บทที่ 9 หม้อปรุงยาระเบิด 1
บทที่ 9 หม้อปรุงยาระเบิด 1
กลิ่นสมุนไพรฉุนกึกอบอวลไปทั่วโรงปรุงยาหอเบญจมาศสวรรค์ ศิษย์สายนอกนับร้อยต่างยืนประจำเตาหลอมของตนด้วยท่าทีสำรวมยิ่ง วันนี้คือการทดสอบปรุง ยาเพิ่มพลังปราณ ขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเลื่อนระดับพลัง หากผู้ใดทำสำเร็จด้วยความบริสุทธิ์สูง ย่อมหมายถึงอนาคตที่รุ่งโรจน์ในสำนัก
หลิงเอ๋อร์ยืนอยู่ท้ายแถว ดวงตาเหม่อลอยจ้องมองเตาหลอมทองแดงตรงหน้าพลางถอนใจยาวเหยียด
[หากข้าปรุงยาเลิศเลอเหมือนคราวก่อนๆ มีหวังเจ้าสำนักคงส่งข้าไปเฝ้าสวนสมุนไพรบนยอดเขาเป็นแน่ ที่นั่นทั้งหนาวทั้งไกล ตลาดนัดก็ไม่มี ขนมหวานก็หาซื้อยาก... วันนี้แหละ หลิงเอ๋อร์ เจ้าต้องแสดงฝีมือความห่วยแตกให้โลกประจักษ์!]
นางกวาดสายตามองสมุนไพรบนโต๊ะ มีทั้ง หญ้าน้ำค้าง ที่ต้องล้างน้ำเจ็ดคาบ และ โสมคนพันปี ที่ต้องหั่นบางดุจปีกจักจั่น ทว่าหลิงเอ๋อร์กลับหยิบโสมทั้งหัวโยนโครมลงไปในหม้อ ตามด้วยหญ้าน้ำค้างที่มีดินติดอยู่กรัง ราวกับกำลังต้มแกงป่ามิใช่ปรุงยาวิเศษ
รอบข้างนาง เสียงมีดหั่นสมุนไพรดัง ฉับ ฉับ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ศิษย์บางคนถึงขั้นใช้พลังปราณควบคุมอุณหภูมิไฟอย่างประณีต เหงื่อกาฬไหลหยดลงบนใบหน้าทว่ามิมีใครกล้าละสายตาจากหม้อหลอม
หลิงเอ๋อร์มองภาพเหล่านั้นด้วยความเวทนา
[ลำบากแท้... แค่ต้มยาเหตุใดต้องทำราวกับจะออกศึก]
นางเริ่มรู้สึกคอแห้ง จึงหยิบกาน้ำชาส่วนตัวที่แอบชงมาจากเรือนนอนขึ้นมาจิบ น้ำชานี้มีส่วนผสมของเกสรดอกเหมยหมื่นปี ที่นางบังเอิญเก็บได้ตอนนอนสลบอยู่ใต้ต้นไม้เมื่อวันก่อน รสชาติหวานล้ำของมันทำให้นางเคลิบเคลิ้มจนมือไม้เริ่มอ่อนแรง
จังหวะที่นางกำลังจะวางกาน้ำชาคืนโต๊ะ นิ้วมือที่แสนเฉื่อยชากลับลื่นไถล น้ำชาสีทองอำพันราคาราคาแพงหูฉี่ครึ่งกาพุ่งทะลักลงไปในหม้อปรุงยาที่กำลังเดือดปุดๆ
[ซวยแล้ว... ชาของข้า!]
หลิงเอ๋อร์อุทานในใจด้วยความเสียดายน้ำชาหาใช่เสียดายยา นางรีบเอาฝาหม้อปิดโครมลงไปเพื่อซ่อนหลักฐาน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างเตาไฟที่ร้อนรุ่ม ผิงไฟให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายแล้วก้มหน้าหลับปุ๋ยไปทันทีโดยมิรอฟังผลตัดสิน
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ควันสีเทาเข้มเริ่มลอยคลุ้งออกมาจากหม้อของหลิงเอ๋อร์ กลิ่นที่โชยออกมานั้นประหลาดล้ำ มันมิได้หอมหวานเหมือนยาของผู้อื่น แต่มันมีกลิ่นเหมือนของหมักดองผสมกับกลิ่นไหม้ที่ชวนแสบจมูก
“อี๋! กลิ่นอะไรกันเนี่ย หลิงเอ๋อร์!”
ศิษย์ข้างๆ เอามืออุดจมูกพลางขยับเตาหนี
“เจ้าใส่สิ่งใดลงไป? กลิ่นเหมือนซากหนูตายในบ่อโคลนเสียจริง เจ้าน่าจะทำพังยับเยินแล้วล่ะคราวนี้!”
หลิงเอ๋อร์ที่ถูกปลุกด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ กลับยิ้มออกมาด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดมิอยู่
“พังงั้นหรือ? ดี! ประเสริฐยิ่ง!”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงลิงโลด
[สำเร็จแล้ว! กลิ่นเหม็นโฉ่เช่นนี้ อาจารย์คงต้องไล่ข้าออกจากหอปรุงยา และตัดคะแนนข้าจนถึงขั้นต้องไปกวาดคอกม้าเป็นแน่ การกวาดคอกม้ายังสบายกว่าการนั่งเฝ้าเตาไฟร้อนๆ นี่ตั้งเยอะ!]
นางจ้องมองควันสีดำที่พวยพุ่งออกมาด้วยใจระทึก รอคอยจังหวะที่หม้อจะระเบิดเป็นจุณเพื่อจบภารกิจในวันนี้ ทว่าในใจกลางควันดำมืดมิดนั้น กลับมีแสงสีทองดวงหนึ่งเริ่มกะพริบวิบวับอย่างลึกลับโดยที่นางมิสังเกตเห็น...
