บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3: โมเดลธุรกิจริมกำแพง

แสงอรุณแรกของวันใหม่สาดส่องผ่านรอยแยกของหน้าต่างกระดาษ ลมหนาวพัดโชยหอบเอาความเยียบเย็นเข้ามาปะทะใบหน้า หลินเฟยลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ ความปวดเมื่อยตามร่างกายยังคงหลงเหลืออยู่ ทว่าบาดแผลที่แผ่นหลังเริ่มตกสะเก็ดและไม่มีไข้แทรกซ้อนแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับร่างที่เคยอ่อนแออย่างหลินผิน

นางยันตัวลุกขึ้นนั่ง สูดอากาศเย็นเยียบเข้าปอดเพื่อเรียกความสดชื่น สมองที่เคยชินกับการคิดคำนวณต้นทุนและวางแผนการตลาดในฐานะเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟเริ่มทำงานทันที ภาพของกากหมูสีเหลืองทองในชามเมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

“เสี่ยวหลี่จื่อ เข้ามาหาข้าหน่อย” หลินเฟยส่งเสียงเรียก ไม่ดังนักแต่ก็เพียงพอให้คนที่นอนเฝ้าอยู่หน้าประตูได้ยิน

ขันทีน้อยรีบผลักประตูเข้ามา ใบหน้าซูบผอมของเขายังคงมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ อานิสงส์จากข้าวต้มร้อนๆ เมื่อคืนทำให้เช้านี้เขามีเรี่ยวแรงมากกว่าปกติ “พระสนมทรงเรียกใช้ข้าน้อยหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้า” หลินเฟยกวักมือเรียกให้เขาเข้ามาใกล้ “เจ้าเคยเล่าว่าตรอกด้านหลังกำแพงเป็นทางผ่านของพวกนางกำนัลซักล้าง พวกนางทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ อาหารการกินของพวกนางในแต่ละวันเป็นอย่างไรบ้าง”

เสี่ยวหลี่จื่อนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “โรงครัวใหญ่จะจัดแบ่งอาหารตามลำดับขั้นพ่ะย่ะค่ะ เจ้านายระดับสูงได้กินอาหารเลิศรสลดหลั่นกันลงมา ส่วนพวกนางกำนัลระดับล่างและขันทีใช้แรงงานอย่างพวกเรา มักจะได้กินเพียงข้าวหักๆ หุงผสมธัญพืชราคาถูก กับผักกาดต้มเกลือจืดชืด หากวันใดโชคดีอาจได้เศษเนื้อหมูต้มปนมาบ้าง แต่น้ำแกงก็ใสแจ๋วไร้รสชาติ ยิ่งหน้าหนาวเช่นนี้ อาหารมักจะเย็นชืดก่อนจะตกถึงท้องด้วยซ้ำพ่ะย่ะค่ะ”

หลินเฟยได้ฟังก็จุดยิ้มมุมปาก นัยน์ตาเปล่งประกายวาววับราวกับจิ้งจอกที่เห็นเหยื่ออันโอชะ

นั่นปะไร ช่องว่างทางการตลาดขนาดใหญ่เบ้อเริ่ม! คนทำงานใช้แรงงานหนัก ย่อมต้องการอาหารที่ให้พลังงานและรสชาติจัดจ้านเพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร ความจืดชืดเย็นเหน็บคือศัตรูตัวฉกาจของคนเหล่านี้

“ในตำหนักนี้ยังเหลือเศษเงินอยู่เท่าใด”

“เหรียญอีแปะเจ็ดเหรียญซ่อนอยู่ใต้แผ่นกระดานพ่ะย่ะค่ะ”

“เอาออกมาให้หมด” หลินเฟยสั่งการเสียงเฉียบขาด “เจ้านำเงินเจ็ดอีแปะนี้ลอบออกไปที่ห้องเครื่องอีกครั้ง คราวนี้ข้าไม่ต้องการข้าวสาร แต่ข้าต้องการพริกแห้ง ยิ่งเผ็ดยิ่งดี กระเทียมหัวเล็กๆ เกลือหยาบ และที่สำคัญที่สุด ไปขอซื้อเศษมันหมูหรือหนังหมูที่พวกพ่อครัวหั่นทิ้ง ไม่ต้องสนใจว่ามันจะดูน่าเกลียดเพียงใด ขอแค่เป็นไขมันหมู เอามาให้ข้าให้ได้มากที่สุด”

เสี่ยวหลี่จื่อเบิกตากว้าง “เจ็ดอีแปะ ซื้อพริกกับกระเทียมคงพอได้ แต่เศษมันหมู... ข้าน้อยเกรงว่าพวกขันทีห้องเครื่องจะไล่ตะเพิดเอาพ่ะย่ะค่ะ พวกมันหน้าเลือดนัก”

“เจ้าก็ใช้สมองพลิกแพลงเสียสิ” หลินเฟยสอนสั่ง “บอกพวกมันว่าเจ้าเอาไปต้มสกัดน้ำมันเพื่อใช้ทาแผลกันหนาวแตกให้ข้า อ้างความน่าเวทนาของข้าเข้าไป พวกมันเป็นคนห้องเครื่อง ย่อมเห็นเศษหนังหมูเป็นขยะอยู่แล้ว ขยะแลกกับเงินไม่กี่อีแปะ มีหรือพวกหน้ามืดตามัวจะไม่เอา”

ขันทีน้อยพยักหน้าหงึกหงัก ดวงตาเบิกโพลงคล้ายเพิ่งบรรลุธรรม เขาไม่เคยคิดมุมนี้มาก่อนเลย “ข้าน้อยเข้าใจแล้ว ข้าน้อยจะรีบไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”

คล้อยหลังเสี่ยวหลี่จื่อ หลินเฟยก็หันไปสั่งงานเสี่ยวจูที่เพิ่งตักน้ำจากบ่อบาดาลเสร็จ “เสี่ยวจู เจ้าไปหาต้นไผ่แก่ๆ บริเวณหลังตำหนัก ตัดเป็นข้อสั้นๆ ล้างให้สะอาดและตากลมให้แห้ง เราต้องใช้มันบรรจุของมีค่า”

เด็กสาวรับคำอย่างว่าง่าย แม้จะไม่เข้าใจว่าเจ้านายจะทำอะไร แต่หลังจากได้กินข้าวต้มวิเศษเมื่อคืน เสี่ยวจูก็ตั้งปณิธานไว้แล้วว่า ไม่ว่าพระสนมจะสั่งให้ไปตักน้ำกี่หาบ นางก็จะทำโดยไม่ปริปากบ่น

เวลาผ่านไปเกือบชั่วยาม แสงแดดเริ่มแรงขึ้นแต่ไม่อาจขับไล่ความหนาวเย็นได้ เสี่ยวหลี่จื่อมุดลอดช่องหมาลอดกลับเข้ามาในสภาพทุลักทุเลกว่าเมื่อวาน ทว่าใบหน้าเปื้อนฝุ่นกลับมีรอยยิ้มกว้าง ในมือของเขาหอบหิ้วตะกร้าไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบตามที่หลินเฟยต้องการ

“ข้าน้อยได้มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เขาวางตะกร้าลงตรงหน้าเจ้านายอย่างภาคภูมิใจ “พริกแห้งหนึ่งกำมือใหญ่ กระเทียมป่าสองหัว และนี่... เศษมันหมูกับหนังหมูติดมันที่พ่อครัวทิ้งแล้ว ข้าน้อยใช้คารมหลอกล่อจนได้มาเกือบครึ่งชั่ง แลกกับเงินเจ็ดอีแปะจนหมดเกลี้ยงเลยพ่ะย่ะค่ะ”

หลินเฟยมองดูวัตถุดิบตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ แม้พริกแห้งจะสีคล้ำไปบ้างและเศษมันหมูจะดูไม่น่ากินนัก แต่นี่แหละคือขุมทรัพย์ของนาง

“เก่งมากเสี่ยวหลี่จื่อ ก่อไฟที่เตาดินเผาเสีย วันนี้ข้าจะทำของวิเศษที่พวกเจ้าไม่เคยลิ้มลองมาก่อน”

ขั้นตอนการทำอาหารเริ่มขึ้นอีกครั้ง หลินเฟยนำเศษมันหมูและหนังหมูมาล้างน้ำจนสะอาด หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขนาดเท่ากัน นางตั้งกระทะเหล็กเก่าๆ บนเตาไฟที่กำลังลุกโชน ใส่ชิ้นมันหมูลงไปโดยไม่เติมน้ำมันแม้แต่หยดเดียว

เมื่อความร้อนกระทบกับชิ้นไขมัน เสียง ฉ่า ก็ดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวที่ลอยกรุ่น หลินเฟยใช้ตะหลิวไม้คนไปมาอย่างใจเย็น ให้น้ำมันค่อยๆ ซึมออกจากชิ้นมันหมูทีละน้อย กลิ่นหอมหวนเฉพาะตัวของไขมันสัตว์ที่กำลังถูกเจียวเริ่มโชยเตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ปลุกเร้าความหิวโหยได้ดีที่สุด

“ไฟแรงไป ดึงฟืนออกท่อนหนึ่ง” หลินเฟยร้องสั่งขณะสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่กระทะ “การเจียวกากหมูต้องใช้ไฟกลางค่อนอ่อน หากใจร้อนใช้ไฟแรง ผิวด้านนอกจะไหม้ขม แต่น้ำมันด้านในยังไม่ออกมา”

ชิ้นมันหมูที่เคยนิ่มเละค่อยๆ หดตัวลง เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองและกรอบฟู เสียงน้ำมันเดือดปุดๆ ในกระทะฟังดูคล้ายเสียงดนตรีชั้นยอดในหูของเชฟสาว นางตักกากหมูสีเหลืองอร่ามขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงไม้ไผ่เพื่อสะเด็ดน้ำมัน กลิ่นหอมของมันทำให้เสี่ยวจูและเสี่ยวหลี่จื่อต้องลอบกลืนน้ำลายกันหลายอึก

จากนั้น หลินเฟยนำพริกแห้งและกระเทียมที่ปอกเปลือกแล้วไปคั่วในกระทะที่ติดน้ำมันหมูเล็กน้อย คั่วจนกลิ่นฉุนจัดจ้านของพริกตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ความเผ็ดร้อนของมันทำเอาเสี่ยวจูจามออกมาติดๆ กันหลายครั้ง

“พระสนม กลิ่นมันฉุนจนแสบจมูกไปหมดแล้วเพคะ” เด็กสาวยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก

“ยิ่งฉุนยิ่งดี ความเผ็ดร้อนนี่แหละที่จะไปกระชากความตายด้านของลิ้นพวกนางกำนัล” หลินเฟยหัวเราะในลำคอ นางนำพริกและกระเทียมที่คั่วจนหอมเกรียมมาโขลกในโกรกหินใบเก่า โขลกหยาบๆ ไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้ยังมีสัมผัสเวลาเคี้ยว

เมื่อเครื่องแกงพร้อม นางก็เทน้ำมันหมูที่เจียวไว้กลับลงไปในกระทะ รอจนร้อนได้ที่จึงใส่พริกกระเทียมโขลกลงไปผัด เสียงดัง ซู่ พร้อมกับกลิ่นหอมเผ็ดร้อนที่ระเบิดออกมารุนแรงกว่าเดิม คราวนี้ไม่ใช่แค่ฉุน แต่เป็นความหอมที่ทำให้กระเพาะอาหารปั่นป่วน หลินเฟยปรุงรสด้วยเกลือหยาบเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องการให้เค็มโดดจนเกินไป

จังหวะสุดท้ายคือการเทกากหมูทอดกรอบลงไปคลุกเคล้าในกระทะ นางตวัดตะหลิวอย่างรวดเร็วให้กากหมูทุกชิ้นเคลือบไปด้วยน้ำมันพริกสีแดงสดและกระเทียมเจียว ความร้อนทำให้น้ำมันพริกซึมซาบเข้าสู่เนื้อกากหมูจนชุ่มฉ่ำ

“เสร็จแล้ว... น้ำพริกผัดกากหมูสูตรก้นครัวตำหนักเย็น”

หลินเฟยตักน้ำพริกสีสันจัดจ้านลงในชามกระเบื้อง กลิ่นหอมเผ็ดร้อนผสานกับความมันของกากหมูลอยกรุ่นยั่วยวนจิตใจ นางใช้ตะเกียบคีบกากหมูชิ้นหนึ่งที่เคลือบพริกแดงฉานยื่นให้เสี่ยวหลี่จื่อ

“ลองชิมดู ระวังร้อน”

ขันทีน้อยอ้าปากรับกากหมูชิ้นนั้นเข้าไป ทันทีที่ฟันขบลงบนความกรอบ ความเค็มมันของไขมันหมูก็แตกซ่านในโพรงปาก ตามมาด้วยความเผ็ดร้อนของพริกคั่วและกลิ่นหอมของกระเทียม รสชาติจัดจ้านรุนแรงกระแทกใจจนเขาลืมตาโพลง มันไม่ใช่ความอร่อยแบบนุ่มนวล แต่เป็นความอร่อยที่ตื่นเต้นเร้าใจ กินคำแรกแล้วหยุดไม่ได้ อยากจะได้ข้าวสวยร้อนๆ สักชามมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน

“อ... อร่อยมากพ่ะย่ะค่ะ! เผ็ดร้อนจนเหงื่อซึม แต่มันกรุบกรอบเคี้ยวเพลินเหลือเกิน” เสี่ยวหลี่จื่ออุทาน รสชาติจัดจ้านนี้ทำให้ร่างกายที่หนาวสั่นของเขาอุ่นวาบขึ้นมาทันที

เสี่ยวจูที่ได้ชิมไปหนึ่งคำก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างเอาเป็นเอาตาย “หากได้กินคู่กับข้าวต้มหรือข้าวสวยจืดๆ คงจะทำให้เจริญอาหารขึ้นมากเลยเพคะ”

“ถูกต้อง” หลินเฟยยิ้มกริ่ม “นี่คือไม้ตายของเรา ความจืดชืดของอาหารวังหลังจะต้องสยบให้กับน้ำพริกถ้วยนี้ เสี่ยวจู เอาข้อไผ่ที่เตรียมไว้มา”

นางค่อยๆ บรรจุน้ำพริกผัดกากหมูลงในกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กที่ตัดเตรียมไว้ ได้ทั้งหมดสิบสองกระบอก ปิดฝาด้วยเศษผ้าสะอาดและผูกเชือกฟางอย่างแน่นหนา ดูเป็นสินค้าที่เรียบง่ายแต่ซ่อนความประหลาดใจไว้ภายใน

หลินเฟยหันไปมองเสี่ยวหลี่จื่อที่กำลังเลียริมฝีปากด้วยความเสียดาย “เอาล่ะเสี่ยวหลี่จื่อ หน้าที่ต่อไปเป็นของเจ้า”

นางหยิบกระบอกไม้ไผ่ทั้งสิบสองอันใส่ลงในตะกร้าใบเล็ก ยัดใส่มือขันทีน้อย

“เจ้าจงนำตะกร้าใบนี้ไปดักรอที่ริมคลองซักล้างยามที่พวกนางกำนัลพักกินข้าวมื้อกลางวัน จำไว้ให้ดี... ห้ามเดินเร่ขายเด็ดขาด”

เสี่ยวหลี่จื่อขมวดคิ้ว “อ้าว หากไม่เดินเร่ขาย แล้วข้าน้อยจะเอาเงินมาจากที่ใดล่ะพ่ะย่ะค่ะ”

“ฟังให้จบสิ” หลินเฟยถอนหายใจกับความซื่อของลูกน้อง “การเดินเร่ขายจะทำให้สินค้าเราดูไร้ค่า สิ่งที่เจ้าต้องทำคือ แกล้งเดินไปนั่งพักใกล้ๆ กลุ่มนางกำนัลที่คุ้นหน้าคุ้นตากัน แล้วหยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมาเปิดฝา แกล้งทำเป็นกินข้าวหักๆ ของเจ้าคู่กับน้ำพริกนี่ ให้กลิ่นเผ็ดร้อนมันลอยไปเตะจมูกพวกนาง ให้พวกนางได้ยินเสียงเจ้าเคี้ยวกากหมูดังกร้วมๆ”

เชฟสาวเว้นจังหวะ ปล่อยให้ขันทีน้อยจินตนาการตาม

“เมื่อพวกนางทนความจืดชืดของอาหารในชามตัวเองไม่ไหว และเอ่ยปากถามเจ้าว่ากินสิ่งใดอยู่ เจ้าค่อยบอกว่า นี่คือ ของฝากจากบ้านเกิดที่ญาติลักลอบส่งมาให้ มีจำนวนจำกัดเพียงไม่กี่กระบอกเท่านั้น หากพวกนางอยากลิ้มลองเพื่อเปลี่ยนรสชาติ เจ้าถึงจะยอมตัดใจแบ่งขายให้ในราคา... กระบอกละสามอีแปะ”

“สามอีแปะ!” เสี่ยวหลี่จื่อและเสี่ยวจูอุทานพร้อมกัน

“พระสนม ต้นทุนของเราทั้งหมดแค่เจ็ดอีแปะ ทำได้ตั้งสิบสองกระบอก หากขายกระบอกละสามอีแปะ เท่ากับว่าเราจะได้เงินถึงสามสิบหกอีแปะเลยนะเพคะ นี่มันกำไรตั้งหลายเท่าตัว!” เสี่ยวจูนับนิ้วคำนวณอย่างรวดเร็ว

“สามอีแปะสำหรับนางกำนัลที่มีเบี้ยหวัดรายเดือน ถือว่าเศษเงิน” หลินเฟยอธิบายอย่างใจเย็น “แต่สิ่งที่พวกนางจะได้รับ คือความสุขในการกินอาหารที่พวกนางโหยหามานาน ความสุขที่เงินสามอีแปะซื้อจากโรงครัวไม่ได้ เจ้าจงจำไว้ เสี่ยวหลี่จื่อ เราไม่ได้ขายแค่น้ำพริก แต่เรากำลังขายความเจริญอาหารให้พวกนาง”

เสี่ยวหลี่จื่อกำหูตะกร้าแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นและตระหนักรู้ เขามองอดีตสนมที่เคยเงียบขรึมตรงหน้าด้วยสายตาเทิดทูน สตรีผู้นี้ช่างหลักแหลมยิ่งนัก แผนการของนางแนบเนียนและเข้าใจจิตใจมนุษย์อย่างถ่องแท้

“ข้าน้อยเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจะทำให้พวกนางยอมควักเงินสามอีแปะออกมาอย่างเต็มใจที่สุด!”

ขันทีน้อยรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะหมุนตัววิ่งมุดลอดช่องหมาลอดออกไปอีกครั้ง หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น ไม่ใช่หวังเพียงเศษเงินประทังชีวิต แต่เป็นความหวังที่จะได้เห็นธุรกิจเล็กๆ ริมกำแพงตำหนักเย็นนี้ เติบโตงอกงามด้วยสองมือของเจ้านายผู้พลิกชะตาชีวิตของพวกเขาทุกคน

หลินเฟยมองตามหลังบ่าวรับใช้จนลับตา นัยน์ตาสีเข้มทอดมองออกไปนอกกำแพงสูงลิ่ว ริมฝีปากบางขยับยิ้ม นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น เมื่อใดที่น้ำพริกกระบอกนี้ไปแตะลิ้นผู้คนในวังหลัง เมื่อนั้นแหละที่ตลาดมืดของหลินเฟยจะเปิดทำการอย่างเป็นทางการ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel