บทที่ 7 ภารกิจ (ไม่) ทำความสะอาด 2
บทที่ 7 ภารกิจ (ไม่) ทำความสะอาด 2
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมหอคัมภีร์ชั้นเจ็ด มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านซอกหน้าต่างหิน หลิงเอ๋อร์ที่นอนแผ่หลาอยู่บนกองฝุ่นเริ่มกรนเบาๆ อย่างสุนทรีย์ ทว่าเบื้องล่างของร่างนาง ลวดลายที่นางลากไม้กวาดทิ้งไว้ด้วยความขี้เกียจกลับเริ่มสำแดงปาฏิหาริย์
เส้นสายที่คดเคี้ยวประหนึ่งมังกรเลื้อยและวงกลมเบี้ยวๆ ที่นางวาดเล่นเพื่อระบายความเบื่อหน่าย บังเอิญไปเชื่อมต่อกับร่องลึกจางๆ บนพื้นไม้ประดู่ดำซึ่งเป็น ‘ค่ายกลสยบมาร’ โบราณที่ขาดหายไปนานนับพันปี ฝุ่นละอองที่ถูกกวาดมากองรวมกันตามจุดต่างๆ กลายเป็นตัวเชื่อมกระแสปราณที่ติดขัดให้ไหลเวียนได้อีกครั้ง
ทันใดนั้น แสงสีทองเรืองรองเริ่มปริออกมาจากรอยแยกของพื้นไม้ มันค่อยๆ ลามเลียไปตามลวดลายไม้กวาดของหลิงเอ๋อร์ จนกระทั่งทั่วทั้งชั้นเจ็ดสว่างไสวประหนึ่งมีดวงตะวันตกลงมาพำนักอยู่ภายในหอคัมภีร์
ท่ามกลางแสงเจิดจ้า กลุ่มควันธูปสีขาวบริสุทธิ์ม้วนตัวควบแน่นกลายเป็นร่างเงาของชายชราผู้หนึ่ง สวมชุดคลุมยาวสีขาวผ่อง หนวดเคราขาวโพลนยาวจรดเอว แววตาเต็มไปด้วยความเมตตาและอำนาจที่สะกดข่มวิญญาณ เขาคือ วิญญาณบรรพชน ผู้ก่อตั้งสำนักเมฆาคล้อยที่สถิตอยู่ในค่ายกลนี้เพื่อรอคอยผู้มีบุญญาธิการมาปลดปล่อย
ชายชราทอดสายตามองไปที่หลิงเอ๋อร์ซึ่งบัดนี้ถูกแสงสีทองห่อหุ้มร่างเอาไว้ เขาตื้นตันจนวิญญาณสั่นสะท้าน
“กี่พันปีมาแล้วที่ค่ายกลนี้มรณภาพไป... ทว่าเจ้าหนูนี่กลับใช้เพียงเศษฝุ่นและไม้กวาดขนไก่ เติมเต็มความล้ำลึกของค่ายกลโบราณได้ในพริบตา ท่วงท่าการกวาดที่ดูไร้ระเบียบแต่กลับสอดประสานกับวิถีฟ้าดิน... ช่างเป็นอัจฉริยะที่ฟ้าส่งมาโปรดสำนักเราโดยแท้!”
เขาลอยเข้าไปใกล้หลิงเอ๋อร์ หวังจะกล่าวคำขอบใจและถ่ายทอดวิชาลับที่สืบทอดมาแต่นานนม
“ศิษย์ผู้มีวาสนาเอ๋ย... จงตื่นเถิด ข้าคือบรรพชนของเจ้า...”
เสียงทุ้มกังวานดุจระฆังเงินดังขึ้นในโสตประสาทของหลิงเอ๋อร์
หลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วย่น นางกำลังฝันว่าได้นอนบนเมฆปุยที่ทำจากสายไหม ทว่าเสียงพึมพำที่ดังไม่หยุดหย่อนทำให้ความสุขของนางเริ่มสั่นคลอน นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก และสิ่งที่พบตรงหน้าคือใบหน้าของชายชราสีโปร่งแสงที่จ้องมองนางอยู่ในระยะประชิด
“อ๊ากกกก! ผีหลอก!”
ด้วยความตกใจและสัญชาตญาณคนง่วงที่ถูกปลุก หลิงเอ๋อร์คว้าไม้กวาดทางมะพร้าวข้างกายขึ้นมาโบกสะบัดไปมาด้วยความโมโห
ปึก! ปึก!
“ไปที่ชอบที่ชอบเถิดท่าน! ข้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กวาดพื้นก็กวาดแล้ว กักบริเวณก็กักแล้ว เหตุใดผีบรรพชนอย่างท่านถึงยังมาหลอกหลอนคนจะหลับจะนอนอีก!”
นางตวาดพลางใช้ไม้กวาดตีไปที่ร่างโปร่งแสงนั้นอย่างไม่เกรงใจ
ชายชราผงะไปครู่หนึ่ง ทว่าเขากลับมิได้โกรธเคือง กลับกัน แววตาของเขากลับยิ่งเปล่งประกายด้วยความเลื่อมใส
[ช่างเป็นจิตใจที่มั่นคงยิ่งนัก! ขนาดเผชิญหน้ากับวิญญาณบรรพชน นางยังมิมีความโลภในวิชาอาคม มิมีความตื่นตระหนกในลาภยศ นางมองข้าเป็นเพียงผู้รบกวนความสงบ... นี่คือจิตวิญญาณแห่งวิถีเซียนที่แท้จริง!]
“ประเสริฐ! ในเมื่อเจ้ามิฝักใฝ่ในสิ่งนอกกาย ข้าก็จะมิรบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้า... แต่เพื่อเป็นการตอบแทนที่เจ้าช่วยกู้ค่ายกล ข้าขอทิ้ง คัมภีร์มหาจักรวาลนิรันดร์ เล่มนี้ไว้ให้เจ้าก็แล้วกัน”
เขาสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง คัมภีร์สีทองเล่มหนาหนักก็หล่นลงบนหมอนผ้าห่มของหลิงเอ๋อร์พอดี ก่อนที่ร่างของเขาจะสลายกลายเป็นแสงหายไป
หลิงเอ๋อร์มองคัมภีร์เล่มโตด้วยความหงุดหงิด นางหยิบมันขึ้นมาตั้งใจจะขว้างทิ้งหน้าต่าง แต่พอสัมผัสถึงความหนาและความนุ่มของปกที่ทำจากหนังสัตว์วิเศษ นางก็ชะงักไป
[หืม... หนาพอดีคำ... นุ่มกำลังดี... แถมยังแผ่ความร้อนจางๆ ออกมาเสียด้วย เอามาหนุนหัวน่าจะอุ่นสบายกว่าหมอนแข็งๆ ในห้องนอนเสียอีก]
นางวางคัมภีร์ลับสุดยอดของสำนักลงใต้ศีรษะ จัดแจงท่าทางให้เข้าที่ แล้วมุดตัวลงใต้ผ้าห่มหลับต่อไปอย่างรวดเร็ว โดยมิสนไยดีเลยว่าบัดนี้ คัมภีร์เล่มนั้นเริ่มส่งกระแสแสงสีทองซึมเข้าสู่ท้ายทอยของนางทีละน้อย...
