ตอนที่ 2 ต้องอยู่ให้ได้
ลมหนาวต้นฤดูพัดกรรโชกผ่านลานกว้างหน้าตำหนักเย็น หอบเอาเศษใบไม้แห้งและฝุ่นผงปลิวว่อน ร่างบอบบางของหลินเฟยในชุดกระโปรงสีหม่นที่บางเฉียบสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าสองขายังคงก้าวเดินอย่างมั่นคง ฝ่าเท้าเหยียบย่ำลงบนผืนหญ้ารกชัฏที่สูงแทบหัวเข่า สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบบริเวณราวกับเหยี่ยวที่กำลังมองหาเหยื่อ
“พระสนม ระวังสะดุดก้อนหินนะเพคะ” เสี่ยวจูรีบวิ่งตามมาประคอง สีหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความกังวล “ที่นี่มีแต่หญ้าแห้งกับซากปรักหักพัง กลับเข้าไปหลบลมด้านในเถิดเพคะ หากไข้กลับขึ้นมาอีกจะแย่เอา”
หลินเฟยไม่ตอบ นางย่อตัวลงนั่งยองๆ อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนบาดแผลที่แผ่นหลัง นิ้วเรียวแหวกกอหญ้าแห้งตรงหน้าออก เผยให้เห็นใบไม้สีเขียวอมม่วงที่ขึ้นแทรกตัวอยู่ตามซอกหิน แม้จะดูเหี่ยวเฉาและแคระแกร็น แต่สำหรับคนที่ขลุกอยู่ในครัวมาค่อนชีวิตอย่างนาง มองปราดเดียวก็รู้ว่ามันคือสิ่งใด
“เสี่ยวจู ไปหาไม้ปลายแหลมหรือเศษกระเบื้องแข็งๆ มาให้ข้าที”
เด็กสาวขมวดคิ้วด้วยความฉงน แต่ก็รีบวิ่งไปหยิบเศษกระเบื้องหลังคาที่แตกหล่นอยู่ใกล้ๆ มาส่งให้ หลินเฟยรับมาแล้วลงมือขุดดินรอบๆ กอพืชประหลาดนั้นทันที ดินในตำหนักเย็นทั้งแห้งและแข็ง ทว่านางกลับออกแรงขุดอย่างไม่ลดละ เพียงไม่นาน หัวไชเท้าป่าขนาดเท่ากำปั้นเด็กสองสามหัวก็หลุดติดมือขึ้นมา รูปร่างของมันบิดเบี้ยว ผิวขรุขระและเต็มไปด้วยรอยแมลงแทะ
“นี่มันรากไม้มีพิษหรือเปล่าเพคะ” เสี่ยวจูถามหน้าตื่น
“รากไม้มีพิษที่ใดกัน นี่คือหัวไชเท้าป่าต่างหาก แม้หัวจะเล็กและขมไปบ้างเพราะขาดน้ำ แต่มันคือสมุนไพรชั้นดีที่ช่วยขับลมและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย” หลินเฟยปัดดินออกจากหัวไชเท้าอย่างเบามือ ส่งมันลงในตะกร้าไม้ไผ่ที่พังไปครึ่งซีก “เจ้าดูตรงมุมกำแพงนั่นสิ หญ้าใบเรียวยาวพวกนั้นคือกระเทียมป่า เก็บมันมาให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ราก”
เสี่ยวจูแม้ยอมทำตามคำสั่งแต่ก็อดถอนหายใจไม่ได้ หัวไชเท้าเหี่ยวๆ กับกระเทียมป่ากอเล็กๆ จะเอาไปทำอันใดได้ ในเมื่อพวกนางไม่มีแม้แต่ข้าวสารสักเม็ดก้นหม้อ
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ตะกร้าที่เคยว่างเปล่าก็มีหัวไชเท้าป่าอยู่ห้าหกหัว และกระเทียมป่าอีกหนึ่งกำมือใหญ่ หลินเฟยปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม รู้สึกหน้ามืดเล็กน้อยจากการฝืนใช้พลังงานมากเกินไป นางเพิ่งจะฟื้นจากการบาดเจ็บสาหัส ร่างเดิมนี้ช่างอ่อนแอยิ่งนัก
ขณะที่กำลังจะสั่งให้เสี่ยวจูพยุงกลับเข้าไปพักด้านใน เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากหลังกำแพงตำหนัก ร่างผอมเกร็งของเสี่ยวหลี่จื่อมุดลอดช่องระบายน้ำทิ้งออกมาอย่างทุลักทุเล ตามเนื้อตัวและใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและคราบตะไคร่น้ำ ทว่าในอ้อมแขนกลับกอดห่อผ้าเก่าๆ ไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
“เสี่ยวหลี่จื่อ! เจ้ากลับมาแล้ว” เสี่ยวจูร้องเรียก
ขันทีน้อยรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาคุกเข่าตรงหน้าหลินเฟย หอบหายใจฮักก่อนจะรีบแกะห่อผ้าออก เผยให้เห็นของที่อยู่ด้านใน “พระสนม ข้าน้อยไร้ความสามารถนัก ปิ่นไม้ของพระองค์ล้ำค่า แต่ข้าน้อยกลับถูกขันทีเฒ่าหน้าเลือดผู้นั้นกดราคา มันอ้างว่าปิ่นไม้ไม่มีหัวหยกจึงตีราคาให้ต่ำเตี้ยติดดิน ได้ของมาเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจนแทบจะร้องไห้ หลินเฟยก้มลงมองของในห่อผ้า ข้าวสารหักที่เต็มไปด้วยมอดและกรวดหินราวๆ ครึ่งชั่ง เกลือหยาบสีหม่นหนึ่งกำมือ ก้อนมันหมูที่เหลือจากการชำแหละชิ้นเล็กๆ และใบชาชั้นเลวที่แตกหักเป็นผงอีกห่อหนึ่ง
หากเป็นหลินเฟยในภพก่อน วัตถุดิบขยะพวกนี้นางคงโยนทิ้งลงถังขยะหลังร้านโดยไม่ชายตามอง แต่ในเวลานี้ ในสถานที่ที่ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม สิ่งเหล่านี้คือเสบียงชั้นเลิศที่ต่อกรกับมัจจุราชได้
“เจ้าทำได้ดีมากเสี่ยวหลี่จื่อ” หลินเฟยเอ่ยชมจากใจจริง เอื้อมมือไปตบบ่าที่สั่นเทาของขันทีน้อยเบาๆ “ในยามที่คนกำลังจะอดตาย ข้าวสารหนึ่งกำมือย่อมมีค่ามากกว่าไข่มุกราตรีเสียอีก เจ้าไม่ต้องโทษตัวเอง ของแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเราอิ่มท้อง”
“พระสนม...” เสี่ยวหลี่จื่อเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายด้วยดวงตาแดงก่ำ ความอบอุ่นแผ่ซ่านในอก พระสนมที่เคยอ่อนแอและเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญ บัดนี้กลับมีท่าทีองอาจและเข้มแข็งจนเขาเผลอใจชื้นขึ้นมาอย่างประหลาด
“เอาล่ะ เลิกซาบซึ้งกันได้แล้ว ปากท้องสิสำคัญที่สุด เสี่ยวจู ไปตักน้ำจากบ่อบาดาลมาล้างหัวไชเท้ากับกระเทียมป่า ส่วนเสี่ยวหลี่จื่อ เจ้าไปก่อไฟที่เตาดินเผาหลังตำหนัก วันนี้ข้าจะลงมือเข้าครัวเอง”
“พ...พระสนมจะทำอาหารเองหรือเพคะ!” สองบ่าวร้องอุทานพร้อมกัน
ตั้งแต่เข้าวังมา หลินผินไม่เคยหยิบจับงานครัวเลยสักครั้ง แม้แต่อยู่ที่จวนสกุลหลิน นางก็เป็นถึงคุณหนูรองที่มีคนคอยปรนนิบัติพัดวี แล้วจะทำอาหารเป็นได้อย่างไร
หลินเฟยเพียงแค่ยกมุมปากยิ้มบางๆ ไม่คิดจะอธิบายสิ่งใดให้มากความ “รอดูเถิด ข้าจะทำให้พวกเจ้ารู้ว่า อาหารที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร”
เตาดินเผาหลังตำหนักพังทลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง มีเพียงหม้อดินเคลือบที่ปากบิ่นตั้งอยู่ หลินเฟยใช้เศษผ้าพันด้ามมีดทำครัวที่ขึ้นสนิมจนเขรอะ ขัดถูมันด้วยทรายและน้ำจนพอจะมีความคมขึ้นมาบ้าง นางจัดการฝานก้อนมันหมูออกเป็นชิ้นบางเฉียบ ความชำนาญในการใช้มีดของนางทำให้เสี่ยวจูและเสี่ยวหลี่จื่อที่ลอบมองอยู่ถึงกับตาค้าง การเคลื่อนไหวของข้อมือที่พลิ้วไหวและแม่นยำนั้น ไม่เหมือนคนที่ไม่เคยเข้าครัวมาก่อนเลยสักนิด
หัวไชเท้าป่าถูกปอกเปลือกและหั่นเป็นเต๋าขนาดเท่ากันเป๊ะทุกชิ้น กระเทียมป่าถูกซอยละเอียดแยกส่วนรากและใบออกจากกันอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อไฟในเตาเริ่มลุกโชนจนได้ที่ หลินเฟยนำหม้อดินขึ้นตั้งไฟ รอจนความร้อนระอุได้ที่ นางก็โยนชิ้นมันหมูลงไป
ฉ่า...
เสียงมันหมูกระทบก้นหม้อที่ร้อนจัดดังขึ้น พร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่ง เกล็ดน้ำมันค่อยๆ ละลายซึมออกมา กลิ่นหอมคาวของไขมันสัตว์ที่ถูกเจียวจนเหลืองกรอบลอยกรุ่นไปทั่วบริเวณ ลมหนาวที่พัดผ่านดูเหมือนจะถูกความหอมนี้ตีจนแตกพ่าย เสี่ยวจูและเสี่ยวหลี่จื่อลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก พวกเขาไม่ได้กินเนื้อสัตว์มานานนับเดือนแล้ว
เมื่อได้น้ำมันหมูปริมาณพอเหมาะ หลินเฟยตักกากหมูสีเหลืองทองที่กรอบได้ที่ขึ้นมาพักไว้ จากนั้นโยนรากกระเทียมป่าลงไปผัดกับน้ำมันที่เดือดพล่าน กลิ่นฉุนของกระเทียมป่าเมื่อเจอกับความร้อนก็เปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมหวนที่ยั่วน้ำลาย
“เอาข้าวสารหักมา” นางแบมือขอ
เสี่ยวจูรีบส่งชามที่ใส่ข้าวสารหักซึ่งล้างทำความสะอาดและฝัดเอาเศษกรวดออกจนหมดแล้วให้ หลินเฟยเทข้าวสารหักลงไปคั่วในหม้อพร้อมกับน้ำมันและกระเทียมป่า เคล็ดลับของการทำข้าวต้มให้อร่อยเมื่อไม่มีน้ำซุปกระดูกหมู คือการคั่วเม็ดข้าวกับน้ำมันและสมุนไพรให้ผิวของข้าวด้านนอกรัดตัวและดูดซับความหอมเอาไว้ เมื่อนำไปต้ม เม็ดข้าวจะบานสวยและน้ำแกงจะมีรสชาติเข้มข้นขึ้น
“กลิ่นหอมเหลือเกินเพคะพระสนม...” เสี่ยวจูพึมพำ ดวงตาจดจ้องอยู่ที่หม้อดินไม่กะพริบ
พอเม็ดข้าวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขุ่นและส่งกลิ่นหอมไหม้นิดๆ หลินเฟยก็เทน้ำสะอาดลงไปจนเกือบเต็มหม้อ ตามด้วยหัวไชเท้าป่าที่หั่นเตรียมไว้ นางโรยเกลือหยาบลงไปหยิบมือหนึ่งเพื่อปรุงรส จากนั้นก็ปิดฝาหม้อไม้ที่ร้าวไปครึ่งซีก ปล่อยให้ไฟในเตาทำหน้าที่ของมัน
“ทีนี้ก็แค่รอ” หลินเฟยถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงนั่งบนท่อนไม้ข้างเตา ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังเริ่มประท้วงอีกครั้ง แต่นางก็กัดฟันข่มมันไว้
ระหว่างที่รอข้าวต้มเดือด หลินเฟยสั่งให้เสี่ยวหลี่จื่อนำเศษใบชาชั้นเลวไปคั่วในกระทะอีกใบที่พอจะใช้การได้ การคั่วจะช่วยไล่ความชื้นและดับกลิ่นอับของชาเก่า ทำให้ได้น้ำชาที่พอจะดื่มล้างคอได้บ้าง
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เสียงน้ำเดือดปุดๆ ในหม้อดินก็ดังก้อง ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาตามรอยแยกของฝาหม้อ นำพากลิ่นหอมหวานของหัวไชเท้าที่ถูกต้มจนเปื่อยผสานกับกลิ่นข้าวคั่วกระเทียมป่าหอมฉุย
หลินเฟยเปิดฝาหม้อออก ไอน้ำร้อนจัดปะทะใบหน้า ข้าวสารหักบัดนี้พองตัวสุกบานเต็มหม้อ น้ำแกงที่เคยใสเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นเล็กน้อยจากยางข้าว บนผิวน้ำมีคราบน้ำมันหมูสีเหลืองทองลอยฟ่องอยู่บางๆ นางหยิบช้อนไม้ตักขึ้นมาชิม รสชาติอาจจะไม่ลุ่มลึกเท่าซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวข้ามคืนในภพก่อน แต่มันมีความหวานตามธรรมชาติของหัวไชเท้าป่าและความหอมของมันหมูที่กลมกล่อมลงตัว
“เสร็จแล้ว ไปเอาชามมา”
เสี่ยวจูรีบวิ่งไปหยิบชามกระเบื้องบิ่นๆ สามใบมาวางเรียง หลินเฟยตักข้าวต้มแบ่งใส่ชามอย่างเท่าเทียมกัน โรยหน้าด้วยใบกระเทียมป่าซอยละเอียดและกากหมูทอดกรอบที่แบ่งไว้ตอนแรก
“กินสิ มื้อแรกของเราในตำหนักเย็น”
สองบ่าวมองชามข้าวต้มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย อาหารที่ทำจากของเหลือทิ้งและวัชพืชริมกำแพง กลับส่งกลิ่นหอมหวนยิ่งกว่าอาหารในโรงครัวใหญ่เสียอีก
เสี่ยวหลี่จื่อยื่นมือที่สั่นเทาไปประคองชามขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วซดน้ำแกงเข้าไปคำแรก ทันทีที่น้ำซุปร้อนๆ แตะลิ้น ความหวานกลมกล่อมก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก หัวไชเท้าป่าที่เคยขมฝาดถูกต้มจนละลายในปาก ข้าวสารหักที่คั่วก่อนต้มมีความหนึบนุ่มเคี้ยวเพลิน และเมื่อกัดโดนกากหมูกรอบๆ รสชาติเค็มมันก็ระเบิดออกมารวมกันอย่างลงตัว
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงในชามของขันทีน้อย ตามด้วยเสียงสะอื้นไห้ที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้
“ฮือ... อร่อย... อร่อยเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยไม่เคยได้กินอาหารที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย” เสี่ยวหลี่จื่อร้องไห้ไปกินไป ราวกับเด็กอดอยากที่เพิ่งได้ลิ้มรสอาหารทิพย์จากสวรรค์
เสี่ยวจูเองก็ไม่ต่างกัน นางกินไปน้ำตาไหลอาบแก้มไป ความหวาดกลัวต่อความตายและความหนาวเหน็บที่เกาะกินหัวใจมาหลายวัน ถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้นด้วยข้าวต้มร้อนๆ ชามนี้
“ร้องไห้ทำไมกัน กินให้อิ่มเสียเถิด” หลินเฟยยิ้มบาง ยกชามของตนเองขึ้นมากินบ้าง รสชาติของมันทำให้เธอนึกถึงข้าวต้มกุ๊ยริมทางที่เคยกินตอนเป็นลูกมือเชฟใหม่ๆ มันอาจจะไม่ใช่อาหารหรูหรา แต่มันคือรสชาติของการมีชีวิตรอด
เมื่อข้าวต้มหยดสุดท้ายถูกซดจนเกลี้ยงชาม ร่างกายของทั้งสามคนก็อุ่นซ่านไปจนถึงปลายเท้า เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม ขับไล่ความหนาวเย็นของตำหนักร้างออกไปจนสิ้น หลินเฟยวางชามลง สายตาทอดมองไปยังเศษใบชาคั่วและกากหมูที่ยังเหลืออยู่อีกนิดหน่อย สมองของนักธุรกิจเริ่มคำนวณต้นทุนและกำไรในหัวอย่างรวดเร็ว
“พรุ่งนี้...” หลินเฟยเอ่ยขึ้นลอยๆ ทำลายความเงียบ “เสี่ยวหลี่จื่อ เจ้าต้องลอบออกไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่ต้องเอาของไปแลก แต่จงเอาไปขาย”
ขันทีน้อยที่กำลังเช็ดปากชะงักงัน “ขายหรือพ่ะย่ะค่ะ เรามีสิ่งใดให้ขายกัน”
“มีสิ” หลินเฟยหันไปมองกากหมูสีเหลืองทองที่ยังเหลือติดก้นชามด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “พวกนางกำนัลและขันทีระดับล่างในวังหลังนี้ ล้วนต้องทนกินอาหารจืดชืดไร้รสชาติในโรงอาหารทุกวัน หากข้าสามารถปรุงของที่เผ็ดร้อนจัดจ้าน ช่วยเปลี่ยนข้าวหักๆ เย็นชืดให้กลายเป็นอาหารเลิศรสได้ เจ้าคิดว่าพวกเขาจะยอมล้วงกระเป๋าจ่ายเงินให้ข้ากี่อีแปะกันเล่า”
เสี่ยวจูและเสี่ยวหลี่จื่อหันมองหน้ากันด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าเจ้านายกำลังคิดจะทำสิ่งใด ทว่าแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของหลินเฟย กลับทำให้พวกเขารู้สึกว่า ไม่ว่าสตรีตรงหน้าจะหยิบจับกระทะหรือตะหลิวขึ้นมาทำสิ่งใด มันจะต้องสั่นสะเทือนไปทั้งวังหลังอย่างแน่นอน
การเอาชีวิตรอดในตำหนักเย็นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และในวันพรุ่งนี้ หลินเฟยจะเปลี่ยนสถานที่รกร้างแห่งนี้ให้กลายเป็นโรงครัวเถื่อนและแหล่งทำเงินที่ไร้คู่แข่ง
