บทที่ 8 ยอดคัมภีร์หนุนหัว
บทที่ 8 ยอดคัมภีร์หนุนหัว
แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือนหอคัมภีร์บรรพชนชั้นเจ็ด ทว่าความสดใสของวันใหม่มิต่างจากยาขมสำหรับหลิงเอ๋อร์ นางยังคงซุกกายอยู่ใต้ผ้าห่มขนสัตว์ผืนหนา ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่านางกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันแสนหวาน
ภายใต้ศีรษะของนางแทนที่จะเป็นหมอนนุ่มที่แอบพกมา บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยคัมภีร์มหาจักรวาลนิรันดร์ เล่มหนาที่วิญญาณบรรพชนประทานให้ ปกคัมภีร์ที่ทำจากหนังมังกรวารีแผ่ไออุ่นจาง ๆ ออกมาประหนึ่งเตาผิงขนาดจิ๋ว หลิงเอ๋อร์ละเมอขยับศีรษะถูไถไปกับหน้าปกสีทองด้วยความพึงใจ
[อา... ช่างเป็นหมอนที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ความสูงช่างพอดีกับต้นคอ ความนุ่มนวลของหน้าปกมิต่างจากผิวแก้มของดรุณีแรกรุ่น แถมยังมีกลิ่นหอมของไม้กฤษณาจาง ๆ ช่วยให้หลับลึกมิต่างจากได้เสพยาวิเศษ...]
นางมิได้ชายตาแลมองตัวอักษรที่จารึกอยู่ภายในแม้เพียงเศษเสี้ยว สำหรับนางแล้ว ตำราที่ล้ำค่าที่สุดในสำนักมีประโยชน์เพียงประการเดียว คือการเป็นเครื่องนอนที่ช่วยให้การพักผ่อนสมบูรณ์แบบขึ้นเท่านั้น
ทว่าในขณะที่หลิงเอ๋อร์กำลังฝันถึงทุ่งดอกไม้สีขาวสะอาด กระบวนการถ่ายทอดวิชา ที่ประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์สำนักกำลังอุบัติขึ้น คัมภีร์มหาจักรวาลนิรันดร์นั้นหาใช่ตำราที่จำต้องใช้ตาอ่านเพียงอย่างเดียว แต่มันคือศาสตร์ที่สื่อสารผ่านดวงจิตโดยตรง
ตัวอักษรสีทองที่สลักเสลาอยู่ภายในเริ่มดิ้นรนราวกับมีชีวิต พวกมันหลุดลอยออกมาจากแผ่นกระดาษในรูปแบบของละอองแสงเล็กละเอียดประหนึ่งธุลีดาว ละอองแสงเหล่านั้นมิได้พุ่งเข้าสู่ดวงตา แต่มันค่อย ๆ ซึมผ่านเส้นผมและรูขุมขนบริเวณท้ายทอยของหลิงเอ๋อร์เข้าไปทีละน้อย
ภาพนิมิตในฝันของนางเริ่มแปรเปลี่ยน จากทุ่งดอกไม้กลายเป็นภาพของดวงดาราที่หมุนวน การโคจรปราณที่สลับซับซ้อนตามวิถีแห่งจักรวาลถูกสลักลงในความทรงจำส่วนลึกของนางโดยที่นางมิทันได้ตั้งตัว ร่างกายของนางเริ่มขับเคลื่อนพลังงานตามตำราโดยอัตโนมัติ กระแสปราณในร่างที่เคยกระจัดกระจายเริ่มรวมตัวกันเป็นวงกลมที่สมบูรณ์ ประหนึ่งดวงดาราที่หมุนรอบศูนย์กลางอย่างทรงพลัง
หลิงเอ๋อร์เพียงแค่รู้สึกอุ่นสบาย จนต้องครางอืออาออกมาในคอ นางมิรู้เลยว่าบัดนี้ เส้นลมปราณทั่วร่างถูกขยายออกกว้างกว่าปรกติถึงสามเท่า และความรู้ที่เหล่าผู้อาวุโสต้องใช้เวลาค่อนชีวิตเพื่อศึกษา บัดนี้นางได้กิน มันเข้าไปจนหมดสิ้นแล้วผ่านการนอนเพียงงีบเดียว
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นที่บันไดหอคัมภีร์ ผู้อาวุโสคุมกฎและอาจารย์ผู้ฝึกสอนเดินขึ้นมาด้วยความตั้งใจจะมาเก็บกวาด ร่างของศิษย์ที่น่าจะสลบไสลเพราะแรงกดดันปราณมหาศาล พวกเขาเตรียมยารักษาระดับสูงและเปลหามมาพร้อมสรรพ
ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ชั้นเจ็ด ภาพที่เห็นกลับทำให้อาวุโสคุมกฎถึงกับเข่าอ่อนจนต้องเกาะเสาไม้ประดู่ไว้แน่น
“นั่น... นั่นมันคัมภีร์มหาจักรวาลนิรันดร์มิใช่หรือ! ตำราที่สาบสูญไปพร้อมกับวิญญาณบรรพชนเมื่อแปดร้อยปีก่อน!”
ผู้อาวุโสคุมกฎอุทานด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
เขามองเห็นหลิงเอ๋อร์นอนหนุนตำราเล่มนั้นอย่างหน้าตาเฉย รอบกายของนางมีออร่าสีทองจาง ๆ แผ่ออกมาเป็นวงกว้าง ประหนึ่งเทพธิดาที่ลงมาจุติกลางกองฝุ่น อาจารย์ผู้ฝึกสอนที่ตามมาถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เขาเห็นกระแสปราณที่ไหลเวียนรอบตัวหลิงเอ๋อร์มีความล้ำลึกประหนึ่งมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง
“นาง... นางมิได้เพียงแค่ค้นพบตำรา... แต่นางกำลังสอดประสาน กับมันในขณะที่นิทรา!”
อาจารย์ผู้ฝึกสอนกล่าวด้วยความเคารพยกย่อง
“ความมุ่งมั่นของนางช่างน่ากลัวนัก แม้ในยามหลับใหล จิตวิญญาณยังคงศึกษาศาสตร์สูงสุดจนสามารถบรรลุถึงขั้นนิทราจักรวาลได้ นี่คืออัจฉริยะที่ในรอบหมื่นปีจะมีมาสักผู้หนึ่ง!”
หลิงเอ๋อร์สะดุ้งตื่นเพราะเสียงอึกทึก นางลุกขึ้นนั่งขยี้ตาพลางหาวหวอดใหญ่จนปากกว้างเห็นฟันครบทุกซี่ เมื่อเห็นเหล่าอาจารย์ยืนจ้องมองนางด้วยแววตาเลื่อมใสประหนึ่งเห็นองค์โพธิสัตว์ นางก็รีบซุกคัมภีร์เข้าใต้ผ้าห่มทันที
“อาจารย์... ข้า... ข้ากวาดเสร็จแล้วนะเจ้าคะ! อย่าลงโทษข้าเพิ่มเลย!”
นางละล่ำละลักบอก เพราะนึกว่าตนเองจะโดนดุที่เอากระดาษสำคัญมาทำหมอน
ผู้อาวุโสคุมกฎค่อย ๆ ทรุดกายลงคุกเข่าต่อหน้านาง
“ศิษย์น้องหลิง... มิใช่สิ... ท่านหัวหน้าหอปราญช์ในอนาคต! เจ้ามิอาศัยสายตาจ้องมอง แต่มิอาศัยจิตชักนำ ทว่ากลับบรรลุวิชาในนิทราได้สำเร็จ... สำนักเมฆาคล้อยของเราช่างมีวาสนายิ่งนัก!”
หลิงเอ๋อร์นั่งอ้าปากค้าง หมอนทองคำในมือดูจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งขึ้นมาในทันที
[นิทราจักรวาลอะไรกัน? ข้าแค่ปวดคอเลยหาอะไรมารองหัว! สวรรค์... ท่านจะให้ข้าอยู่อย่างสงบสุขสักวันมิได้เชียวหรือ!]
