บทที่ 5 บิดขี้เกียจสยบมาร
ลมสารทฤดูพัดโบกสะบัดธงทิวรายรอบลานประลองยุทธสายนอกแห่งเขาชิงซาน บรรยากาศอบอวลไปด้วยไอสังหารจางๆ และความตื่นเต้นของเหล่าศิษย์ผู้หิวกระหายชัยชนะ วันนี้คือวันประลองย่อยเพื่อคัดเลือกผู้ที่จะได้รับทรัพยากรบำรุงปราณชุดใหม่
ทว่าที่ห้องพักรับรองหลังเวที หลิงเอ๋อร์กำลังนั่งขะมักเขม้นอยู่กับโต๊ะไม้ มือเรียวสั่นเทาขณะจับพู่กันบรรจงเขียนอักษรลงบนกระดาษแผ่นน้อยด้วยสีหน้าเคร่งเครียดประหนึ่งกำลังร่างตำราพิชัยสงคราม
เรียน ท่านอาจารย์ผู้คุมกฎ... เนื่องจากศิษย์มีอาการเล็บขบกระทันหันที่นิ้วเท้าข้างซ้าย ทำให้อิฐปูนใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนจนมิอาจโคจรปราณได้สะดวก หากฝืนขึ้นประลองอาจทำลายฮวงจุ้ยของลานยุทธ จึงใคร่ขอลาพักผ่อนในเรือนนอนเพื่อสวดมนต์ล้างซวย...
“หลิงเอ๋อร์! ถึงลำดับประลองของเจ้าแล้ว เหตุใดมิมารายงานตัว!”
เสียงกัมปนาทของอาวุโสคุมกฎดังทะลุเข้ามาในห้อง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาฉกกระดาษในมือนางไปดู
เขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นเหตุผลเล็บขบ ก่อนจะขยำกระดาษทิ้งอย่างไร้เยื่อใย
“เหลวไหล! อัจฉริยะเช่นเจ้า ต่อให้แข้งขาหักก็ยังสำแดงฤทธิ์ได้เพียงปลายนิ้ว อย่าได้มาเล่นแง่เพื่อหลบเลี่ยงการชี้แนะศิษย์ผู้อื่น ไปขึ้นเวทีเดี๋ยวนี้!”
หลิงเอ๋อร์ถูกลากตัวออกมาด้วยสภาพคอตก ใจนึกอยากจะทรุดลงไปนอนกลิ้งกับพื้นดินเสียเดี๋ยวนั้น แต่แรงดึงของอาวุโสกลับแข็งแกร่งประหนึ่งคีมเหล็ก
เมื่อก้าวขึ้นสู่เวทีประลอง เสียงโห่ร้องต้อนรับก็ดังขึ้นรอบทิศ หลิงเอ๋อร์ยืนโงนเงนอยู่กลางเวที ฝั่งตรงข้ามของนางคือ โจวต้า ศิษย์สายนอกผู้ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังมหาศาล ร่างกายของเขาบึกบึนราวกับปั้นจากหินผา กล้ามแขนเป็นมัด ๆ สั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
“ศิษย์น้องหลิง! ข้าเฝ้ารอวันนี้มานานนัก!”
โจวต้าคำรามพลางทุบอกตนเองดัง
ปึ้ง! ปึ้ง!
“เขาว่ากันว่าเจ้าบรรลุวิชาในนิทรา ท่าร่างรวดเร็วดุจพรายน้ำ วันนี้ข้าจะขอใช้พลังหมัดทลายภูผานี้ทดสอบเจ้าดูว่าจะเป็นของจริงหรือเพียงข่าวลือ!”
หลิงเอ๋อร์มองชายร่างยักษ์ตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า นางมิได้กลัวเกรง แต่กำลังคิดว่า
[หากข้าล้มลงไปตอนนี้ เขาจะรู้หรือไม่ว่าข้าแกล้งแพ้?]
ทว่าความง่วงงุนจากการตื่นเช้าบวกกับความล้าจากการถูกลากมา ทำให้หลิงเอ๋อร์มิอาจระงับสัญชาตญาณร่างกายได้ นางอ้าปากกว้างหาวหวอดออกมาอย่างมิเกรงใจฟ้าดิน ดวงตาพริ้มหลับลงครู่หนึ่งด้วยความเคลิบเคลิ้ม
“บังอาจนัก!”
โจวต้าหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธา
“เจ้ากล้าหาวต่อหน้าหมัดของข้าหรือ! นี่มันดูหมิ่นกันชัด ๆ รับมือ!”
เขากระโจนเข้าใส่หลิงเอ๋อร์ดุจพยัคฆ์ร้าย หมัดขวาที่รวบรวมปราณจนเกิดลมหมุนพุ่งตรงเข้าหาใบหน้าของนางด้วยความเร็วสูง
ในจังหวะที่หมัดของโจวต้าห่างจากปลายจมูกเพียงชุ่นเดียว หลิงเอ๋อร์ที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นกลับรู้สึกเมื่อยขบที่บริเวณสีข้าง นางจึงบิดกายช่วงเอวอย่างแรงเพื่อบิดขี้เกียจ หวังจะคลายเส้นที่ตึงเครียด
วืดดดด!
หมัดหนักหน่วงของโจวต้าพุ่งเฉียดผ่านเส้นผมของนางไปอย่างฉิวเฉียด เนื่องจากนางเอี้ยวตัวหลบในจังหวะที่เหนือความคาดหมาย ท่วงท่านั้นดูเชื่องช้าทว่าล้ำลึกประหนึ่งหลบหลีกไปตามทิศทางของลมพายุ
โจวต้าที่ทุ่มกำลังทั้งหมดลงไปในหมัดนั้น เมื่อชกถูกเพียงอากาศธาตุ ร่างกายที่หนักอึ้งจึงเสียหลักถลาไปข้างหน้า หลิงเอ๋อร์ที่กำลังยืดแขนบิดขี้เกียจต่อพอดี มือของนางจึงไปแปะเข้าที่หัวไหล่ของโจวต้าเบา ๆ คล้ายจะช่วยพยุง
ทว่าในสายตาผู้อื่น... นั่นคือการใช้วิชาสี่ตำลึงปาดพันชั่ง สะกิดจุดอ่อนของคู่ต่อสู้!
แรงส่งจากหมัดของตนเองบวกกับการสะกิดเบาๆ (ที่แสนจะขี้เกียจ) ของหลิงเอ๋อร์ ส่งร่างของโจวต้าปลิวละลิ่วข้ามขอบเวทีไปกระแทกกับกระสอบทรายด้านล่างจนฝุ่นตลบ
ลานประลองตกสู่ความเงียบกริบชั่วขณะ ก่อนที่ผู้อาวุโสคุมกฎจะลุกขึ้นยืนพลางตบโต๊ะดังสนั่น
“ยอดเยี่ยม! ท่าหลบหลีกที่พลิ้วไหวดุจกิ่งหลิวล้อลม! นางมิได้ใช้แรงปะทะแม้แต่น้อย แต่ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว! ผู้ชนะ... หลิงเอ๋อร์!”
“เฮ! ศิษย์น้องหลิงไร้เทียมทาน!”
เสียงศิษย์รอบข้างดังสนั่นหวั่นไหว
หลิงเอ๋อร์ยืนงงงวย แขนที่ยังยืดไม่สุดค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ นางกะพริบตาถี่ ๆ มองดูโจวต้าที่นอนหมดสติอยู่ใต้เวที ก่อนจะหันมามองมือตนเอง
[ข้าเพียงแค่ปวดเมื่อย... ข้าเพียงอยากบิดขี้เกียจ... ไฉนโชคชะตาถึงโหดร้ายกับข้าเพียงนี้!]
นางทรุดกายลงนั่งกอดเข่าบนเวทีด้วยสีหน้าปลาตาย ในขณะที่ทุกคนคิดว่านางกำลังสำรวมจิตเพื่อขอบคุณฟ้าดิน แต่ความจริงคือนางกำลังร่ำไห้ในใจว่าเหตุใดความพยายามที่จะสอบตกของนาง ถึงได้กลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้!
