บทที่๔...วิมานบนดินราวไม่มีอยู่จริง (๑)
บทที่๔...วิมานบนดินราวไม่มีอยู่จริง
ความสุขจนแทบจะล้นออกมานอกอกเป็นอย่างไรเธอทราบแล้วในวันนี้
หญิงสาวแทบจะยิ้มตลอดเวลาจนเหมือนคนบ้า ไม่ว่าจะเตรียมงานแต่งหรือเตรียมชุดงานหมั้นช่วงเช้าและฉลองมงคลสมรสช่วงเย็น ก็สร้างความสุขแก่วราลีได้ทุกวินาที เธอใส่ใจหมดทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดไว้เป็นความทรงจำของเราในอนาคตข้างหน้า
การแต่งงานเพียงครั้งเดียวของหล่อนจะต้องเป็นที่จดจำไปอีกแสนนาน ภาพถ่ายก็สำคัญคลิปเคลื่อนไหวก็เช่นเดียวกัน หญิงสาวจึงจ้างช่างภาพห้าคนเพื่อเก็บบรรยากาศรอบงานเอาไว้ให้ได้ครบถ้วนทุกอย่าง
ก่อนถึงวันงานก็มีปาร์ตี้กับบรรดาเพื่อนเจ้าสาวที่ได้รับตั๋วเครื่องบินขึ้นเหนือเพื่อมาร่วมแสดงความยินดีโดยเฉพาะ เธอสนุกสุดเหวี่ยงในงานแล้วกล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือกันมาโดยตลอด ถือเป็นคนแรกของรุ่นที่แต่งงานทั้งที่เพิ่งเรียนจบได้หนึ่งปี
ความจริงก็ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะแต่งงานเร็วขนาดนี้ เธอนึกว่าต้องรอไปอีกสิบปีหรือไม่อย่างนั้นก็เตรียมใจขึ้นคานไว้แล้ว
เพราะคนที่รักไม่มีทีท่าว่าจะชอบตอบเลยสักนิด ยังโชคดีสวรรค์เมตตาให้ความช่วยเหลือ จนสุดท้ายเธอได้เป็นเจ้าสาวที่ยืนเคียงข้างเขาในวันแต่งงาน
ไม่คิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น แม้ทราบดีว่าสิปปกรยังไม่ได้รักตน เข้าพิธีวิวาห์ก็เพราะต้องรักษาหน้าตาให้หลานสาวสยบข่าวลือเท่านั้น แต่เธอก็มีความสุขเป็นอย่างมากโดยไม่คิดจะเอาเรื่องอื่นมาทำให้ตัวเองปวดหัว
ถึงหลายคนจะลุ้นว่างานอาจล่มอีกหรือเปล่า เพราะคราวก่อนเขาแต่งกับเมริรินก็ทำงานล่มเช่นเดียวกัน กลัวประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย ทว่าหญิงสาวเตรียมรับมือไว้เป็นอย่างดี ไม่มีทางให้งานครั้งนี้ล่มแน่
ตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อมาแต่งหน้าทำผมแล้วก็แต่งตัว โดยในห้องเจ้าสาวเสียงดังกว่าปกติเพราะมีเพื่อนเจ้าสาวที่คอยชวนคุยตลอดเวลาจนเธอไม่ง่วงเลยสักนิด มีเพียงความตื่นเต้นมากกว่า กระทั่งทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจึงเดินมาหยุดหน้ากระจก มองตัวเองแล้วก็ยิ้มกว้างมีความสุข
ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าแล้วมีดอกไม้สีขาวประดับ ชุดที่สวมคือชุดไทยสีงาช้างที่ตนชอบ หมุนซ้ายขวาแล้วก็ยิ้มกว้างถูกใจกับภาพลักษณ์เป็นอย่างยิ่ง
ไม่ได้หลงตัวเองแต่ก็ต้องยอมรับว่าหล่อนสวยมาก...
“ลี่สวยไหมคะป้าพร้าว” หัวหน้าแม่บ้านเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวเธอก็รีบเดินเข้าไปหมุนตัวต่อหน้าท่าน แล้วถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มบ่งบอกถึงความสุข จนคนที่คอยเชียร์มาตลอดยิ้มกว้างเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง ตรงเข้ามากอดหลานสาวด้วยความรักพร้อมคำชื่นชมไม่ขาดปาก
“สวยที่สุดค่ะทูนหัวของป้า รับรองว่าคุณเทียนมองตาค้าง” เธอได้ฟังอย่างนั้นก็เขินจนต้องบิดตัวไปมาทำให้เพื่อนทั้งห้องกลับมาแซวอีกครั้ง
วันแห่งความสุขที่มีคนรู้จักมาร่วมเป็นสักขีพยาน ทำให้หัวใจพองโตเป็นอย่างมาก จนนึกเสียดายที่บุพการีจากไปเร็วเกินจนไม่ได้เห็นวันที่ลูกสาวคนนี้เข้าพิธีวิวาห์ แต่เธอก็ไปบอกบิดาหน้าเจดีย์เก็บอัฐิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หวังว่าท่านจะอวยพรให้ชีวิตคู่ของตนมีความสุขตลอดไป
“ขบวนขันหมากมาแล้วค่ะ” เวลาแห่งการรอคอยมาถึงแล้ว เจ้าสาวแอบมองขบวนขันหมากจากชั้นสอง ทำให้เห็นเจ้าบ่าวของตนชัดเจนจนต้องยิ้มกว้างเมื่อเขาสวมชุดราชประแตนที่แสนสง่างาม ผ่านประตูเงินประตูทองที่เพื่อนกั้นทางเอาไว้
เธอมองภาพเหล่านั้นด้วยความตื้นตัน โดยมีช่างภาพบันทึกความน่าประทับใจเอาไว้ตลอดเวลา หญิงสาวคิดว่าจะต้องได้เปิดดูคลิปนี้บ่อยแน่นอน
ถ้ามีลูกก็อยากจะเปิดให้ลูกดูวันแห่งความสุขของพ่อแม่เช่นเดียวกัน...
“ตื่นเต้นไหมลี่ แกเป็นคนแรกในกลุ่มเลยนะที่ได้แต่งงาน” เพื่อนสนิทเดินเข้ามากอดไหล่อยู่ข้างกาย รู้ว่าเธอตื่นเต้นจึงอยู่เป็นเพื่อนไม่ได้ลงไปกั้นประตูเงินประตูทองเหมือนคนอื่น เป็นเพียงคนเดียวที่หล่อนแชร์เรื่องราวทุกอย่างให้ได้ทราบ
“ตื่นเต้นมาก หัวใจแทบจะออกมานอกอกแล้วเนี่ย ฉันจะทำยังไงดี...” จับมือเพื่อนไว้แน่นแล้วพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึก จับมืออีกฝ่ายมาทาบไว้ตรงตำแหน่งหัวใจจนเพื่อนเจ้าสาวต้องคอยปลอบปนเย้าหยอกให้ยิ่งตื่นเต้นมากกว่าเดิม
“ไม่ต้องกังวล แขกแค่ร้อยกว่า เจ้าบ่าวที่หล่อมาก กับเงินสินสอดหลายล้านเท่านั้นเอง แกไม่ต้องตื่นเต้นนะ” หล่อนมองอีกฝ่ายตาโตพร้อมตะโกนชื่อเพื่อนด้วยความโมโหที่ทำให้ตื่นเต้นมากกว่าเดิม
“ไอ้กิ๊ก!”
“ฮ่าๆๆ โอเคๆ ฉันจะอยู่ข้างแกคอยให้ความช่วยเหลือตลอด รับรองว่าแกจะไม่ได้ทำตัวเปิ่นในงานแต่งของตัวเองแน่นอน” พอได้ยินอย่างนั้นก็ค่อยเบาใจขึ้นมาหน่อย ใกล้ถึงเวลาที่เจ้าสาวต้องลงไปข้างล่างแล้วแต่เธอยังไม่พร้อม เพื่อนจึงต้องให้กำลังใจอีกรอบพร้อมกับช่างภาพที่เข้ามาบันทึกภาพเอาไว้ตามที่นายจ้างสั่ง
