บทที่๓...รักหรือแค่ลวงหลอก (๖)
“ผู้หญิงคนหนึ่งถูกหลบหน้าแล้วยังต้องเป็นขี้ปากชาวบ้านอีก ให้พูดตามตรงป้าก็สงสารแก ไม่อยากให้ถูกเอาไปพูดในทางเสียหาย” คิดเรื่องนี้เหมือนกันแต่เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไร ลำพังแค่คุยกับวราลีหรือสบตาเธอยังไม่กล้าเลย
เขากลายเป็นคนขี้ขลาดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนกัน...
“แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ เรื่องมันเกิดไปแล้ว”
“คุณเก่งทุกเรื่องไม่ใช่เหรอคะ ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงคิดไม่ได้ล่ะ” นางยกมือขึ้นกอดอกแล้วจ้องมองคนที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก กำลังวิตกในเรื่องที่ตัวเองสร้างความผิดเอาไว้ จะโทษน้ำเมาอย่างเดียวก็ไม่ถูก ต้องโทษที่ไม่หักห้ามใจตัวเองทั้งที่อายุมากกว่าหล่อนแท้ๆ
กลับทำเรื่องผิดต่อหญิงสาวลงไปจนได้
“หมายถึง...แต่งงาน?” ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ไม่มีทางออกอื่นใดเหมาะกว่าการแต่งงานแล้ว ซึ่งคุณป้าก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที
“มันคือทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ หรือคุณมีทางเลือกอื่นที่จะลดแรงกระแทกให้น้อยลงไหมล่ะคะ” จากที่เฝ้ามองคนทั้งสองมานานก็รู้ว่าคนที่จะเข้ามาเป็นนายหญิงของไร่มวลบุปผาไม่ใช่ใครอื่นไกลเลย วราลีที่เป็นรอยยิ้มและดวงใจของคนทั้งไร่
เหมาะสมที่สุดแล้ว...
อีกทั้งหล่อนก็มีความรักต่อเจ้าของไร่เต็มเปี่ยม คงเป็นคู่ที่น่ารักหากยืนเคียงข้างกัน แค่วาดภาพเอาไว้ก็มีความสุขแล้วไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำ
“ไม่ครับ” แต่คำพูดปฏิเสธแล้วการเดินออกจากบ้านของชายหนุ่มในทันทีก็ทำให้หัวหน้าแม่บ้านถึงกับถอนหายใจ มองตามแผ่นหลังกว้างไปจนสุดสายตาก่อนเดินเข้าบ้าน ไม่รู้ว่าเรื่องราวครั้งนี้จะจบลงอย่างไร
ขอเพียงหลานสาวของตนไม่เจ็บมากกว่านี้ก็พอแล้ว...
“ฝากเรียกลี่มาหาผมที่ห้องทำงานด้วยนะครับ” ตกเย็นเขาเลือกจะกลับบ้านเร็วกว่าปกติแล้วบอกแม่บ้านที่เดินผ่าน หลังผ่านการคิดไตร่ตรองมาแล้วทั้งวันจึงอยากให้เรื่องพวกนี้จบลงสักที เขาไม่ได้มีทางเลือกมากมายนักจึงตัดสินใจใช้ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
เดินเข้าไปรอในห้องทำงานของตัวเอง
ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเคาะประตูก่อนไม้บานหนาจะเปิดออก หญิงสาวสูดลมหายใจเรียกกำลังใจให้ตัวเอง เพื่อเผชิญหน้ากับคนที่หลบหน้ากันมาหลายวันแล้ว เธอคิดทบทวนเรื่องของเราอยู่ในห้องไม่ค่อยออกไปไหน ไปไกลสุดก็คือหลังบ้านเพราะไม่อยากเผชิญสายตาของคนงานในไร่ที่เอาเรื่องตนไปพูดกันสนุกปาก
“อาเทียน...มีอะไรหรือเปล่าคะ” เขาหันมาเผชิญหน้ากันโดยที่เธอยืนนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่กล้าเข้าไปใกล้
“ลี่มีแฟนหรือเปล่า” ไม่คิดว่าคำถามแรกที่ได้ยินจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่ทำให้เธอตกใจเพราะไม่เคยคุยเรื่องนี้กันเลย ล่าสุดที่เขาถามเรื่องแฟนของเธอน่าจะช่วงขึ้นปีหนึ่งด้วยซ้ำ
“ไม่มีค่ะ” ตอบฉะฉานเพราะไม่มีแฟนและไม่มีคนคุย
โสดสนิทมองผู้ชายอยู่คนเดียว...ก็คือคนตรงหน้านี่แหละ
“เราแต่งงานกันไหม” เกือบสำลักน้ำลายตัวเองเมื่อถูกขอแต่งงานซึ่งหน้า ไม่มีบรรยากาศโรแมนติกหรือสายตาหวาน เป็นเพียงคำขอธรรมดาที่ทำให้ใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่มีใครทำได้เหมือนเขาอีกแล้วจนหญิงสาวหายใจสะดุด
“คะ?!”
“หมาย หมายความว่ายังไงคะ อาเทียนกำลังจะบอกให้ลี่แต่งงานกับอาเทียนเหรอ หรือยังไงกันแน่ช่วยขยายความหน่อยได้ไหม” ประมวลผลทุกอย่างแล้วถามเขาเสียงสั่นด้วยความดีใจจนปิดไม่มิด เผลอก้าวเข้าใกล้เขามากกว่าพลางจ้องดวงหน้าหล่อไม่วางตา
ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเรื่องของเราจะดำเนินมาจนถึงขั้นนี้ด้วยซ้ำ เกือบหลุดยิ้มแล้วก็ยังสั่งตัวเองให้นิ่งไว้
“อาอยากแต่งงานกับลี่” ย้ำความต้องการของตัวเอง
“ทำไมคะ...อาเทียนชอบลี่เหรอ” ถามถึงเหตุผลเพราะไม่มีทีท่าว่าเขาจะชอบหล่อนเลย สายตาของอีกฝ่ายยังมองตนเป็นเพียงหลานสาวเหมือนเดิม
“รับผิดชอบ เพื่อรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขอโทษที่ทำให้ลี่เสื่อมเสีย” ความสงสัยถูกไขกระจ่างทำให้เธอไม่คิดจะถามอีก เมื่อทราบถึงเหตุผลก็ทำให้เจ็บแปลบอยู่ในอกเล็กน้อย กระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเธอมีความสุข
เมื่อถูกชายผู้เป็นที่รักขอแต่งงาน...
“อ้อ...เพราะเรื่องนี้เอง” พยักหน้ารับทราบแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย โดยไม่ยอมพูดอะไรอีกจนเขาต้องถามย้ำ
“ลี่ยินดีจะแต่งงานกับอาหรือเปล่า”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ก่อนเธอจะเงยหน้าขึ้นมามองเขาพร้อมกับตอบคำถามของอีกฝ่าย เผยรอยยิ้มหวานที่ฉายชัดถึงความสุข
“ยินดีค่ะ...ลี่จะแต่งงานกับอาเทียน” พูดจบก็เดินเข้ามากอดว่าที่เจ้าบ่าวและกำลังจะเป็นสามีในอนาคตอันใกล้
เธอยอมรับว่าตัวเองมีความสุขมากเหลือเกิน...
