บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 วิ่งสู้ฟัด (แบบลื่นไถล)

แสงตะวันสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าสำนักเมฆาคล้อย ทว่าบรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความกดดันอันหนักอึ้ง วันนี้มิใช่การฝึกฝนธรรมดา แต่เป็นการทดสอบความเร็วรอบเขาสามลูกอันเป็นด่านสำคัญของศิษย์สายต่างๆ เหล่าศิษย์นับร้อยต่างสวมชุดรัดกุม ท่าทางกระฉับกระเฉง บ้างก็โคจรปราณอบอุ่นร่างกาย บ้างก็ตรวจสอบรองเท้าคู่ใจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ผิดกับหลิงเอ๋อร์... นางยืนหาวหวอดอยู่ในชุดศิษย์สายนอกที่หลวมโคร่ง ผมเผ้าที่ผูกไว้อย่างลวก ๆ ดูจะหลุดมิหลุดแหล่ แววตาที่จ้องมองยอดเขาสูงเสียดฟ้านั้นมิได้มีความมุ่งมั่นแม้เพียงน้อยนิด

[เขาสามลูกงั้นหรือ... เดินขึ้นไปธรรมดาก็ขาสั่นแล้ว นี่ต้องวิ่งรอบเขา? สวรรค์เบื้องบนคงอยากให้ข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์เร็วขึ้นเป็นแน่]

นางรำพึงในใจพลางลอบยิ้มบาง

มุมปากที่กระดกขึ้นเล็กน้อยของนางถูกศิษย์ผู้อื่นตีความไปอีกทาง

“ดูนั่นสิ ศิษย์น้องหลิงผู้นั้น นางช่างมั่นใจยิ่งนัก ท่ามกลางความกดดันขนาดนี้นางยังยิ้มได้ หรือว่านางจะซ่อนวิชาท่าร่างระดับสูงไว้?”

เสียงซุบซิบดังแว่วมา

หลิงเอ๋อร์หาได้สนใจไม่ นางกำลังวางแผนอย่างแยบยล

[กติกาคือคนเข้าเส้นชัยสิบคนสุดท้ายจะถูกลงโทษให้ไปขัดคอกระบือห้าเดือน... นั่นแหละโอกาสของข้า! ข้าจะเดินชมมวลบุปผา สูดอากาศบริสุทธิ์ แล้วเข้าเส้นชัยเป็นคนโหล่สุด อาจารย์จะได้เห็นว่าข้าไร้แวว และขับข้าออกจากสำนักให้ไปนอนที่บ้านเสียที]

“เริ่มได้!”

เสียงนกหวีดอาคมดังกึกก้อง

ศิษย์ทั้งหลายพุ่งทะยานออกไปดุจลูกธนูที่หลุดจากคันธนู ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วลานฝึก หลิงเอ๋อร์ยังคงยืนนิ่ง นางรอจนคนสุดท้ายพุ่งลับสายตาไปจึงค่อย ๆ ขยับเท้าก้าวเดินอย่างเนิบนาบ ประหนึ่งบัณฑิตเดินชมสวนในยามชาม

นางเดินเลี่ยงทางหลัก เข้าสู่เส้นทางลัดที่เป็นดงกล้วยป่ารกร้างเพราะเห็นว่าเงียบสงบดี มือหนึ่งล้วงเอาห่อขนมเปี๊ยะที่แอบฉกมาจากโรงครัวออกมาละเลียดกินอย่างสุนทรีย์ ทว่าสุนทรียภาพนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียง

เจี๊ยก!

ที่ดังลั่นข้างหู

ลิงป่าขนสีทองตัวหนึ่งพุ่งลงมาจากยอดไม้เป้าหมายของมันคือถุงขนมในมือนาง

“ไอ้ลิงหัวขโมย! นี่มันเสบียงต่อชีวิตข้านะ!”

หลิงเอ๋อร์ตวาดลั่น แต่มันหาได้กลัวไม่ มันพุ่งเข้ายื้อแย่งจนนางต้องรีบจ้ำเท้าหนี ลิงป่าตัวนั้นกระโดดไล่กวดอย่างไม่ลดละ หลิงเอ๋อร์ผู้เกลียดความลำบากบัดนี้ต้องวิ่งหนีลิงอย่างเอาเป็นเอาตาย

จังหวะที่นางหันไปมองข้างหลังด้วยความพะวง เท้าซ้ายของนางก็เหยียบเข้ากับเปลือกกล้วยสุกงอมที่ลิงป่าทิ้งไว้บนโขดหินลื่นอย่างจัง!

“อ๊ากกก!”

ร่าของหลิงเอ๋อร์เสียหลักหงายหลัง ทว่าด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอันล้ำลึก (ที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจ) นางกลับบิดตัวกลางอากาศหวังจะหาที่ยึดเกาะ แต่มันกลับทำให้นางพุ่งหลาวลงไปในทางลาดชันที่ปกคลุมด้วยหญ้าลื่นพอดิบพอดี!

ในขณะเดียวกัน บนเส้นทางหลักที่ลาดลงสู่เชิงเขา ศิษย์พี่ใหญ่ มู่เฉิน กำลังโคจรปราณท่าร่าง เมฆาเร้น พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงสุด เหงื่อเม็ดเป้งไหลโซมกาย เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะทำลายสถิติเดิมของสำนัก

จู่ ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสลมแรงที่แหวกอากาศมาจากด้านข้าง ผิวกายของเขาสัมผัสได้ถึงรังสีอำนาจบางอย่างที่พุ่งผ่านไปดุจดาวตกสีคราม!

วืดดดด!

ร่วงของหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ในท่านอนพุ่งหลาว แขนแนบลำตัว ร่างกายที่เหยียดตรงทำให้แรงต้านลมน้อยที่สุด นางไถลลงมาตามเนินเขาชันด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ปรกติจะทำได้ ฝุ่นหนาที่ฟุ้งกระจายตามหลังนางดูคล้ายกับมังกรปฐพีที่กำลังพิโรธ

มู่เฉินเบิกตาโพลงจนแทบหลุดจากเบ้า

“นั่น... ท่าร่างเคลื่อนย้ายพริบตาหรือ? ไม่ใช่! นางไม่ได้ใช้ปราณขับเคลื่อน แต่เป็นการยืมแรงส่งจากใต้หล้าเข้าสู่สภาวะหนึ่งเดียวกับพสุธา!”

เขาพยายามจะเร่งความเร็วตามแต่ก็ทำไม่ได้ ร่างสีครามของหลิงเอ๋อร์ไถลผ่านหน้าเขาไปในชั่วพริบตา ทิ้งไว้เพียงเสียงลมหวีดหวิวและกลิ่นขนมเปี๊ยะจาง ๆ

ที่เส้นชัย ณ ลานประลองด้านล่าง เหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักกำลังนั่งจิบชา รอคอยการกลับมาของศิษย์ผู้มีความเพียร

โครมมมม!

วัตถุสีครามพุ่งพิกัดเข้าหาเส้นชัยดุจลูกปืนใหญ่ ฝุ่นควันม้วนตัวเป็นเกลียวสูง ร่างหนึ่งไถลพรืดผ่านเส้นเชือกแดง ก่อนจะหยุดกึกด้วยการเอาหน้าไถไปกับพื้นหญ้าจนหยุดนิ่งอยู่หน้าโต๊ะคณะกรรมการผู้คุมสอบ

ฝุ่นค่อย ๆ จางลง เผยให้เห็นหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ในสภาพหน้าจมธรณี ขาชี้ฟ้าสั่นพั่บ ๆ นางมึนงงจนเห็นดาวหมุนรอบหัว สติแทบหลุดลอยไปกับลมบนเขา

“นาง... นางมาถึงแล้ว!”

อาจารย์คุมสอบอุทานพลางดูนาฬิกาทราย

“ไวกว่าศิษย์พี่ใหญ่ถึงครึ่งถ้วยชา! นี่มัน... นี่มันคือการทำลายสถิติในรอบร้อยปีของสำนักเมฆาคล้อย!”

เจ้าสำนักลุกขึ้นยืนพลางตบมืออย่างพึงใจ

“ประเสริฐยิ่ง! ท่าร่างพุ่งทะยานดุจวิหคตกสรวงสวรรค์เช่นนี้ ข้ามิเคยพบเห็นมาก่อน นางคงฝึกฝนวิชาหนักจนร่างกายไร้ความรู้สึก ถึงได้ใช้ท่าทางที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้เพื่อชื่อเสียงของสำนัก!”

หลิงเอ๋อร์ที่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาจากดิน ดินโคลนเต็มปากและคราบหญ้าติดแก้ม นางหวังจะอ้าปากบอกว่า ข้าลื่น... แต่อาจารย์กลับเดินเข้ามาตบบ่านางอย่างแรง

“ศิษย์น้องหลิง! ไม่ต้องพูดอะไร ข้ารู้ว่าเจ้าเหนื่อยจากการทุ่มเทแรงกายแรงใจครั้งนี้ เจ้าคือความภาคภูมิใจของเรา!”

หลิงเอ๋อร์น้ำตาคลอเบ้า ไม่ใช่เพราะซึ้งใจ แต่เพราะนางเพิ่งตระหนักได้ว่า แผนการถูกไล่ออกของนางพังทลายลงอีกครั้ง แถมคราวนี้ดูเหมือนนางจะโดนหมายหัวให้เป็น ยอดอัจฉริยะ ที่ต้องเหนื่อยหนักกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel