บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 : ลูกค้ากลุ่มแรก

ยามอู่ (11.00-12.59 น.) ลานซักล้างริมคลองส่งน้ำท้ายวังหลังเต็มไปด้วยเสียงจอแจของบรรดานางกำนัลระดับล่าง มือที่หยาบกร้านแดงเถือกจากการแช่น้ำเย็นจัดในฤดูหนาวกำลังขยี้ผ้าอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อถึงเวลาพัก เสียงถอนหายใจก็ดังระงมไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างทยอยเดินไปรับชามข้าวจากขันทีโรงครัวที่เข็นรถมาส่ง

ชามกระเบื้องหยาบๆ บรรจุข้าวกล้องผสมธัญพืชราคาถูก โปะหน้าด้วยผักกาดขาวต้มเกลือสีซีดเซียวและน้ำแกงใสแจ๋วที่แทบจะมองไม่เห็นคราบน้ำมัน นี่คืออาหารมื้อเที่ยงที่พวกนางต้องทนกลืนลงคอทุกวันเพื่อประทังชีวิตให้มีแรงซักผ้าต่อในยามบ่าย

เสี่ยวหลี่จื่อเดินห่อไหล่ซุกมือไว้ในแขนเสื้อ ท่าทางหนาวสั่นไม่ต่างจากขันทีน้อยคนอื่นๆ เขาลอบสังเกตการณ์อยู่หลังต้นหลิวใหญ่ริมคลอง สายตากวาดมองกลุ่มนางกำนัลที่กำลังนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อเห็นเป้าหมายที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เขาก็สูดลมหายใจลึก เรียกความกล้าแล้วเดินตรงเข้าไปหา

“อ้าว พี่สาวซื่อซื่อ วันนี้ลมหนาวแรงนัก พวกท่านยังต้องซักผ้ากองโตอีกหรือ” เสี่ยวหลี่จื่อร้องทักด้วยน้ำเสียงสดใส แสร้งทำเป็นบังเอิญผ่านมา

ซื่อซื่อ นางกำนัลร่างท้วมที่เคยแบ่งปันเศษฟืนให้เขาเมื่อเดือนก่อนเงยหน้าขึ้นจากชามข้าว นางขมวดคิ้วเล็กน้อย “เสี่ยวหลี่จื่อหรอกหรือ เจ้ามาทำอะไรแถวนี้ ไม่ไปเฝ้าพระสนมของเจ้าแล้วหรือไร”

“เจ้านายข้าน้อยหลับพักผ่อนอยู่ ข้าน้อยจึงแอบมารับลมเล่นแถวนี้” ขันทีน้อยยิ้มกริ่ม ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินไม่ใกล้ไม่ไกลจากวงกินข้าวของพวกนางมากนัก เขาหยิบห่อผ้าเก่าๆ ออกมาจากอกเสื้อ เปิดออกให้เห็นหมั่นโถวสีคล้ำที่แข็งเป็นหินลูกหนึ่ง

นางกำนัลในวงพากันส่ายหน้าเวทนา อาหารของขันทีตำหนักเย็นช่างน่าอนาถกว่าพวกนางเสียอีก

ทว่าเสี่ยวหลี่จื่อไม่ได้มีท่าทีรันทดแต่อย่างใด เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้ออีกครั้ง แล้วดึงกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กที่ปิดจุกด้วยเศษผ้าออกมา นิ้วผอมเกร็งค่อยๆ ดึงจุกผ้าออกอย่างเชื่องช้า

วินาทีที่ฝาถูกเปิดออก กลิ่นหอมฉุนของพริกคั่วไฟผสานกับกระเทียมเจียวและน้ำมันหมูเข้มข้น ก็ถูกลมหนาวพัดโชยไปปะทะจมูกของกลุ่มนางกำนัลซักล้างอย่างจัง

ซื่อซื่อที่กำลังจะคีบผักต้มเกลือเข้าปากถึงกับชะงักตะเกียบกึก จมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นประหลาดที่หอมหวนจนน้ำลายสอ นางหันขวับไปมองขันทีน้อยทันที “เสี่ยวหลี่จื่อ นั่นเจ้าถืออะไรอยู่น่ะ กลิ่นฉุนเตะจมูกดีแท้”

เสี่ยวหลี่จื่อลอบยิ้มในใจ แผนการของพระสนมช่างได้ผลชะงัดนัก เขาแสร้งทำหน้าซื่อตาใส “อ้อ... ของฝากจากบ้านเกิดน่ะพี่สาว ญาติห่างๆ ของข้าน้อยลักลอบฝากขันทีส่งของมาให้ เป็นน้ำพริกผัดกากหมูสูตรพื้นบ้าน เอาไว้กินแก้หนาว”

พูดจบเขาก็ใช้ตะเกียบไม้คีบกากหมูสีเหลืองทองที่เคลือบไปด้วยน้ำมันพริกสีแดงสดชิ้นหนึ่งเข้าปาก แล้วออกแรงเคี้ยว

กร้วม... กรอบ...

เสียงเคี้ยวกากหมูทอดกรอบดังชัดเจนในความเงียบ ตามด้วยเสียงสูดปากเบาๆ ราวกับเผ็ดร้อนนักหนาของเสี่ยวหลี่จื่อ “ซี๊ด... เผ็ดร้อนถึงใจจริงๆ กินกับหมั่นโถวแข็งๆ นี่ยังอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเอง ร่างกายอุ่นวาบขึ้นมาเลยเชียว”

กลืนน้ำลายดังกึก นางกำนัลรอบวงต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอ อาหารในชามของพวกนางจืดชืดราวกับเคี้ยวท่อนไม้ ยิ่งได้กลิ่นหอมมันของน้ำมันหมูและกากหมูที่แผ่ซ่านมาจากกระบอกไม้ไผ่ กระเพาะอาหารก็พากันประท้วงเสียงดังโครกคราก

ซื่อซื่อทนความเย้ายวนไม่ไหว นางวางชามข้าวลงแล้วขยับเข้าไปใกล้ขันทีน้อย “ดูน่ากินดียี่ห้อ ข้าขอชิมสักคำได้หรือไม่ ผักต้มโรงครัววันนี้จืดชืดจนข้าจะอาเจียนอยู่แล้ว”

เสี่ยวหลี่จื่อแสร้งทำทีเป็นลังเล กอดกระบอกไม้ไผ่ไว้แนบอก “โธ่ พี่สาว ของสิ่งนี้ทำยากนัก ญาติข้าส่งมาให้เพียงไม่กี่กระบอก ข้ากะจะเก็บไว้กินยามหน้าหนาวจัด...”

“เถอะน่า ข้าขอชิมแค่นิดเดียว” ซื่อซื่อไม่รอช้า ใช้ตะเกียบของตนเองจ้วงลงไปในกระบอกไม้ไผ่ คีบกากหมูชิ้นเล็กๆ ติดพริกเผาขึ้นมาเข้าปาก

ทันทีที่ฟันขบลงไป ความเค็มมันของไขมันหมูก็แตกซ่าน รสเผ็ดจัดจ้านของพริกคั่วพุ่งทะลวงขึ้นจมูก ตามด้วยความหอมของกระเทียมเจียวที่อบอวลไปทั่วโพรงปาก รสชาติที่รุนแรงและมีมิติเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ลิ้นของนางกำนัลท้ายวังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ความเผ็ดร้อนทำให้ร่างกายที่หนาวเหน็บร้อนผ่าวขึ้นมาในพริบตา นางรีบคีบข้าวกล้องในชามของตนเองเข้าปากตามไป ความจืดชืดของข้าวกลับกลายเป็นความอร่อยล้ำเมื่อผสมผสานกับน้ำมันพริก

“สวรรค์! อร่อยเหลือเกิน!” ซื่อซื่อตาเบิกกว้าง “รสชาติจัดจ้านถึงใจนัก ข้าไม่เคยกินกากหมูที่กรอบและหอมเช่นนี้มาก่อนเลย”

นางกำนัลคนอื่นๆ เห็นท่าทางของซื่อซื่อก็ทนไม่ไหว พากันกรูเข้ามาขอชิมบ้าง เสี่ยวหลี่จื่อปล่อยให้พวกนางใช้ปลายตะเกียบแตะน้ำพริกไปชิมคนละนิดละหน่อย เสียงสูดปากด้วยความเผ็ดและเสียงอุทานด้วยความพึงพอใจดังระงมไปทั่ววงกินข้าว

“เสี่ยวหลี่จื่อ เจ้ายกกระบอกนี้ให้ข้าเถอะ ข้าจะเอาไปคลุกข้าวกิน” นางกำนัลคนหนึ่งเอ่ยปากขอหน้าตาเฉย

“ไม่ได้นะพี่สาว!” เสี่ยวหลี่จื่อรีบดึงกระบอกไม้ไผ่หลบ “นี่เป็นของล้ำค่าของข้า หากพวกท่านอยากได้ ข้าพอจะมีเหลืออยู่ในตะกร้าอีกสิบเอ็ดกระบอก แต่ข้าไม่อาจให้เปล่าๆ ได้หรอกนะ ญาติข้าก็ต้องใช้ต้นทุนในการทำส่งมาให้”

“เจ้าจะขายหรือ” ซื่อซื่อขมวดคิ้ว “เท่าใดล่ะ”

“ข้าเห็นแก่ที่พวกท่านเคยดีต่อข้า ข้าคิดเพียงกระบอกละสามอีแปะก็แล้วกัน”

“สามอีแปะ!” บางคนทำหน้าระอา “แพงไปหรือไม่ ข้าวสารหนึ่งชั่งยังราคาไม่ถึงสิบอีแปะเลย น้ำพริกกระบอกนิดเดียวตั้งสามอีแปะ”

เสี่ยวหลี่จื่อจดจำคำสอนของเจ้านายมาได้ขึ้นใจ เขายืดอกขึ้นเล็กน้อย ปั้นหน้าจริงจัง “พี่สาว ท่านลองคิดดูเถิด ในวังหลังนี้มีผู้ใดทำน้ำพริกที่ใส่กากหมูชิ้นโตๆ และหอมพริกคั่วไฟเช่นนี้ได้บ้าง หากท่านกำเงินสามอีแปะไปซื้อกับขันทีห้องเครื่อง อย่างมากก็ได้แค่เศษผักกาดเน่าๆ แต่ด้วยสามอีแปะนี้ ท่านจะได้กินข้าวอย่างมีความสุขไปอีกหลายวัน ร่างกายก็อบอุ่นมีแรงซักผ้าสู้ลมหนาว ของฝากชุดนี้มีจำกัด หมดแล้วหมดเลย ข้าคงต้องรออีกหลายเดือนกว่าญาติจะส่งมาให้ใหม่”

คำพูดที่แทงใจดำและหลักการความขาดแคลนทำให้นางกำนัลเริ่มลังเล รสชาติเผ็ดร้อนเค็มมันยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น ความสุขจากการได้กินของอร่อยมันช่างหอมหวานนัก สามอีแปะสำหรับพวกนางที่ได้เบี้ยหวัดเดือนละห้าสิบอีแปะ ถือว่าซื้อความเจริญอาหารได้คุ้มค่า

“ตกลง ข้าเอาหนึ่งกระบอก!” ซื่อซื่อตัดสินใจล้วงกระเป๋าผ้าคาดเอว หยิบเหรียญทองแดงสามเหรียญส่งให้ขันทีน้อย

เมื่อมีคนเปิดประเดิม คนอื่นๆ ที่ไม่อยากพลาดของอร่อยก็เริ่มทนไม่ไหว

“ข้าเอาด้วยกระบอกหนึ่ง!”

“ข้าขอสองกระบอกเลย จะเอาไปแบ่งให้น้องสาวที่เรือนเย็บปักด้วย”

ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป กระบอกไม้ไผ่ทั้งสิบสองกระบอกในตะกร้าก็ถูกขายจนหมดเกลี้ยง เสี่ยวหลี่จื่อรับเหรียญอีแปะมาใส่ในถุงผ้าเก่าๆ จนมันตุงและมีน้ำหนัก มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นสุดขีด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาหาเงินได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงและการพูดจาหว่านล้อมของตนเอง

“ขอบคุณพี่สาวทุกท่าน หากคราวหน้าญาติข้าส่งมาอีก ข้าจะแวะมาบอกกล่าวเป็นคนแรกเลยนะขอรับ” เสี่ยวหลี่จื่อค้อมศีรษะอำลา ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวเดินหนีออกมาจากบริเวณลานซักล้าง พยายามเก็บอาการดีใจไม่ให้กระโดดโลดเต้นจนผิดสังเกต

เขาเดินลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้ อาศัยความคุ้นเคยกับเส้นทางหลบเลี่ยงสายตาผู้คน จนกระทั่งมาถึงกำแพงด้านหลังของตำหนักเย็น เขาก้มลงมุดลอดช่องหมาลอดที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบตะไคร่น้ำอย่างรวดเร็ว

“พระสนม! ข้าน้อยกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

ทันทีที่โผล่พรวดเข้ามาในลานหลังตำหนัก เสี่ยวหลี่จื่อก็ตะโกนเสียงหลง หลินเฟยที่กำลังนั่งใช้มีดบิ่นๆ เหลาไม้ฟืนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เงยหน้าขึ้นมอง ส่วนเสี่ยวจูรีบวิ่งเข้ามารับตะกร้าที่บัดนี้ว่างเปล่าไร้กระบอกน้ำพริก

“หมดหรือ” หลินเฟยถามสั้นๆ แม้ในใจจะรู้อยากมั่นใจแต่ก็อยากได้ยินจากปาก

“หมดเกลี้ยงเลยพ่ะย่ะค่ะ! ไม่มีเหลือแม้แต่กระบอกเดียว!” ขันทีน้อยหอบหายใจฮัก ใบหน้าเปื้อนโคลนเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน เขาล้วงถุงผ้าเก่าๆ ออกมาจากอกเสื้อ แล้วเดินไปที่โต๊ะไม้เตี้ยกลางห้อง ก่อนจะเทสิ่งที่อยู่ข้างในลงไป

เคร้ง... แกร๊ก...

เหรียญทองแดงอีแปะสามสิบหกเหรียญร่วงหล่นลงมากระทบแผ่นไม้กระดาน เสียงของมันดังกังวานและไพเราะยิ่งกว่าเสียงพิณสวรรค์ในความรู้สึกของคนทั้งสาม แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างสะท้อนกับผิวโลหะสีทองแดงจนเกิดประกายระยิบระยับ

เสี่ยวจูยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้าง น้ำตาแห่งความปีติเอ่อคลอ “สวรรค์... เงินตั้งสามสิบหกอีแปะ หม่อมฉันไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้ในตำหนักเย็นมาก่อนเลยเพคะ”

หลินเฟยวางมีดในมือลง เดินเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะ นิ้วเรียวเกลี่ยกองเหรียญกษาปณ์ตรงหน้าช้าๆ ความรู้สึกคุ้นเคยของการได้จับเงินกำไรก้อนแรกกลับคืนมาอีกครั้ง แม้มันจะเป็นเพียงเศษเงินในสายตาของเศรษฐี แต่มันคือปฐมบทแห่งความมั่งคั่งของนางในโลกใบนี้

“ทำได้ดีมากเสี่ยวหลี่จื่อ เจ้าเป็นนักขายที่มีพรสวรรค์” หลินเฟยเอ่ยชม รอยยิ้มบางๆ ประดับบนมุมปาก “พวกนางว่าอย่างไรบ้างตอนที่เจ้าบอกราคาสามอีแปะ”

“ตอนแรกพวกนางก็บ่นว่าแพงพ่ะย่ะค่ะ แต่พอข้าน้อยทำตามที่พระสนมสอน บอกว่าของหายาก มีจำกัด และเปรียบเทียบกับผักต้มเน่าๆ ของโรงครัว พวกนางก็ยอมควักเงินซื้อแย่งกันจนแทบจะตีกันเลยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยยืดอกรับคำชมอย่างภูมิใจ

“นี่แหละคือศิลปะของการค้า” หลินเฟยชี้มือไปที่กองเงิน “การขายของไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนสินค้ากับเงินตรา แต่คือการขายความพึงพอใจและแก้ไขความทุกข์ของลูกค้า พวกนางทุกข์เพราะอาหารจืดชืด เรามอบความสุขด้วยความจัดจ้าน สามอีแปะจึงเป็นราคาที่พวกนางเต็มใจจ่าย”

หญิงสาวกวาดเงินเจ็ดอีแปะแยกออกมาจากกองใหญ่ “นี่คือต้นทุนที่เราเสียไปเมื่อเช้า” จากนั้นนางก็ชี้ไปที่กองเงินยี่สิบเก้าเหรียญที่เหลือ “ส่วนนี่... คือกำไร”

คำว่า ‘กำไร’ ดังก้องอยู่ในหัวของบ่าวรับใช้ทั้งสอง พวกเขาไม่เคยเรียนรู้เรื่องการค้าขายมาก่อน แต่ภาพตรงหน้าทำให้พวกเขาเข้าใจหลักการเบื้องต้นได้อย่างถ่องแท้ จากเศษเงินเจ็ดอีแปะที่เกือบจะไม่มีค่า กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน พระสนมของพวกเขาราวกับมีเวทมนตร์เสกเงินได้

“เราจะเก็บเงินพวกนี้ไว้ซื้อเสบียงกินตอนหน้าหนาวใช่หรือไม่เพคะ” เสี่ยวจูถามด้วยความหวัง

“เก็บไว้เฉยๆ เงินมันก็งอกเงยไม่ได้หรอกเสี่ยวจู” หลินเฟยส่ายหน้าเบาๆ “เราต้องนำกำไรบางส่วนไปลงทุนต่อ เพื่อให้ได้กำไรที่มากขึ้นต่างหาก”

“ลงทุนต่อหรือพ่ะย่ะค่ะ เราจะทำน้ำพริกขายอีกหรือ”

“น้ำพริกเป็นแค่สินค้านำร่องเพื่อเปิดตลาดและหาทุนก้อนแรกเท่านั้น หากเราขายแต่สิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่นานพวกนางก็จะเบื่อ และขันทีคนอื่นอาจจะสังเกตเห็นจนลอกเลียนแบบได้” สมองของเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟเริ่มวางแผนขั้นตอนต่อไปอย่างรวดเร็ว “ตอนนี้เรามีเงินมากพอที่จะซื้อวัตถุดิบที่ดีกว่าเศษมันหมูแล้ว”

หลินเฟยกวาดเงินยี่สิบอีแปะใส่กลับลงไปในถุงผ้า แล้วยื่นส่งให้เสี่ยวหลี่จื่อ “เย็นนี้ ตอนที่ขันทีห้องเครื่องเริ่มเปลี่ยนเวรยาม เจ้าจงมุดช่องลับออกไปอีกครั้ง เอาเงินยี่สิบอีแปะนี้ไปหาซื้อเนื้อหมูสามชั้นที่มีมันแทรกสวยๆ มาให้ข้าสักครึ่งชั่ง ขอกระเทียม ซีอิ๊วเก่าที่หมักจนหอม และน้ำตาลกรวดมาด้วย ส่วนเงินที่เหลือเก้าอีแปะ เราจะเก็บเป็นทุนสำรอง”

“เนื้อหมูสามชั้น!” เสี่ยวหลี่จื่อร้องเสียงหลง “พระสนม เราจะได้กินเนื้อหมูเป็นชิ้นๆ แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ใช่ คืนนี้ข้าจะทำ ‘หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว’ เมนูที่เนื้อหมูจะละลายในปากจนพวกเจ้าแทบไม่ต้องเคี้ยว” หลินเฟยประกาศกร้าว ดวงตาพราวระยับ “แต่ไม่ใช่แค่ทำกินเองหรอกนะ ข้าจะใช้กลิ่นหอมของมัน ตกปลาตัวใหญ่กว่าพวกนางกำนัลซักล้างต่างหาก”

เสี่ยวจูและเสี่ยวหลี่จื่อลอบกลืนน้ำลายพร้อมกัน ไม่ใช่แค่เพราะความหิวที่ก่อตัวขึ้นเมื่อได้ยินชื่อเมนูอาหาร แต่เป็นเพราะประกายตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของเจ้านาย ไม่ว่าปลาตัวใหญ่ที่พระสนมหมายถึงจะเป็นใคร พวกเขามั่นใจเหลือเกินว่า ปลาตัวนั้นจะต้องมาติดเบ็ดและยอมสยบให้กับรสมือของอดีตสนมตำหนักเย็นผู้นี้อย่างแน่นอน

การเริ่มต้นที่แท้จริง กำลังจะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ ท่ามกลางความมืดและลมหนาว กลิ่นหอมแห่งความอยู่รอดจะล่องลอยข้ามกำแพงสูงลิบลิ่วไปกระตุกต่อมรับรสของผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ภายนอก!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel