บทที่ 4 กระบี่หักที่รักข้า
ท่ามกลางหุบเขาที่เมฆหมอกสลัว แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบของ หอศาสตรา สถานที่พำนักของศาตราวุธนับหมื่นชิ้นแห่งสำนักเมฆาคล้อย วันนี้คือกำหนดการสำคัญที่ศิษย์ใหม่จะได้เลือกอาวุธคู่กายเพื่อใช้ในการฝึกฝนขั้นสูง
เสียงฝีเท้าตึกตักและเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังระงม ศิษย์สายนอกต่างพากันพุ่งทะยานเข้าไปยังใจกลางห้องโถง บ้างก็แย่งชิงกระบี่เหล็กกล้าที่เปล่งประกายสีเงิน บ้างก็หมายตาไปที่กระบี่หยกเขียวที่แผ่ไอเย็นจางๆ ทุกคนต่างคัดสรรอาวุธที่ดูน่าเกรงขามที่สุด หวังจะเสริมบารมีให้ตนเองดูประหนึ่งยอดจอมยุทธ์ตั้งแต่ยังมิเริ่มรำเพลงกระบวนท่า
ทว่าที่มุมลึกที่สุดของโถงใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นละอองและหยากไย่ที่มิมีผู้ใดกล้ำกราย หลิงเอ๋อร์กำลังเดินนวยนาดพลางหาวหวอดใหญ่จนน้ำตาคลอเบ้า
[กระบี่พวกนั้นช่างวาววับแสบตายิ่งนัก หากข้าเลือกเล่มที่ยาวเกินไป เวลาเดินคงจะพันแข้งพันขาให้ลำบาก หรือหากเลือกเล่มที่หนักเกินไป ข้าคงมิมีแรงแม้จะยกมันขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ]
นางกวาดสายตาเบื่อหน่ายไปรอบกาย จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับวัตถุสีดำทะมึนชิ้นหนึ่งที่วางพิงอยู่หลังบานประตูหิน วัตถุนั้นดูมิเหมือนกระบี่เสียทีเดียว มันคือกระบี่สั้นที่มีสนิมเขรอะปกคลุมจนแทบมิเห็นเนื้อเหล็ก ด้ามจับพันด้วยผ้าป่านเก่าๆ ที่เปื่อยขาด ท่าทางของมันน่าเวทนาประหนึ่งเหล็กที่ขุดขึ้นมาจากหลุมขยะ
[ประเสริฐยิ่ง! ทั้งสั้น ทั้งเบา แถมสนิมเขรอะเช่นนี้ หากข้าถือมันไปสนามฝึก อาจารย์คงต้องตำหนิว่าข้าหาได้มีความทะเยอทะยานไม่ และคงจะปล่อยให้ข้าไปนอนเฝ้าคอกกระบือแทนการฝึกกระบี่หมื่นครั้งเป็นแน่]
หลิงเอ๋อร์ยิ้มกริ่มพลางยื่นมือไปหยิบกระบี่หักเล่มนั้นขึ้นมาอย่างถนอม ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในปฐพี
หลิงเอ๋อร์หาได้รู้ความจริงไม่ว่ากระบี่สั้นที่นางถืออยู่นั้น หาใช่ของไร้ค่าปรกติธรรมดา แต่มันคือ ‘อู๋หมิง’ (ไร้นาม) กายหยาบของเทพกระบี่โบราณที่เร้นกายหนีความวุ่นวายมานานนับพันปี
กระบี่อู๋หมิงเล่มนี้มีจิตวิญญาณที่ประหลาดล้ำ มันเกลียดชังศิษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลสและตัณหา เกลียดชังพวกที่ขยันหมั่นเพียรเพื่อหวังเพียงลาภยศอำนาจ ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา มีอัจฉริยะมากมายพยายามจะหยิบมันขึ้นมาเพื่อพิสูจน์พลัง ทว่ากลับถูกไอสังหารของกระบี่ดีดกระเด็นออกไปจนกระดูกหักป่น
แต่เมื่อปลายนิ้วอันแสนเฉื่อยชาของหลิงเอ๋อร์สัมผัสลงบนด้ามผ้าป่าน กระบี่อู๋หมิงกลับรู้สึกถึงกระแสปราณที่ นิ่งและเย็น ประหนึ่งผิวน้ำในถ้ำลึก จิตวิญญาณของหลิงเอ๋อร์ไร้ซึ่งความต้องการครอบครอง ไร้ซึ่งความกระหายชัยชนะ ความขี้เกียจของนางนั้นช่างบริสุทธิ์ผุดผ่องจนเทพกระบี่โบราณถึงกับสั่นสะเทือนด้วยความปิติ
[ในที่สุด... ข้าก็ได้พบเจ้านายที่คู่ควร เจ้านายผู้มีความว่างเปล่าดุจหลุมดำอันไร้ก้นบึ้ง!]
หลิงเอ๋อร์เดินถือกระบี่สั้นสนิมเขรอะออกมาจากหอศาสตรา ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันของศิษย์รอบข้าง ทว่าเมื่อนางก้าวพ้นขอบประตู แสงแดดจัดยามเที่ยงส่องกระทบลงบนใบกระบี่ ทันใดนั้นเกิดเสียง เปรี๊ยะ! เบาๆ
สนิมสีน้ำตาลที่เกาะกรังพากันปริแตกและร่วงหล่นลงสู่พื้นทีละชิ้น เผยให้เห็นเนื้อเหล็กไหลสีดำนิลที่มีลวดลายคล้ายหมู่ดาวจางๆ ไหลเวียนอยู่ภายใน ตัวกระบี่ที่เคยดูสั้นและหักงอ กลับกลายเป็นกระบี่ทรงสั้นที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจการทำลายล้างที่สยบทุกสรรพสิ่ง
ในขณะนั้นเอง มู่เฉิน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้มีพรสวรรค์เป็นเลิศ เดินผ่านมาพร้อมกับ ‘กระบี่แสงพิสุทธิ์’ อันลือชื่อของเขา เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้หลิงเอ๋อร์ กระบี่ในมือของเขากลับเริ่มสั่นพ้ออย่างรุนแรง เสียงโลหะกระทบฝักดัง กริ๊กๆ ราวกับลูกสุนัขที่กำลังเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย
มู่เฉินเบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
“ศิษย์น้องหลิง... นี่เจ้า... เจ้าทำได้อย่างไรกัน! กระบี่แสงพิสุทธิ์ของข้าคือศาสตราอันดับหนึ่งของสายนอก ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากระบี่ของเจ้า มันกลับขี้ขลาดจนมิกล้าสำแดงฤทธิ์!”
หลิงเอ๋อร์ก้มมองกระบี่ในมือที่บัดนี้ดำขลับเงางามเหมือนถ่านที่เพิ่งขัดใหม่ นางพยายามจะเอาสนิมมาแปะกลับคืนไปแต่ก็ทำมิได้
“ศิษย์พี่ใหญ่... ข้าเพียงเห็นว่ามันสั้นดี... เหมาะสำหรับใช้ปลอกส้มกินมิใช่หรือ?”
นางตอบด้วยสีหน้ามึนงง
มู่เฉินแทบจะกระอักเลือดออกมาด้วยความเหลือเชื่อ
[ปลอกส้มงั้นหรือ! นางเรียกศาสตราเทพที่สามารถผ่าขุนเขาได้ว่ามีไว้เพื่อปลอกส้ม! จิตใจของนางช่างล้ำลึกและสูงส่งยิ่งนัก นางบรรลุถึงขั้นที่มองอาวุธเป็นเพียงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว!]
เขาทรุดกายลงประสานมือคารวะนางอย่างสุดซึ้ง
“ข้านับถือในความเรียบง่ายของเจ้านัก ศิษย์น้องหลิง! เจ้าช่างเป็นยอดคนผู้ซ่อนคมโดยแท้!”
หลิงเอ๋อร์ยืนนิ่งค้าง ท่ามกลางคำสรรเสริญที่ดังระงมขึ้นอีกครั้ง นางมองกระบี่ในมือด้วยความเศร้าสร้อย
[แม้แต่กระบี่... ก็ยังร่วมมือกับสวรรค์เพื่อกลั่นแกล้งข้า แล้วชีวิตนี้ข้าจะไปนอนพักผ่อนที่ไหนได้อีก!]
