ตอนที่ 6 : ข้อเสนอแลกความลับ
ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมห้องเครื่องเก่าซอมซ่อ มีเพียงเสียงปะทุของฟืนในเตาและเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวอยู่ภายนอก ท่ามกลางความตื่นตระหนกของเสี่ยวจูและเสี่ยวหลี่จื่อที่แทบจะหยุดหายใจ หลินเฟยกลับทำเพียงเลื่อนชามกระเบื้องที่บรรจุหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วส่งไปตรงหน้าบุรุษลึกลับ พร้อมกับยื่นตะเกียบไม้ไผ่คู่ใหม่ให้
“กินสิ ตอนร้อนๆ นี่แหละอร่อยที่สุด” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังต้อนรับสหายเก่า ไม่ใช่บุรุษชุดดำที่พกกระบี่และเพิ่งพังประตูห้องครัวของนางเข้ามา
เซียวจินหรงหลุบตาลงมองตะเกียบไม้ในมือสตรีตรงหน้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ในฐานะโอรสสวรรค์ ทุกมื้ออาหารของเขาต้องผ่านการทดสอบพิษด้วยเข็มเงินและขันทีชิมอาหารก่อนเสมอ การรับของกินจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะสตรีที่ตนเองเพิ่งมีราชโองการสั่งขัง นับเป็นการกระทำที่โง่เขลาอย่างยิ่ง
ทว่า กลิ่นหอมหวานอมเค็มที่ลอยเตะจมูกอยู่นี้ กลับกำลังทำลายสติสัมปชัญญะของเขาอย่างช้าๆ มันหอมกรุ่น ลุ่มลึก และปราศจากกลิ่นคาวเลือดหรือกลิ่นสมุนไพรมีพิษใดๆ ที่เขาเคยรู้จัก ประกอบกับแววตาใสกระจ่างและท่าทีผ่อนคลายของหลินเฟย ทำให้สัญชาตญาณลึกๆ ในใจบอกเขาว่า อาหารชามนี้ปลอดภัย
ชายหนุ่มตัดสินใจรับตะเกียบมาถือไว้ เขาเลิกผ้าปิดหน้าสีดำลงไปรั้งไว้ที่ปลายคาง เผยให้เห็นริมฝีปากหยักได้รูปและกรามแกร่งที่ขบกันแน่นเป็นสัน มือหนาคีบชิ้นหมูสามชั้นสีแดงมันวาวขึ้นมา ชิ้นเนื้อนั้นเปื่อยยุ่ยจนแทบจะขาดออกจากกันเพียงแค่ถูกคีบ เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งมันเข้าปาก
วินาทีที่ชิ้นหมูสามชั้นสัมผัสกับลิ้น ดวงตาคมกริบของเซียวจินหรงก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่อาจควบคุม
ความเค็มกลมกล่อมของซีอิ๊วหมักเก่าผสานเข้ากับความหวานละมุนของน้ำตาลกรวดที่เคี่ยวจนเป็นคาราเมล ชั้นไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างเนื้อแดงละลายหายไปในโพรงปากแทบจะทันทีที่ขบกัด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมหวนของกระเทียมและรสสัมผัสที่นุ่มนวลราวกับปุยเมฆ มันไม่มีความเลี่ยนเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความกลมกล่อมที่กระแทกใจจนทำให้กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าส่งเสียงร้องคำรามออกมาเบาๆ
โอรสสวรรค์ผู้เสวยแต่อาหารหรูหราที่ปรุงจากวัตถุดิบชั้นเลิศทั่วแคว้น กลับต้องมายอมสยบให้กับหมูตุ๋นธรรมดาๆ ในตำหนักเย็น
ความอร่อยนั้นบังคับให้มือของเขาขยับคีบชิ้นที่สอง และชิ้นที่สามตามมาอย่างรวดเร็ว แม้แต่ข้าวสวยหักๆ ที่หุงผสมธัญพืชราคาถูก เมื่อได้กินคู่กับน้ำซุปขลุกขลิกของหมูตุ๋น มันก็กลายเป็นอาหารรสเลิศที่หยุดกินไม่ได้ เซียวจินหรงลืมสิ้นถึงมาดอันน่าเกรงขาม ลืมไปแม้กระทั่งว่าตนเองกำลังสวมบทบาทใดอยู่ เขากินอาหารตรงหน้าอย่างเงียบเชียบแต่ดุดัน ราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่อดอยากมาแรมเดือน
เสี่ยวจูและเสี่ยวหลี่จื่อลอบกลืนน้ำลายลงคอ มองผู้บุกรุกแย่งอาหารมื้อดึกของพวกตนไปต่อหน้าต่อตา แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้วง
หลินเฟยนั่งเท้าคางมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มมุมปาก นางรินน้ำชาเก่าๆ ที่คั่วไฟจนหอมใส่ถ้วยบิ่นๆ แล้วเลื่อนไปให้เขา “ช้าลงหน่อยพี่ชาย ข้าไม่ได้ใส่ยาพิษลงไปหรอกนะ ไม่ต้องรีบกินราวกับกลัวใครจะมาแย่งขนาดนั้น”
คำพูดติดตลกของหญิงสาวทำให้เซียวจินหรงชะงักตะเกียบกึก เขาก้มมองชามกระเบื้องที่บัดนี้ว่างเปล่า เหลือเพียงคราบน้ำมันบางๆ ติดก้นชาม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีเข้มที่จ้องมองมาอย่างรู้ทัน ความรู้สึกเสียหน้าแล่นริ้วขึ้นมาในอก เขาเพิ่งจะแสดงกิริยาตะกละตะกลามต่อหน้าสตรีที่เขาเคยดูแคลนงั้นหรือ
ชายหนุ่มกระแอมในลำคอเพื่อเรียกความขรึมกลับคืนมา เขายกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด รสชาติฝาดเฝื่อนของชาชั้นเลวถูกความหอมจากการคั่วไฟกลบไปจนสิ้น ช่วยล้างความมันในปากได้อย่างยอดเยี่ยม
“รสชาติ... พอใช้ได้” เขากล่าวเสียงเรียบ พยายามรักษาอาการของตนอย่างเต็มที่
หลินเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “พอใช้ได้ แต่ท่านเล่นกวาดเสียเกลี้ยงชาม ไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงให้พวกข้าคลุกข้าวเลยนะ”
เซียวจินหรงชะงักไปอีกครั้ง รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย แต่ด้วยใบหน้าที่หนาปานกำแพงเมือง เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำค่อนแคะขอดนั้น
“เจ้าเป็นสตรีตำหนักเย็น เหตุใดจึงมีฝีมือทำอาหารเช่นนี้ได้” เขาเปลี่ยนเรื่องถาม น้ำเสียงกลับมาเยือกเย็นและคุกคามเช่นเดิม “อีกทั้งยังกล้าติดสินบนขันที ลอบนำเนื้อหมูเข้ามาในเขตหวงห้าม โทษฐานฝ่าฝืนกฎวังหลัง เจ้าคงรู้ดีว่ามีผลเช่นไร”
คำขู่นั้นทำเอาเสี่ยวหลี่จื่อแข้งขาอ่อนยวบ ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที “ใต้เท้าไว้ชีวิตด้วย! ข้าน้อยเป็นคนลอบออกไปเอง พระสนมไม่เกี่ยวพ่ะย่ะค่ะ หาใต้เท้าจะจับตัว ขอจงจับข้าน้อยไปรับโทษเถิด!”
หลินเฟยปรายตามองลูกน้องด้วยความเอ็นดูปนระอา ก่อนจะหันกลับมาประจันหน้ากับบุรุษร่างสูง นางไม่ได้มีทีท่าหวาดหวั่นต่อรังสีอำมหิตที่เขาแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย กลับยืดแผ่นหลังขึ้นตรง ดวงตาพราวระยับราวกับพ่อค้าที่กำลังประเมินราคาสินค้า
“โทษทัณฑ์อันใดกันเล่า ข้าก็แค่ต้มหมูกินประทังชีวิต ท่านเองก็เพิ่งจะกลืนหลักฐานชิ้นสำคัญลงท้องไปจนหมดเกลี้ยง หากจะเอาผิดข้า ท่านคงต้องผ่าท้องตัวเองเพื่อเอาหลักฐานไปส่งให้กงกงฝ่ายในแล้วล่ะ”
เซียวจินหรงหรี่ตาลง สตรีผู้นี้ช่างฝีปากกล้านัก กล้าย้อนอกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไร้ความเกรงกลัว นางแตกต่างจากสนมหลินผินในความทรงจำของเขาอย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็นคนละคน
“เจ้าไม่กลัวข้าเอาเรื่องนี้ไปรายงานเบื้องบนหรือ” เขากดเสียงต่ำเพื่อลองเชิง
“รายงานแล้วท่านจะได้สิ่งใดเล่า” หลินเฟยสวนกลับทันควัน “ได้อย่างมากก็แค่คำชมจอมปลอมจากพวกขันทีหน้าเลือด หรือไม่ก็ได้เลื่อนขั้นนิดหน่อย แต่หากท่านยอมปิดตาข้างหนึ่ง และหุบปากให้สนิท ท่านจะได้สิ่งที่ล้ำค่ากว่านั้นมาก”
“สิ่งที่ล้ำค่ากว่า” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “เจ้ามีสิ่งใดมาเสนอข้า ในสถานที่ที่ข้นแค้นเช่นนี้”
หลินเฟยประสานมือวางไว้บนโต๊ะ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย “อาหารอร่อยๆ อย่างไรเล่า”
นางเว้นจังหวะ ปล่อยให้ข้อเสนอนั้นซึมซาบเข้าไปในหัวของเขา “ท่านเป็นองครักษ์เวรดึก ต้องเดินลาดตระเวนฝ่าลมหนาวทุกค่ำคืน อาหารที่โรงครัวจัดไว้ให้พวกท่าน คงหนีไม่พ้นหมั่นโถวแข็งๆ กับน้ำแกงจืดชืดที่เย็นชืดไปแล้วใช่หรือไม่ ร่างกายที่เหนื่อยล้า หากไม่ได้ของร้อนๆ และรสชาติจัดจ้านตกถึงท้อง ย่อมไม่มีแรงทำงาน”
เซียวจินหรงนิ่งงัน นางวิเคราะห์สถานการณ์ของเหล่าทหารยามได้อย่างเฉียบขาด แม้เขาจะไม่ใช่องครักษ์จริง แต่ก็รู้ดีว่าสวัสดิการของทหารเวรยามวิกาลนั้นย่ำแย่เพียงใด
“ข้าขอเสนอข้อตกลงแลกเปลี่ยน” หลินเฟยกล่าวต่อ น้ำเสียงจริงจังขึ้น “ข้าจะทำอาหารมื้อดึกให้ท่าน ทุกคืนที่ท่านเข้าเวรลาดตระเวนผ่านมาทางนี้ ขอเพียงแค่ท่านเคาะหน้าต่างเบาๆ สามครั้ง อาหารร้อนๆ รสชาติเลิศล้ำที่ไม่เคยมีในห้องเครื่องหลวง จะเตรียมพร้อมรอท่านอยู่เสมอ แลกกับการที่ท่านรูดซิปปากให้สนิท ทำเป็นมองไม่เห็นการลักลอบค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ของพวกข้า”
ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาและห้าวหาญนี้ ทำเอาเซียวจินหรงแทบจะหลุดหัวเราะออกมา สตรีที่ถูกเขาสั่งขังในตำหนักเย็น กำลังพยายามติดสินบนฮ่องเต้ด้วยอาหารรอบดึก นี่มันเรื่องตลกร้ายอันใดกัน
แต่เมื่อนึกถึงรสชาติของหมูตุ๋นที่เพิ่งกินเข้าไป กระเพาะอาหารของเขาก็มีปฏิกิริยาตอบรับข้อเสนอนั้นอย่างรวดเร็ว อาหารที่ห้องเครื่องหลวงทำมาถวาย ล้วนเต็มไปด้วยความระมัดระวังจนจืดชืดไร้รสชาติ เขาเบื่อหน่ายมันจนแทบไม่อยากตักเข้าปาก แต่ฝีมือการทำอาหารของสตรีตรงหน้า กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ค้นพบขุมทรัพย์
“เจ้ามั่นใจในรสมือของตนเองถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” เขาแสร้งทำเป็นลังเล
“หากท่านไม่เชื่อพรุ่งนี้ท่านลองกลับมาอีกครั้งสิ ข้าจะทำให้ท่านดูว่า สวรรค์ในช่องปากนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร” หลินเฟยท้าทาย ก่อนจะหรี่ตาลงมองด้ามกระบี่ที่เอวของเขา “แต่ของดีก็ต้องมีราคาค่างวด วัตถุดิบทุกอย่างข้าต้องใช้เงินซื้อมา ในเมื่อข้าทำอาหารเลี้ยงท่าน ท่านก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ข้าด้วยเช่นกัน”
“จ่ายเงิน” ชายหนุ่มทวนคำเสียงหลง นางคิดจะรีดไถเขาด้วยหรือ
“ใช่สิ ท่านคิดว่าข้าจะให้กินโดยไม่เสียเงินหรืออย่างไร” หลินเฟยพ่นลมหายใจออกทางจมูก “ดูจากฝักกระบี่ที่หุ้มด้วยหนังเกรดดี และผ้าแพรพรางกายที่ทอเนื้อแน่นขนาดนี้ ตำแหน่งองครักษ์ของท่านคงไม่ธรรมดา เบี้ยหวัดรายเดือนคงมีไม่น้อย ข้าคิดราคาเป็นกันเองก็แล้วกัน จ่ายมาเพียงสัปดาห์ละหนึ่งตำลึงเงิน ข้าจะดูแลกระเพาะอาหารของท่านให้เปรมปรีดิ์ไปตลอดเจ็ดวันเต็ม”
หนึ่งตำลึงเงิน สำหรับชนชั้นแรงงานในวัง ถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่สำหรับหลินเฟย นางมองออกว่าบุรุษตรงหน้ามีฐานะไม่ธรรมดา การเรียกเก็บเงินก้อนใหญ่ล่วงหน้าแบบระบบสมาชิก คือการผูกมัดลูกค้าวีไอพีให้อยู่หมัด
เซียวจินหรงมองสตรีตรงหน้าด้วยความทึ่งระคนขบขัน นางช่างกล้าหาญและหน้าเงินอย่างร้ายกาจ เขาไม่เคยพบสตรีใดในวังหลังที่กล้าต่อรองผลประโยชน์กับบุรุษอย่างหน้าชื่นตาบานเช่นนี้มาก่อน
เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบก้อนเงินก้อนหนึ่งโยนลงบนโต๊ะไม้กังวานเสียงดัง ปึก!
มันคือเงินแท่งบริสุทธิ์ขนาดหนึ่งตำลึง รูปร่างของมันสะท้อนแสงไฟวิบวับบาดตาเสี่ยวจูและเสี่ยวหลี่จื่อจนตาแทบถลน
“นั่นคือค่าอาหารล่วงหน้าสำหรับสัปดาห์นี้” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดแจงดึงผ้าปิดหน้าขึ้นมาปิดบังใบหน้าครึ่งล่างเช่นเดิม “หวังว่าอาหารของเจ้าจะคุ้มค่ากับเงินที่ข้าจ่ายไป”
หลินเฟยคว้าก้อนเงินนั้นมาถือไว้ในมือ สัมผัสความเย็นเยียบและน้ำหนักของมันด้วยรอยยิ้มกว้าง “รับรองได้เลยว่า ท่านจะรู้สึกว่าหนึ่งตำลึงนี้มันถูกแสนถูก”
นางเงยหน้าขึ้นมองเขา “จริงสิ เราตกลงทำการค้ากันแล้ว ข้ายังไม่รู้ชื่อของท่านเลย ข้าชื่อหลินเฟย แล้วท่านล่ะ พี่ชายองครักษ์”
เซียวจินหรงชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเดินออกไป เขานิ่งคิดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ไม่ได้ใช้มาเนิ่นนาน
“มู่เฉิน... เรียกข้าว่า มู่เฉิน”
“ตกลง มู่เฉิน พรุ่งนี้ยามจื่อ (23.00-00.59 น.) อย่าลืมมาเคาะหน้าต่างก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงแค่ปรายตามองนางเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวทะยานขึ้นสู่อากาศ หายวับไปในความมืดมิดของค่ำคืนอย่างรวดเร็วไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น
เมื่อแน่ใจว่าผู้บุกรุกจากไปแล้ว เสี่ยวจูก็ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้น ปล่อยโฮออกมาด้วยความโล่งอก “พ... พระสนม หม่อมฉันนึกว่าพวกเราจะหัวขาดกันหมดแล้วเสียอีกเพคะ บุรุษผู้นั้นน่ากลัวเหลือเกิน รังสีอำมหิตแผ่กระจายจนหม่อมฉันหายใจไม่ออก”
“น่ากลัวอันใดกัน เขาก็แค่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่หิวโซเท่านั้นแหละ” หลินเฟยโยนก้อนเงินหนึ่งตำลึงเล่นในมือ ดวงตาพราวระยับด้วยความตื่นเต้น
เสี่ยวหลี่จื่อค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยขาสั่นๆ “ต... แต่ว่าพระสนมไปรีดไถเงินเขาตั้งหนึ่งตำลึง หากเขาเอาเรื่องนี้ไปฟ้องกงกงฝ่ายใน เราจะไม่ตายจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าโง่เอ๊ย” หลินเฟยใช้ปลายนิ้วดีดหน้าผากขันทีน้อยเบาๆ หนึ่งที “หากเขาคิดจะฟ้อง เขาจะยอมนั่งกินหมูตุ๋นจนหมดชามแล้วควักเงินจ่ายให้ข้าแต่โดยดีหรือ การที่เขายอมจ่ายเงินก้อนนี้ เท่ากับเขายอมรับเงื่อนไขการเป็นคู่ค้ากับเราแล้วต่างหาก เขาหิว ข้ามีอาหาร เขาต้องการเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ข้าก็ต้องการเช่นกัน นี่คือผลประโยชน์ที่ลงตัวที่สุด”
หญิงสาวกำเงินหนึ่งตำลึงไว้แน่น หันไปมองเตาดินเผาที่ไฟเริ่มมอดลง รอยยิ้มแห่งความทะเยอทะยานปรากฏชัดบนใบหน้า
“คืนนี้เราได้ลูกค้าวีไอพีมาหนึ่งรายแล้ว เสี่ยวหลี่จื่อ พรุ่งนี้เช้าเจ้าเอาเงินอีแปะที่เราขายน้ำพริกได้เมื่อกลางวัน ไปตกลงซื้อเศษมันหมูและวัตถุดิบอื่นๆ จากห้องเครื่องให้มากขึ้น เราจะขยายกิจการน้ำพริกกระบอกไปสู่เรือนอื่นๆ ส่วนเงินหนึ่งตำลึงนี้ ข้าจะเก็บไว้เป็นทุนก้อนใหญ่สำหรับเปิดตลาดใหม่ในอนาคต”
ตำหนักเย็นที่เคยหลับใหล บัดนี้กำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยกลิ่นหอมของอาหารและเสียงกระทบกันของเหรียญเงิน หลินเฟยรู้ดีว่า การมาเยือนของ ‘มู่เฉิน’ ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือสะพานเส้นสำคัญที่จะพานางก้าวข้ามกำแพงแห่งความตายนี้ไปสู่อิสรภาพที่แท้จริง
ปลาตัวใหญ่กินเบ็ดแล้ว... ที่เหลือก็แค่ใช้รสชาติอาหารมัดใจมันให้อยู่หมัดเท่านั้น!
