ยอดศิษย์ผู้ย่อท้อ แห่งเขาชิงซาน

25.0K · ยังไม่จบ
ระฆังพฤษภา/จงร่ายรำบทกวี
23
บท
491
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

"คนอื่นบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นอมตะ แต่ข้าบำเพ็ญเพียรเพื่อจะได้นอนยาวๆ โดยไม่มีใครปลุก! ยิ่งข้าพยายามจะสอบตก ทำไมพวกท่านถึงยกย่องว่าข้าเป็นอัจฉริยะกันนักล่ะ!?" ในขณะที่ศิษย์ร่วมสำนักต่างกระหายความเป็นใหญ่ ทะยานสู่สวรรค์ด้วยความพยายามหมื่นปี แต่ หลิงเอ๋อร์ กลับมีปณิธานแน่วแน่... 'ความพยายามน่ะเก็บไว้ใช้พรุ่งนี้ ส่วนวันนี้ข้าขอนอน!' ทว่ายิ่งนางย่อท้อ ยิ่งนางขี้เกียจ ไฉนใต้หล้ากลับยกย่องว่านางคือ มหาเทพผู้เก็บงำประกาย ไปเสียได้! ในสำนักเมฆาคล้อยที่เคร่งครัด ศิษย์ทุกคนต่างกระหายในพลังและความเป็นใหญ่ มีเพียง หลิงเอ๋อร์ ศิษย์ฝ่ายนอกที่ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า ความพยายามน่ะเก็บไว้ใช้พรุ่งนี้ ส่วนวันนี้ขอพักผ่อน นางวางแผนอย่างแยบยลเพื่อที่จะถูกไล่ออก ไม่ว่าจะเป็นการแกล้งร่ายรำกระบี่ให้ดูอ่อนแอเหมือนคนง่วงนอน หรือการโยนสมุนไพรมั่วๆ ลงหม้อปรุงยาเพียงหวังให้มันระเบิด แต่ทว่า... ท่าร่ายรำที่ดูขี้เกียจกลับกลายเป็นวิชากระบี่นิ่งสงบ ที่ไร้ช่องโหว่ และยาที่นางตั้งใจทำเสียกลับกลายเป็นยาทิพย์สวรรค์ ที่หมื่นปีจะปรากฏสักครั้ง! ยิ่งนางย่อท้อ โลกยิ่งถวายชื่อเสียงให้ ยิ่งนางอยากนอนนิ่งๆ เหล่ายอดฝีมือกลับยิ่งเกรงกลัว... หรือว่านี่คือการบำเพ็ญเพียรขั้นสูงสุดที่เรียกว่า ‘จิตวางเฉย’ กันแน่!?

นิยายศิลปะการต่อสู้นิยายกำลังภายในนิยายเทพเซียนนิยายย้อนยุคนักวรยุทธนางเอกเก่งจีนโบราณกำลังภายในเจ้าเล่ห์

บทที่ 1 สวรรค์ส่งข้ามานอน

เมฆาคล้อยลอยละล่องมิต้องฝืน

แม้นวันคืนเคลื่อนผ่านไม่หวั่นไหว

ทะยานฟ้ากว้างลำบากยากเกินไป

สู้พักกายร่ายธรรม...ในนิทรา

เสียงระฆังทองเหลืองดังกังวานกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขาชิงซาน มันคือสัญญาณแจ้งเตือนการฝึกยามเช้าที่เหล่าศิษย์สำนักเมฆาคล้อยต่างเกรงกลัว แรงสั่นสะเทือนของมันเขย่าอากาศจนนกป่าพากันบินแตกตื่น แต่สำหรับศิษย์ฝ่ายนอกที่มีนามว่า หลิงเอ๋อร์ เสียงระฆังนี้ไม่ต่างอะไรกับเสียงยุงรำคาญที่บินวนอยู่ข้างหู

ภายใต้ผ้าห่มแพรผืนหนาที่ผ่านการซ่อมแซมมาแล้วหลายจุด หลิงเอ๋อร์ขยับตัวขดเป็นก้อนกลม นางใช้วิชาดัชนีอุดหู ซึ่งเป็นวิชาเดียวที่นางฝึกฝนจนช่ำชองที่สุด มือเรียวเล็กคว้าหมอนข้างเน่าๆ มากดทับใบหูไว้แน่น ก่อนจะมุดหัวลงไปในส่วนที่มืดและอุ่นที่สุดของเตียงไม้

[พยายามไปทำไมกัน...]

นางรำพึงในใจขณะที่สติกำลังก้ำกึ่งระหว่างความฝันและความจริง

สำหรับคนอื่น การเป็นยอดศิษย์คือเกียรติยศ แต่สำหรับหลิงเอ๋อร์ การได้นอนต่ออีกเพียงหนึ่งก้านธูปคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ นางเคยลองคำนวณดูแล้วว่า หากนางขยันฝึกกระบี่หมื่นครั้งต่อวัน นางจะเหนื่อยหอบจนกินข้าวไม่ลง และต้องตื่นมาปวดเมื่อยไปทั้งตัว แต่ถ้านางนอนเฉยๆ นางจะประหยัดพลังงานได้มหาศาล แถมยังไม่ต้องเสี่ยงกับการที่อาจารย์จะเรียกไปใช้งานหนักๆ อีกด้วย

[นกที่ตื่นเช้าคือนกที่เหนื่อยกว่านกตัวอื่น ส่วนนกที่นอนตื่นสายคือนกที่ฉลาดที่สุดในรัง]

นี่คือสัจธรรมที่นางค้นพบหลังจากเกิดใหม่ในโลกเซียนแห่งนี้มาได้สิบกว่าปี

"ศิษย์น้องหลิง! หลิงเอ๋อร์! นี่มันยามเหม่าแล้วนะ เจ้ายังไม่ลุกอีกหรือ!"

เสียงตะโกนพร้อมแรงเคาะประตู

ปัง! ปัง! ปัง!

ทำให้ฝุ่นบนขื่อหลังคาร่วงหล่นลงมาเกาะบนผ้าห่มของนาง หลิงเอ๋อร์ถอนหายใจยาวพลางทำหน้ามุ่ย นางรู้ดีว่านั่นคือเสียงของ ศิษย์พี่หญิงจาง ผู้เคร่งครัดที่มักจะมาปลุกนางไปรับด่านเคราะห์ในลานฝึกเสมอ

"ข้า... ข้าไปไม่ได้..."

หลิงเอ๋อร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแหบพร่า ราวกับคนที่กำลังจะสิ้นลมในอีกไม่กี่อึดใจ

"เจ้าเป็นอะไรไปอีกแล้วหลิงเอ๋อร์!"

ศิษย์พี่หญิงจางผลักประตูเข้ามาด้วยความตกใจ

ภาพที่เห็นคือหลิงเอ๋อร์ที่นอนตัวสั่นเทาอยู่ใต้ผ้าห่ม ใบหน้าของนางดูซีดเซียว (จากการไม่ได้โดนแดดมาหลายวัน) และแววตาดูเลื่อนลอยไม่มีจุดหมาย

"ธาตุไฟ... ในตัวข้า... มันเดินย้อนกลับ..."

หลิงเอ๋อร์เค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก

"ข้าพยายามจะโคจรปราณพิทักษ์ใจ... แต่ดูเหมือนข้าจะมุ่งมั่นเกินไป จนเส้นลมปราณปั่นป่วน ข้า... ข้าขยับขาไม่ได้เลยศิษย์พี่..."

ศิษย์พี่หญิงจางชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยดุดันกลับอ่อนแสงลงทันที

"ธาตุไฟเข้าแทรกงั้นหรือ? เมื่อวานเจ้าก็เป็น วันก่อนเจ้าก็เป็น ไฉนช่วงนี้ด่านเคราะห์ของเจ้าถึงได้ถี่นัก!"

"นั่นเพราะข้า... กระหายความก้าวหน้า..."

หลิงเอ๋อร์โกหกคำโตพลางแสร้งทำเป็นกระอักไอ

"ในใจข้าคิดแต่จะปกป้องสำนัก จนเผลอฝืนร่างกายมากไปหน่อย... ท่านไปฝึกเถิด อย่าให้คนไร้วาสนาเช่นข้าเป็นตัวถ่วงเลย"

ศิษย์พี่หญิงจางมองดูศิษย์น้องที่นอนบาดเจ็บ ด้วยความเลื่อมใสระคนสงสาร

[ดูความนิ่งสงบนั่นสิ... แม้จะเจ็บปวดจากการที่ปราณย้อนกลับ แต่นางกลับไม่ร้องโวยวายสักคำ แววตาที่เลื่อนลอยนั่นคงเป็นเพราะนางเข้าสู่สภาวะ 'จิตวางเฉย' เพื่อตัดขาดจากความทุกข์ทางกายสินะ]

"หลิงเอ๋อร์ เจ้าช่างน่านับถือนัก"

ศิษย์พี่หญิงจางกล่าวเสียงเบา

"คนส่วนใหญ่พอเจ็บก็ร้องขอความช่วยเหลือ แต่เจ้ากลับเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างโดดเดี่ยวในห้องมืดๆ นี้ ข้าจะไปแจ้งอาจารย์คุมฝึกให้ว่าเจ้ากำลังเข้าสู่ช่วงสมาธิลึก เพื่อรักษาตัว ห้ามใครมารบกวนเจ้าเด็ดขาด!"

เมื่อเสียงฝีเท้าของศิษย์พี่หญิงห่างออกไป หลิงเอ๋อร์ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เธอเด้งตัวขึ้นมาจัดหมอนใหม่ให้เข้าที่

"รอดไปอีกวัน..."

เธอกล่าวพึมพำพลางคว้าเอาคัมภีร์วิถีเซียน ที่หัวเตียงมาเปิดดู... ไม่ได้อ่านหรอกนะ แต่เอามาบังแสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาต่างหาก

เธอมองออกไปที่หน้าต่าง เห็นเพื่อนร่วมสำนักกำลังร่ายรำกระบี่อย่างเอาเป็นเอาตายกลางแสงแดดจ้า ทุกคนเหงื่อท่วมกายและดูเหนื่อยหอบ หลิงเอ๋อร์กลับมานอนเอกเขนกขยับขาไปมาอย่างอารมณ์ดี

"พวกเจ้าจงพยายามไปเถิด ยุทธภพต้องการวีรบุรุษ แต่ข้า... ต้องการแค่นอนต่ออีกนิดเดียวจริงๆ"

ทว่าในขณะที่นางหลับตาลงนั้น ลมปราณบางอย่างในร่างกายที่นางไม่ได้ตั้งใจฝึกกลับไหลเวียนอย่างช้าๆ และมั่นคง เนื่องจากสภาวะจิตไม่ยึดติด และความขี้เกียจขั้นสุด ทำให้อัตราการหายใจของนางนิ่งสนิทสอดประสานกับจังหวะของขุนเขาชิงซานโดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัวเลยสักนิด...