บทที่ 3 สมาธิวิญญาณร่วง
ท่ามกลางลานประหารจิตอันลือชื่อของสำนักเมฆาคล้อย มีเสาไม้แหลมสูงต่ำเรียงรายกันนับร้อยต้น ยอดเสาแต่ละต้นมีขนาดเพียงฝ่ามือเดียว มิหนำซ้ำเบื้องล่างยังเป็นสระน้ำเย็นเยียบ หากผู้ใดสูญเสียสมาธิเพียงชั่วพริบตา ย่อมหมายถึงการร่วงหล่นลงสู่ความหนาวเหน็บและอับอายต่อหน้าฝูงชน
วันนี้คือคาบเรียนการกักเก็บปราณและฝึกสมาธิขั้นต้น เหล่าศิษย์สายนอกต่างพากันจับจองเสาไม้ที่สูงสง่าเพื่อสำแดงความเหนือชั้น บ้างก็เลือกเสาที่สูงเทียมไหล่ บ้างก็เลือกเสาที่สูงพ้นหัว หวังจะรับไอสุริยันมาหล่อเลี้ยงจุดตันเถียนให้แข็งแกร่ง
ทว่าหลิงเอ๋อร์กลับเดินเตาะแตะไปที่มุมอับสายตา นางกวาดตามองหาเสาไม้ที่เตี้ยที่สุด จนพบเสาต้นหนึ่งซึ่งแทบจะจมหายไปในพงหญ้า ยอดเสาอยู่สูงจากพื้นเพียงหนึ่งศอกเศษ
[เสาต้นนี้สิประเสริฐยิ่ง... หากข้าพลาดร่วงลงไป อย่างมากก็แค่ก้นจ้ำเบ้า มิเจ็บเนื้อตัว และที่สำคัญ... เงาจากต้นไม้ใหญ่หลังลานฝึกช่วยบังแดดได้มิดชิดพอดี]
นางพยักหน้าให้ตนเองอย่างพึงใจ
นางปีนขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนยอดเสาอย่างทุลักทุเล มือเรียวพับเข้าหากัน วางหงายบนตัก ท่าทางดูสำรวมประหนึ่งผู้หลุดพ้น ทว่าความจริงนางกำลังใช้เทคนิคปิดประสาทสัมผัส ที่ฝึกฝนมาจากชาติก่อน เพียงครู่เดียว ลมหายใจของนางก็เริ่มสม่ำเสมอ ศีรษะค่อย ๆ โน้มลงทีละน้อย จนกระทั่งเข้าสู่ห้วงนิทราหลับปุ๋ยไปทันทีโดยมิสนไยดีต่อโลกภายนอก
ในขณะที่หลิงเอ๋อร์กำลังฝันถึงน่องไก่ยักษ์ในโรงครัวอยู่นั้น สภาวะภายในร่างกายของนางกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ โดยปรกติแล้ว การกักเก็บปราณจำต้องอาศัยการชักนำด้วยจิตที่มุ่งมั่น ทว่ายิ่งมุ่งมั่น จิตก็ยิ่งเกิดแรงต้าน ประหนึ่งพยายามบังคับกระแสน้ำให้ไหลเข้าสู่ท่อที่คับแคบ
แต่สำหรับหลิงเอ๋อร์ในยามนี้ จิตของนางว่างเปล่า ยิ่งกว่าท้องฟ้าหลังพายุสงบ นางมิได้คิดสิ่งใด มิได้หวังสิ่งใด แม้แต่ความตายก็มิอยู่ในห้วงนึก ร่างกายของนางจึงกลายเป็นประหนึ่งหุบเขาที่ลึกล้ำและเงียบงัน
ตามหลักวิชาโบราณว่าไว้ ปราณธรรมชาติย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และไหลจากความสับสนสู่ความสงบ เมื่อจิตของหลิงเอ๋อร์ไร้ตะกอนใด ๆ ปราณฟ้าดินที่ลอยล่องอยู่ทั่วขุนเขาชิงซานจึงเริ่มถูกดึงดูดเข้าหานางโดยอัตโนมัติ
มวลปราณสีขาวนวลตาเริ่มหมุนวนรอบกายหลิงเอ๋อร์ทีละน้อย มันซึมซาบเข้าสู่รูขุมขนของนางอย่างอ่อนโยน ราวกับน้ำหลากที่ซึมลงสู่แผ่นดินแห้งผาก ยิ่งนางหลับลึกเพียงใด กระแสปราณก็ยิ่งหนาแน่นขึ้นเพียงนั้น
“ดูนั่นสิ! เกิดอะไรขึ้นที่เสาไม้เบื้องหลังนั่น!”
ศิษย์ผู้หนึ่งอุทานขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
เหล่าศิษย์และอาจารย์คุมฝึกต่างพากันหันไปมอง ณ มุมอับที่หลิงเอ๋อร์นั่งอยู่ บัดนี้เหนือกองผมอันยุ่งเหยิงของนางปรากฏกลุ่มควันสีทองจาง ๆ ก่อตัวเป็นรูปทรงคล้ายเมฆมงคล อันเป็นเครื่องหมายของผู้ที่เข้าถึงสภาวะสมาธิขั้นสูงสุด
ผู้อาวุโสหลี่ ผู้รับหน้าที่คุมด่านการฝึกถึงกับทำถ้วยชาหลุดจากมือ เสียงเครื่องเคลือบแตกกระจายมิอาจดึงดูดความสนใจของเขาได้เท่ากับภาพตรงหน้า เขาลุกขึ้นยืน ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื้นตัน
“นี่มัน... สภาวะเข้าฌานลึกระดับวิญญาณร่วง มิใช่หรือ!”
ผู้อาวุโสหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“ผู้ที่เข้าถึงด่านนี้ได้ จิตต้องบริสุทธิ์ประหนึ่งทารก ไร้ซึ่งความโลภ ความโกรธ และความหลง แม้แต่ตัวข้าที่ฝึกฝนมาค่อนชีวิต ยังทำได้เพียงแค่เฉียดกรายสัมผัส แต่ศิษย์ผู้นี้กลับทำได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก!”
หยดน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มไหลอาบแก้มของชายชรา เขาเห็นภาพของหลิงเอ๋อร์ที่นั่งหลับตาพริ้ม (ความจริงคือกำลังหลับปุ๋ย) เป็นประหนึ่งร่างอวตารของปราชญ์ผู้บรรลุธรรม
“พวกเจ้าดูไว้! นี่คือตัวอย่างของผู้ที่มิได้ฝึกด้วยกาย แต่ฝึกด้วยใจ! นางมิได้เลือกเสาที่สูงเพื่อโอ้อวด แต่นางเลือกเสาที่ต่ำเพื่อถ่อมตน!”
ผู้อาวุโสหลี่ตะโกนบอกศิษย์คนอื่น ๆ อย่างเร่าร้อน
หลิงเอ๋อร์กำลังดื่มด่ำกับรสชาติของน่องไก่ในความฝัน จังหวะที่นางกำลังจะฝังคมเขี้ยวลงบนเนื้อหนังอันนุ่มนวล ร่างกายของนางก็กระตุกวูบตามสัญชาตญาณ
“แจ็บ!... แจ็บ!...”
นางสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะรู้สึกถึงความชื้นแฉะที่มุมปาก หยดน้ำลายใส ๆ ไหลย้อยลงมาหยดลงบนหลังมือพอดี นางรีบสูดลมหายใจเข้าลึกพลางกวาดตามองรอบกายด้วยความลนลาน หวังจะดูว่าไม่มีใครเห็นท่าทางอัปยศนี้
ทว่าสิ่งที่นางพบกลับเป็นเสียงปรบมือที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม!
“ศิษย์น้องหลิงยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
“นางช่างเป็นอัจฉริยะที่ซ่อนเร้น!”
ผู้อาวุโสหลี่เดินตรงเข้ามาหานางด้วยแววตาเลื่อมใสยิ่งกว่าเดิม เขาหยิบพู่กันขึ้นมาขีดเขียนลงบนป้ายไม้ประกาศคะแนนด้วยลายเส้นอันทรงพลัง
“หลิงเอ๋อร์! เจ้าเข้าสมาธิได้ล้ำลึกถึงสองชั่ว โดยมิขยับเขยื้อน มิหนำซ้ำยังเรียกเมฆมงคลมาพิทักษ์กายได้ คาบเรียนนี้เจ้าได้คะแนนเต็มพิกัด และข้าจะจารึกชื่อเจ้าไว้ในทำเนียบศิษย์เอกสายนอก!”
หลิงเอ๋อร์ที่เพิ่งเช็ดน้ำลายเสร็จยืนเซไปมาบนเสาไม้ นางอยากจะตะโกนบอกเหลือเกินว่า ‘ข้าแค่นอนหลับ! เมฆมงคลอะไรนั่นข้ามิรู้เรื่อง!’ ทว่าเมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของทุกคน นางก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
[จบสิ้นแล้ว... แผนการเป็นคนห่วยแตกของข้า พังพินาศลงด้วยการนอนเพียงงีบเดียว... สวรรค์ ท่านล้อข้าเล่นรึไงกัน!]
