที่กำลังคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นกระดานไม้จนเกิดเสียงดัง
“สวรรค์มีตา ในที่สุดพระสนมก็ฟื้น ข้าน้อยคิดว่าจะต้องสูญเสียพระองค์ไปเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หลินเฟยขมวดคิ้ว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ชุดโบราณพวกนี้ สรรพนามพวกนี้ กองถ่ายละครหรือ ทว่าความเจ็บปวดที่แผ่นหลังและรอยเลือดที่ซึมผ่านผ้าห่มผืนบางยืนยันชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การแสดง ทันใดนั้น ความทรงจำสายหนึ่งก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก มันไม่ใช่ความทรงจำของเธอ แต่เป็นของหญิงสาววัยสิบแปดปีนามว่า ‘หลินผิน’ สนมขั้นกลางแห่งวังหลังของฮ่องเต้แคว้นฉู่
ภาพเหตุการณ์ในหัวฉายชัด ร่างเดิมถูกกล่าวหาว่าวางยาพิษในถ้วยรังนกของจ้าวไป่เหอ สนมกุ้ยเฟยผู้เป็นที่โปรดปราน ฮ่องเต้เซียวจินหรงผู้แสนเย็นชาและเด็ดขาด ไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้นางได้อ้าปากอธิบาย เขาสั่งโบยนางยี่สิบไม้และเนรเทศเข้าสู่ตำหนักเย็น สถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นสุสานคนเป็นของวังหลัง ทรงสั่งริบข้าวของเครื่องใช้จนหมดสิ้น ปล่อยให้มานอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยว
หลินเฟยหลับตาลงนิ่งงัน ย่อยสลายข้อมูลทั้งหมดในหัว สนมหลินผินผู้นี้ช่างโง่งมและอ่อนแอเหลือเกิน รักบุรุษผู้หนึ่งจนหมดหัวใจ แต่กลับถูกเขามองข้ามและเหยียบย่ำราวกับมดปลวก จนสุดท้ายก็ทนพิษบาดแผลและความตรอมใจไม่ไหว สิ้นใจไปอย่างน่าเวทนาบนเตียงไม้ผุพังแห่งนี้
ช่างเป็นบุรุษที่มืดบอดเสียนี่กระไร สนมหน้าโง่ผู้นี้ถูกใส่ร้ายจนตัวตาย ยังไม่คิดจะไต่สวนให้ถ่องแท้ หลินเฟยคิดในใจอย่างหยามหยัน เธอไม่ใช่หลินผิน เธอคือเชฟกระทะเหล็กที่ปากกัดตีนถีบสู้ชีวิตมาจากก้นครัว ไต่เต้าจนได้จับเงินล้าน สวรรค์อุตส่าห์ให้ชีวิตที่สองมาทั้งที จะให้มานอนตายเน่าเปื่อยในตำหนักเส็งเคร็งนี่น่ะหรือ ฝันไปเถอะ
“พวกเจ้าชื่ออะไร” เสียงแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก
เด็กสาวชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะรีบเช็ดน้ำตาลวกๆ “หม่อมฉันเสี่ยวจูเพคะ ส่วนนี่คือเสี่ยวหลี่จื่อ ขันทีประจำตำหนักของพระองค์ พระสนมจำพวกเราไม่ได้หรือเพคะ”
“ข้าจำได้” หลินเฟยตอบเรียบๆ “แค่ปวดหัวนิดหน่อย ขอน้ำให้ข้าดื่มที”
เสี่ยวจูรีบประคองเจ้านายให้ลุกขึ้นนั่งอย่างเบามือที่สุด ขณะที่เสี่ยวหลี่จื่อลุกพรวดพราดไปหยิบถ้วยกระเบื้องบิ่นที่ใส่น้ำต้มสุกอุ่นๆ มายื่นให้ หลินเฟยรับมาดื่มรวดเดียวจนหมด ความอบอุ่นไหลซ่านลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่าช่วยให้มีแรงขึ้นมาบ้าง
เธอกวาดสายตามองไปรอบห้อง มันกว้างขวางแต่ไร้ซึ่งเครื่องเรือนใดๆ นอกจากเตียงไม้ที่เธอนอนอยู่และโต๊ะเตี้ยๆ ขาหักไปข้างหนึ่ง หน้าต่างกระดาษขาดวิ่นจนลมหนาวพัดโกรกเข้ามา ท่าทางฤดูหนาวปีนี้คงสาหัสนักหากไม่ทำอะไรสักอย่าง
“ฮ่องเต้สั่งริบของทุกอย่างไปหมดเลยหรือ” หลินเฟยถามเสียงเรียบ ไม่มีความเศร้าโศกเจือปนอยู่ในน้ำเสียงแม้แต่น้อย
เสี่ยวหลี่จื่อก้มหน้างุด “พ่ะย่ะค่ะ แม้แต่เสื้อผ้ากันหนาวและเตาผิงก็ถูกกงกงฝ่ายในนำตัวไปจนหมด เหลือเพียงผ้าห่มเก่าๆ ผืนนี้ และเงินก้นถุงที่ข้าน้อยแอบซ่อนไว้ใต้พื้นกระดานอีกเพียงเจ็ดอีแปะพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเฟยแค่นยิ้ม เจ็ดอีแปะ ซื้อซาลาเปาไส้ผักได้ไม่กี่ลูกด้วยซ้ำ แต่สำหรับคนที่เคยเริ่มต้นจากศูนย์อย่างเธอ แค่นี้ก็ถือว่ามีทุนแล้ว
“พวกเจ้าสองคน ทำไมถึงไม่ทิ้งข้าไป สนมที่ถูกส่งมาตำหนักเย็นไม่มีวันได้หวนคืนสู่อำนาจอีก ข้ารับใช้ย่อมหาทางติดสินบนเพื่อย้ายไปตำหนักอื่น เหตุใดจึงยังรั้งอยู่ประคบประหงมข้าที่ใกล้ตาย”
เสี่ยวจูคุกเข่าลงทันที น้ำตาเอ่อคลอ “พระสนมมีพระคุณช่วยชีวิตหม่อมฉันจากการถูกโบยเมื่อปีก่อน หากไม่มีพระองค์ หม่อมฉันคงตายไปแล้ว ชีวิตนี้หม่อมฉันมอบให้พระองค์เพคะ”
“ข้าน้อยก็เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ ตอนที่ข้าน้อยป่วยหนักในหน้าหนาว มีเพียงพระสนมที่แอบส่งยามาให้ พระสนมอยู่ที่ใด ข้าน้อยก็จะอยู่ที่นั่น” เสี่ยวหลี่จื่อกล่าวอย่างหนักแน่น
ความรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นในอกของหลินเฟย อย่างน้อยหลินผินคนเก่าก็ไม่ได้สร้างศัตรูไว้เสียหมด ความเมตตาของนางยังคงหลงเหลือบริวารที่ซื่อสัตย์ที่สุดไว้ให้สองคน ในโลกที่โหดร้ายแห่งนี้ ความภักดีคือสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้
“เอาล่ะ เลิกร้องไห้ได้แล้ว น้ำตาของพวกเจ้าไม่ช่วยให้เราอิ่มท้อง” หลินเฟยสูดลมหายใจลึก พยายามขยับตัวลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกโบยจะแล่นปลาบขึ้นมาจนต้องสูดปาก แต่เธอก็ฝืนทน ขาทั้งสองข้างสั่นเทาแต่ก็ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
เสี่ยวจูและเสี่ยวหลี่จื่อเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ท่าทีของพระสนมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน แววตาที่เคยโศกเศร้าอ่อนแอกลับกลายเป็นแววตาที่เฉียบขาดและดุดัน แผ่นหลังที่เคยค้อมต่ำกลับตั้งตรงราวกับทวนที่พร้อมทะลวงไปข้างหน้า
“เสี่ยวหลี่จื่อ เจ้าจงเล่ามาให้ละเอียด ตำหนักเย็นแห่งนี้ตั้งอยู่ส่วนใดของวังหลัง มีทางออกกี่ทาง และมีใครเดินผ่านไปมาบ้าง”
ขันทีหนุ่มรีบตั้งสติและตอบฉะฉาน “ตำหนักเย็นอยู่ท้ายสุดของวังหลังพ่ะย่ะค่ะ ห่างไกลจากตำหนักของเหล่าพระสนมมาก ด้านหน้ามีประตูลงกลอนแน่นหนา มีทหารยามเฝ้าอยู่สองนาย แต่พวกเขาขี้เกียจนัก มักจะแอบหลับยามบ่าย ส่วนด้านหลังกำแพงตำหนักเป็นตรอกแคบๆ ที่เชื่อมไปยังเรือนซักล้างและคลองส่งน้ำพ่ะย่ะค่ะ บรรดานางกำนัลและขันทีระดับล่างมักจะใช้เส้นทางนั้นเดินผ่านเพื่อเลี่ยงสายตาเจ้านาย”
หลินเฟยตาเป็นประกาย คลองส่งน้ำ เรือนซักล้าง เส้นทางสัญจรของชนชั้นแรงงานในวัง นี่มันทำเลทองของพ่อค้าแม่ค้าชัดๆ
“มีช่องลับหรือรูหมาลอดที่กำแพงด้านหลังบ้างหรือไม่”
“มีพ่ะย่ะค่ะ เป็นช่องระบายน้ำทิ้งเก่า กว้างพอให้กระบุงเล็กๆ ลอดผ่านได้ ข้าน้อยเคยใช้แอบออกไปหาเด็ดยอดหญ้ามาต้มยาให้พระสนม”
“ดีมาก” หลินเฟยยกมือขึ้นลูบคางอย่างใช้ความคิด สมองของเชฟนักบริหารเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว ในที่ที่ไม่มีกฎเกณฑ์เคร่งครัด ไม่มีใครสนใจจะมาตรวจสอบ และมีกลุ่มลูกค้าที่ขาดแคลนสิ่งของบรรเทาทุกข์ ตำหนักเย็นแห่งนี้คือสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการตั้งหลัก
เธอค่อยๆ ยกมือขึ้นปลดปิ่นไม้แกะสลักเรียบๆ ที่ปักอยู่บนมวยผม มันเป็นสิ่งเดียวที่พวกขันทีฝ่ายในไม่ได้ริบไปเพราะเห็นว่าเป็นเพียงไม้ไร้ราคา แต่สำหรับหลินเฟย มันคือทุนรอนก้อนแรก
“เสี่ยวหลี่จื่อ รับสิ่งนี้ไป” เธอยื่นปิ่นไม้ให้ขันทีน้อย
“พระสนม นี่เป็นของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายที่ฮูหยินใหญ่มอบให้พระองค์ก่อนเข้าวังนะเพคะ” เสี่ยวจูรีบร้องท้วง
“ของดูต่างหน้ากินให้อิ่มไม่ได้หรอกเสี่ยวจู” หลินเฟยตอบเสียงเรียบ “เจ้าเอาปิ่นไม้นี้ลอบออกไปทางช่องระบายน้ำ ไปหาขันทีที่เจ้าพอจะรู้จักและไว้ใจได้ แลกมันเป็นเกลือหยาบ ข้าวสารหัก น้ำมันหมู และกากชามาให้ข้า เอามาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ปิ่นไม้นี้จะแลกได้ หากเขาถามว่าเอาไปทำไม บอกเพียงว่าเจ้านายของเจ้าต้องการเอามาต้มประทังชีวิต”
เสี่ยวหลี่จื่อรับปิ่นไม้มาถือไว้อย่างทะนุถนอม สายตาของเขามองเจ้านายด้วยความเลื่อมใส “ข้าน้อยจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่วนเจ้า เสี่ยวจู” หลินเฟยหันมาทางเด็กสาวที่ยังคงทำหน้าตื่นตระหนก “ไปเอาตะกร้ามา ตามข้าออกไปที่ลานหน้าตำหนัก ข้าเห็นมีวัชพืชขึ้นรกเต็มไปหมด เราจะไปดูซิว่ามีอะไรพอจะเอามายัดลงกระเพาะหรือใช้ประโยชน์ได้บ้าง”
“แต่พระสนมเพิ่งจะฟื้น แผลที่หลังก็ยังไม่หายดี ลมหนาวข้างนอกก็แรงนัก”
“ข้ายังไม่ตาย และข้าจะไม่ยอมตายในที่แบบนี้” หลินเฟยตัดบท น้ำเสียงเด็ดขาดจนเสี่ยวจูต้องรีบกลืนคำพูดลงคอ “ชีวิตต่อจากนี้ ข้าหลินเฟยจะเป็นคนลิขิตเอง ผู้ใดที่มันเคยเหยียบย่ำข้า ข้าจะทำให้พวกมันต้องเหลียวกลับมามองด้วยความอิจฉา แต่ก่อนอื่น เราต้องหาของประทังชีวิตให้รอดพ้นคืนนี้ไปให้ได้”
อดีตเชฟสาวก้าวเดินนำบ่าวรับใช้ทั้งสองออกไปสู่ลานกว้างหน้าตำหนักเย็น ลมหนาวพาดผ่านใบหน้า แต่ไม่อาจดับไฟแห่งการต่อสู้ในดวงตาของเธอได้เลย ตำนานบทใหม่ของตำหนักเย็นแห่งนี้เพิ่งจะถูกเปิดฉากขึ้นเท่านั้น

