บทที่ 6 ภารกิจ (ไม่) ทำความสะอาด 1
บทที่ 6 ภารกิจ (ไม่) ทำความสะอาด 1
ท่ามกลางศาลาว่าการสำนักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานไม้จันทน์ ผู้อาวุโสคุมกฎนั่งขมวดคิ้วจ้องมองหลิงเอ๋อร์ที่ยืนโงนเงนอยู่เบื้องหน้า ชัยชนะเหนือโจวต้าทำให้ชื่อเสียงของนางขจรขจายไปทั่ว ทว่าในสายตาของเหล่าผู้อาวุโส ความเฉื่อยแฉะที่นางสำแดงออกมานั้นคือความโอหัง ที่จำต้องได้รับการขัดเกลา
“หลิงเอ๋อร์ ในเมื่อเจ้ามีพรสวรรค์เหลือล้น ทว่ากลับขาดความกระตือรือร้นในฐานะศิษย์ ข้าจำต้องลงโทษเจ้าให้ไปทำความสะอาดหอคัมภีร์บรรพชนชั้นเจ็ด เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน!”
สิ้นคำประกาศ เหล่าศิษย์ที่ยืนดูอยู่รอบข้างต่างพากันสูดลมหายใจเข้าด้วยความตระหนก หอคัมภีร์ชั้นบนสุดนั้นมิใช่สถานที่ปรกติ มันคือที่ประดิษฐานตำราโบราณซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันปราณหาศาล แม้แต่ศิษย์สายในระดับสูงยังมิอาจทนอยู่ได้เกินหนึ่งชั่วยาม เพราะจะรู้สึกเหมือนมีขุนเขาหมื่นชั่งทับลงบนบ่า
ทว่าหลิงเอ๋อร์กลับหูผึ่ง ดวงตาที่เคยหรี่ปรือพลันเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง
[หอคัมภีร์ชั้นเจ็ดงั้นหรือ? สถานที่ต้องห้ามที่มิมีใครกล้ากล้ำกราย... นั่นหมายความว่าที่นั่นจะไม่มีเสียงระฆังปลุก ไม่มีศิษย์พี่หญิงมาเคาะประตู และที่สำคัญ... ไม่มีใครกล้าขึ้นไปตรวจงานข้าแน่ๆ!]
นางแสร้งทำสีหน้าสลด ก้มหน้าประสานมือตอบรับด้วยน้ำเสียงจำยอมอย่างยิ่ง
“ศิษย์น้อมรับบทลงโทษ... ข้าจะไปสำนึกตนที่นั่นมิให้ขาดตกบกพร่องเจ้าค่ะ”
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ชั้นเจ็ดของหอคัมภีร์ หลิงเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงมวลอากาศที่หนักอึ้งและหนาแน่นจนคนธรรมดาอาจถึงขั้นกระอักเลือด ทว่าสำหรับนางที่มีสภาวะจิตว่าง และพลังปราณที่ไหลเวียนแบบไร้ทิศทาง แรงกดดันเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงลมพัดเย็นๆ ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
ฝุ่นหนาเตอะปกคลุมทุกตารางนิ้วของพื้นไม้ประดู่ดำ ราวกับพรมสีเทาที่มิได้ถูกแตะต้องมานับศตวรรษ หลิงเอ๋อร์คว้าไม้กวาดขนไก่และไม้กวาดทางมะพร้าวออกมา นางมิได้เริ่มกวาดอย่างขะมักเขม้นเหมือนคนทั่วไป แต่นางกลับใช้วิธีลาก ไม้กวาดไปตามพื้นอย่างเอื่อยเฉื่อย
นางลากไม้กวาดเป็นรูปก้นหอยบ้าง เป็นเส้นคดเคี้ยวประหนึ่งมังกรเล่นน้ำบ้าง มือหนึ่งก็ถือห่อเนื้อตากแห้งที่แอบซุกมาในแขนเสื้อเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างสำราญใจ
[ใครจะไปรู้ว่าชั้นเจ็ดนี้ประเสริฐยิ่งนัก อากาศเย็นกำลังดี พื้นก็นุ่มเพราะฝุ่นเยอะ กวาดไปวาดรูปไปเช่นนี้ ช่างเป็นการกักบริเวณที่สุขล้ำเหนือคำบรรยาย]
นางเดินร่ายรำไปตามทางเดินแคบๆ ระหว่างชั้นวางตำราเก่าคร่ำ ท่วงท่าการลากไม้กวาดของนางนั้น หากมองอย่างผิวเผินดูไร้ระเบียบ ทว่าทิศทางการเดินของนางกลับหลบเลี่ยง จุดกักกระแสปราณ ได้อย่างแม่นยำดุจมีเนตรสวรรค์
เบื้องล่างของหอคัมภีร์ เหล่าศิษย์ที่อยากรู้อยากเห็นพากันออกมายืนมุงดูด้วยความกังวล
“ศิษย์น้องหลิงจะเป็นอย่างไรบ้างนะ? ชั้นเจ็ดนั่นขึ้นชื่อเรื่องปราณกดทับวิญญาณ ป่านนี้นางมิเป็นลมล้มพับไปแล้วหรือ?”
ศิษย์หญิงผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหวั่นใจ
มู่เฉิน ศิษย์พี่ใหญ่ ทนความกระหายใคร่รู้มิไหว เขาพยายามจะก้าวเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นเจ็ด ทว่าพอฝีเท้าแตะพรมบันไดขั้นสุดท้าย ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน ไอเย็นและแรงกดดันมหาศาลผลักดันเขาจนต้องถอยกรูดลงมาด้วยใบหน้าซีดเผือด
“เข้าใกล้ไม่ได้เลย... แรงกดดันปราณด้านบนนั้นรุนแรงดุจพายุคลั่ง!”
มู่เฉินอุทานพลางปาดเหงื่อ
ทว่าเมื่อเขามองลอดช่องหน้าต่างเล็กๆ ขึ้นไปเบื้องบน กลับเห็นเงาร่างสายหนึ่งเดินนวยนาดไปมาอย่างแช่มช้า เงาร่างนั้นดูมิได้ทุกข์ร้อน มิหนำซ้ำยังเห็นนางหยุดยืนเป็นพักๆ คล้ายกำลังทำท่าร่ายรำที่ล้ำลึก (ซึ่งความจริงคือหลิงเอ๋อร์กำลังพยายามเขี่ยเศษผงออกจากซอกเล็บ)
“ดูนั่นสิ!”
มู่เฉินชี้นิ้วขึ้นไปเบื้องบนด้วยความเลื่อมใส
“นางมิเพียงต้านทานแรงกดดันได้ แต่นางยังใช้ชั้นเจ็ดเป็นลานฝึกร่ายรำ! ทุกก้าวที่นางขยับ ดูคล้ายจะกลมกลืนไปกับความว่างเปล่า... ช่างเป็นจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวนัก!”
ในขณะที่ทุกคนข้างล่างกำลังสรรเสริญความอดทนของนาง หลิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างบนกลับทิ้งไม้กวาดลงพื้นดัง ปึก! แล้วล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนกองฝุ่นหนานุ่มพลางพึมพำ
“กวาดได้เท่านี้ก็นับว่ามากเกินควรแล้ว... ที่เหลือปล่อยให้ลมพัดไปเองเถิด ข้าขอพักสายตาสักงีบก่อนนะ บรรพชนทั้งหลายอย่าได้โกรธเคืองข้าเลย...”
นางหลับตาลงอย่างเป็นสุข โดยมิตระหนักเลยว่าลวดลาย การลากไม้กวาด ที่นางทิ้งไว้บนพื้นนั้น กำลังเริ่มเรืองแสงสีทองจางๆ ขึ้นมาทีละน้อย!
