มิอาจสิ้นเสน่หา

108.0K · จบแล้ว
ข้าวสีทอง
89
บท
267
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

"วราลี" เสียบิดาไปก่อนถูก "สิปปกร" รับเป็นผู้ปกครอง เธอแอบชอบคุณอาแสนดีแม้เขาจะมีแฟน เว้นระยะห่างเอาไว้เป็นเพียงหลานสาวจนวันที่รู้ว่าเขากำลังจะแต่งงาน แต่นั่นไม่เลวร้ายเท่ารู้ความลับว่าแฟนของเขาแอบนอกใจ โชคดีที่คุณอาล้มเลิกงานแต่งแล้วหันมาดื่มน้ำเมาจนหมดสภาพ เธอช่วยงานเขาแล้วดึงเขาให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง ชายหนุ่มซาบซึ้งน้ำใจแล้วขอเริ่มต้นใหม่กับเธอจนเราแต่งงานกัน เหมือนทุกอย่างจะดีขึ้นกลับพังลงเมื่อแฟนเก่าของเขาหอบปัญหากลับมา สามีที่แสนดีก็เปลี่ยนไป...

นิยายรักโรแมนติกดราม่ารักสามเศร้านิยายปัจจุบันการแต่งงานหักหลัง

บทนำ

บทนำ

ย่างก้าวแรกที่เข้าสู่ ‘ไร่มวลบุปผา’ ทุกอย่างดูแปลกตาสำหรับหญิงสาววัยสิบเจ็ดปี ดวงตาไม่ได้แดงช้ำเหมือนอย่างวันก่อนแต่ยังเหลือร่องรอยแห่งความเศร้าเอาไว้เช่นเดิม สองข้างทางมีดอกไม้รายล้อมทำให้รู้ว่าตนเข้าสู่เขตแดนของไร่ดอกไม้แห่งใหญ่ในภาคเหนือ

ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจบที่ตรงนี้ได้อย่างไร...

สูญเสียบิดาไปเมื่อหลายเดือนก่อน ถูกอุปถัมภ์จากคุณลุงที่เป็นเพื่อนพ่อแต่ท่านก็มาเสียในเวลาต่อมา จนถูกน้องชายของคุณลุงรับมาดูแลต่อ เพราะหล่อนไม่หลงเหลือญาติที่ไหน เนื่องจากบิดาเป็นเพียงเด็กกำพร้า ไม่เคยเห็นหน้าปู่ย่าด้วยซ้ำ

ท่านสร้างตัวมาเพียงลำพังจากคนที่ไม่มีอะไรเลยจนเปิดบริษัทกุนเชียงขนาดใหญ่ของจังหวัด แต่กลับเจอพิษเศรษฐกิจจนล้มไม่เป็นท่า เครียดมากผสมกับโรคประจำตัวที่มีทำให้เกิดอาการช็อคจนหัวใจวายจากไปบนที่นอนในวัยเพียงสี่สิบสองปีเท่านั้น เรียกความเสียใจแก่บุตรสาวเพียงคนเดียว ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครเพราะเหลือตัวคนเดียวแล้ว

มารดา...หนีไปตั้งแต่เธออายุห้าขวบเท่านั้น

จำหน้าของท่านไม่ได้ด้วยซ้ำ รูปถ่ายที่มีก็ถูกพ่อเผาจนหมด จึงไม่ค่อยมีความทรงจำกับแม่เท่าไหร่

“ถึงแล้วครับ”

เสียงที่ดังขึ้นทำให้ตื่นจากภวังค์ ยังคงสวมชุดนักเรียนเอกชนหญิงล้วนเพราะเพิ่งกลับจากโรงเรียนก็ถูกส่งตัวมาอยู่ที่นี่ พ่อจากไปทิ้งเงินประกันเอาไว้ทำให้ใช้หนี้ได้หมด เหลือให้เธอได้ใช้ประมาณสองแสนบาทซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับเด็กมอปลาย

กระนั้นเพื่อนของท่านก็ยังเป็นห่วงจึงรับเธอไปเลี้ยง ด้วยความสนิทสนมเป็นทุนเดิมจึงไปอยู่กับคุณลุง มีความสุขได้ไม่นานท่านก็จากไปพร้อมส่งเธอให้น้องชายดูแล โดยที่หล่อนไม่ได้สนิทสนมหรือคุ้นชินกับเขา รู้เพียงว่าตนต้องมีคนคอยปกป้องคุ้มครองในเวลาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ลงจากรถกระบะสมบุกสมบันพร้อมกระเป๋าเป้สะพายหลังและกระเป๋าถือหนึ่งใบ ของบางส่วนถูกนำมาไว้ที่นี่แล้ว เธอเพียงแค่มาตามคำสั่งเท่านั้น ถ้าให้อยู่คนเดียวก็คงไม่รอด คิดว่าอาจปลิดชีพตัวเองเพื่อตามบิดาและคุณลุงไป

“สวัสดี...น้อง...ลิลลี่ใช่ไหม” คนที่ยืนรออยู่หน้าบ้านส่งยิ้มให้กันทำเอาดวงตาของเธอพร่ามัวไปชั่วขณะ จำได้ว่าเคยเจอน้องชายคุณลุงไม่กี่ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นหน้าชัดเจน เพียงแค่เดินผ่านหรือเห็นแผ่นหลังเท่านั้น แต่เมื่อได้มาสบตากันก็ทำให้เธอรู้สึกใจเต้นอย่างไม่ทราบสาเหตุจนต้องหลุบสายตามองพื้นแก้เขิน

นึกว่าเขาจะแก่...ยังดูหนุ่มอยู่เลย

“ค่ะ” พยักหน้ารับ

ชื่อจริงของเธอถูกปักอยู่อกเสื้อทางด้านซ้าย วราลี ทรรศนันท์...

เขามั่นใจว่าคนงานคงไม่ได้พาตัวมาผิด หญิงสาวเป็นลูกของเพื่อนพี่ชายที่ถูกส่งต่อมาให้ตนเพราะเธอไม่หลงเหลือญาติเลยสักคน ครั้นจะให้อยู่ลำพังก็น่าเป็นห่วง เนื่องจากถูกเลี้ยงดูประคบประหงมมาตลอด เป็นเจ้าหญิงบนหอคอยงาช้างคงไม่ทันเล่ห์เหลียมของคนข้างนอกหรอก

คงเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อสินะ...

ชายหนุ่มคิดแล้วก็สงสารเธอ แม้ว่าตัวเองจะเพิ่งสูญเสียพี่ชายไปก็ตาม

เขาเองก็เหลือตัวคนเดียวเพราะบุพการีจากไปหมดแล้ว มารดาเสียก่อนแล้วบิดาตามไป คิดว่าเหลือพี่ชายเป็นหลักยึดเดียวแต่อีกฝ่ายก็ด่วนจากไปเช่นเดียวกัน เขาจึงเหลือเพียงไร่ดอกไม้แห่งนี้เป็นตัวแทนของพวกท่าน

แต่ตอนนี้เหมือนจะได้สมาชิกมาเพิ่มอีกหนึ่งคนแล้วล่ะ เป็นหญิงสาวที่มีดวงตาเศร้ากว่าเขาเสียอีก จนนึกสงสารอยากกอดปลอบเธอแต่รู้ว่าไม่ควรทำ

“อาชื่อเทียนนะครับ เข้าบ้านกันดีกว่า” รู้ว่าหล่อนยังตื่นกลัวจึงไม่เข้าใกล้มากเกินไป

เว้นระยะห่างเอาไว้เพื่อเชิญหญิงสาวเข้าไปในบ้านสองชั้นที่สร้างไว้หลายสิบปี เข้ามาภายในจะเป็นรูปครอบครัวเสียส่วนใหญ่ หล่อนมองด้วยความชื่นชมแล้วนึกอิจฉาเพราะตนไม่เคยมีภาพพร้อมหน้าพ่อแม่ลูกเลยสักครั้ง

หรืออาจมีแต่โดนพ่อเผาไปแล้วก็ไม่ทราบ

ผ่านชั้นหนึ่งขึ้นมายังชั้นสองจนเขาเปิดประตูห้องนอนให้ตน เพื่อบอกว่าต่อจากนี้และอีกหลายปีข้างหน้าห้องนี้คือที่ซุกหัวนอนของหล่อน

“ห้องของลิลลี่...อาให้คนจัดไว้ชอบหรือเปล่า” เดินเข้าไปในห้องแล้วมองสำรวจก่อนพบว่าเขาแต่งห้องได้สวยมากทีเดียว เตียงของเธอตั้งไว้กลางห้องมีเสาสี่เสาแล้วม่านขาวปกคลุมไว้ เน้นโทนสีชมพูขาวตามที่หญิงสาวชอบ มีโต๊ะอ่านหนังสือ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งและมุมนั่งเล่นเข้าคู่กัน

รู้สึกถึงความอบอุ่นจนต้องหันไปยกมือไหว้คุณอาที่เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรก ก็ให้ความรู้สึกผูกพันอย่างรวดเร็ว เหมือนไม้หลักให้ยึดยามหล่อนกำลังจะล้ม

“อาเทียน...อย่าตายได้ไหมคะ” ไม่ได้ตอบคำถามของอีกฝ่าย แต่เลือกจะหันมาบอกเขาเสียงสั่นกับดวงตาที่แดงก่ำพร้อมจะร้องไห้ เห็นอย่างนั้นก็สงสารจนต้องยกมือขึ้นลูบศีรษะมน พยายามจะปลอบปะโลมเธอแม้จะไม่ถนัดก็ตาม

“ไม่ตายหรอก อาจะอยู่ไปอีก...ร้อยปีเลยเป็นไง”

“ค่ะ อีกร้อยปีเลยนะ” จ้องเขาเพื่อให้อีกฝ่ายสัญญา ซึ่งชายหนุ่มก็พยักหน้าทันที

“ครับ อาสัญญา”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของพวกเขาสองคนในวันแรกที่ได้รู้จักกัน โดยไม่รู้เลยว่ามันมาถึงจุดแตกหักที่ไม่มีวันต่อกลับได้อย่างไร ภาพตรงหน้าที่เขาเห็นสร้างความปวดร้าวแก่ชายหนุ่มอย่างรุนแรง ไม่คิดว่าภรรยาจะหักหลังตนอย่างเลือดเย็น

เพียงแค่แตะประตูก็เปิดออก ทำให้เขารู้ว่ามันไม่ได้ล็อคแต่แรก หัวใจสั่นไหวยามเดินเข้ามาใกล้พร้อมลมหายใจที่สะดุดยามเห็นเสื้อผ้าหล่นเกลื่อนพื้น พยายามสูดลมหายใจเข้าปิดลึกพร้อมความคิดที่สวนทางกับความจริงว่าคนที่นอนบนเตียงกับคู่อริคงไม่ใช่หญิงสาวที่แต่งงานกันหรอก

สายตาของเธอเต็มไปด้วยความรักและเทิดทูนต่อเขาเพียงผู้เดียว แล้วทำไมวันนี้ถึงมานอนกอดชายอื่นให้เห็นเต็มสองตา

“ทำบ้าอะไรกัน!!” ตะโกนเสียงดังลั่นห้องเพื่อปลุกคนที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมา แล้วเธอก็สะดุ้งตื่นไม่มีอาการงัวเงียเลยสักนิด หญิงสาวเหมือนไม่ตกใจยามที่เห็นว่าเขาเข้ามาในห้องนอนที่หล่อนพลอดรักกับชู้ กลับเหยียดยิ้มแล้วจ้องเขานิ่ง

ต่างจากผู้ชายที่ร่วมเรียงเคียงหมอนกับหล่อน ดูจะตกใจเป็นอย่างมากเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วพบหนุ่มไร่ตรงข้ามมายืนอยู่ปลายเตียง มองไปรอบห้องก่อนหยุดที่หญิงสาวข้างกาย เขาเบิกตากว้างพร้อมกับเผยอปากคล้ายจะพูดบางสิ่ง กลับโดนเธอขัดขึ้นมาก่อน

“เอากันไงคะ...ง่ายแค่นี้อาเทียนดูไม่ออกเหรอ” ตอบอย่างไม่ยีหระ หยิบชุดคลุมมาสวมเพื่อลงจากเตียงแล้วเผชิญหน้ากับชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของตัวเองไม่เกรงกลัวเลยสักนิด เป็นเขาเสียอีกที่เกือบเสียหลักทรุดลงบนพื้นยามเห็นว่าเธออาจหาญมากเพียงใดที่เล่นชู้ลับหลังกัน

“เธอกล้ามากนะ มึงก็กล้า...ที่เป็นชู้กับเมียกู” อยากตรงเข้าไปทำร้ายเธอด้วยซ้ำที่กล้าสวมเขาให้กัน แต่เพราะเธอเป็นผู้หญิงจึงหันไปเล่นงานคนที่นั่งมึนงงอยู่บนเตียงแทน อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเหมือนน้ำท่วมปาก ทั้งยังถูกขัดจากคนตัวเล็กที่เชิดหน้าขึ้นกล้าท้าทายสามีเต็มที่ไม่นึกกลัวเลยสักนิด

“คุณภูไม่เกี่ยว ลี่ทำของลี่เอง” แค่ชื่อของคนที่เกลียดออกมาจากปากเมียก็ทำให้เขาหัวร้อนมากกว่าเดิม มือหนากำหมัดแน่นอยากชกอะไรสักอย่างเพื่อระบายอารมณ์ เขาแทบตะโกนร้องโมโหก็เก็บกลั้นเอาไว้ เบนสายตาไปมองคนบนเตียงก่อนกลับมาจ้องหญิงสาวอีกครั้ง

ไม่น่าเชื่อว่าคนตรงหน้าจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่เคยขอให้เขาอยู่กับเธอไปอีกร้อยปี มันต่างกันเหลือเกินจนชายหนุ่มไม่นึกว่าเรื่องราวจะมาถึงจุดนี้

“ปกป้อง เธอปกป้องมันเหรอ”

“ค่ะ พรุ่งนี้เราไปหย่ากันที่อำเภอเลยดีกว่า ลี่ไม่อยากอยู่กับอาเทียนแล้ว” พูดเสียงเรียบเหมือนไม่รู้สึกสิ่งใดต่อชายหนุ่ม ยกมือขึ้นกอดอกจ้องเขาไม่หลบสายตา ขณะที่ร่างสูงก็มองเธอเช่นเดียวกัน มองดวงหน้าหวานด้วยความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น

ทำไมเธอถึงทำกับเขาแบบนี้...

รักครั้งแรกก็เสียไปเพราะชายผู้นี้ มาถึงครั้งนี้ก็ต้องแพ้ให้กับพ่อเลี้ยงไร่ข้างๆ กันอีก

หล่อนเห็นทุกอย่างว่าเขาเจ็บปวดทรมานกับการถูกหักหลังมากแค่ไหน ทำไมถึงยังทำแบบนี้อีก...

“ได้ ฉันก็ขยะแขยงผู้หญิงมักมากหลายใจแบบเธอเหมือนกัน!” ตอบเสียงดังแล้วเดินออกจากห้องทันที ปิดประตูเสียงดังจนคนข้างในสะดุ้ง ใบหน้าคมเคร่งขรึมแสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดพร้อมพังของทุกอย่างตรงหน้าให้ราบเป็นหน้ากลอง

แล้ววันต่อมาพวกเขาก็เจอกันอยู่ที่ว่าการอำเภอเพื่อเซ็นเอกสารสำคัญ...ใบหย่า

“จบแล้วนะคะ” หล่อนจรดปากกาเซ็นอย่างไม่ลังเลเหมือนคิดมาดีแล้ว ขณะที่ชายหนุ่มมือสั่นจนชื่อบนใบสำคัญค่อนข้างยึกยัก เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็วางปากกาลงเสียงดังจนเจ้าหน้าที่ถึงกับสะดุ้ง ยิ่งเจอประโยคจากอดีตภรรยาก็ทำให้เขาหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

“ขออย่าให้เจอกันอีกเลย” หันมาบอกเธอเสียงเข้ม

“ค่ะ อย่าเจอกันอีกเลย” หญิงสาวตอบกลับพร้อมรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกเหมือนหัวใจที่โดนแช่แข็งเสียแล้ว เธอมองตามแผ่นหลังกว้างที่ห่างออกไปแล้วค่อยหันกลับมายิ้มให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน รับเอกสารมาถือไว้พร้อมเดินออกจากที่ว่าการอำเภอในเวลาต่อมา

ขึ้นนั่งบนรถยนต์ที่กระจกมืดสนิท เมื่อไม่มีใครเห็นก็ปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น ความเสียใจพรั่งพรูจนสารถีรูปหล่อหันมามองด้วยความสงสาร เขายกมือลูบแผ่นหลังบางเพื่อเป็นการปลอบ

“ไหวไหม...” ถามเสียงเบาก่อนที่เธอจะส่ายหน้า

“ไม่ไหว ไม่ไหวแล้วน้าภู ฮึก” ยกมือปิดหน้าร้องไห้จนใบหน้าเปียกปอน น้ำหูน้ำตามาเต็มไปหมดจนคนปลอบไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

“แล้วมันจะดีขึ้นเอง มันจะดีขึ้นนะ” ทำได้เพียงแค่ให้เธอร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนถึงไร่

แล้วพาหญิงสาวออกไปให้ห่างจากคนที่สร้างความบอบช้ำทางจิตใจให้หล่อน

ขออย่าให้ได้เจอกันอีกเลย...