บทที่๒...ห้ามความรักไม่มีทางได้ (๕)
“พี่ภู”
“ไปกับพี่” ย้ำชัดอีกครั้งโดยไม่ได้อธิบายมากกว่านั้น
“ค่ะ” เธอพยักหน้ารวดเร็วก่อนเดินออกไปข้างนอกไม่ได้หันกลับมามองชายที่ทรุดลงบนพื้นอย่างคนหมดแรง เขายื้อตัวเองให้ยืนตรงได้นานสองนาน แต่สุดท้ายกลับเหมือนคนไม่มีแรงนั่งบนพื้นพร้อมกับดวงตาที่ร้อนผ่าวสั่นไหวจนเกือบกลั้นเอาไว้ไม่ได้
เพราะยังมีคนอยู่ในห้องด้วย จึงไม่อยากให้เธอเห็นน้ำตาของตน ไม่ได้อ่อนแอเช่นนี้มานานแล้ว ครั้งล่าสุดคือวันที่ทราบว่าพี่ชายจากไป
แล้วต่อจากนั้นก็ไม่เคยร้องไห้อีกเลย กระทั่งมาถึงวันนี้ที่โดนทรยศจากคนรัก จนไม่สามารถทนเข้มแข็งได้อีกต่อไป
“อา อาเทียน...” ยิ่งเห็นก็ยิ่งสงสารจนต้องย่อกายมานั่งข้างเขา คิดจะเอื้อมมือไปตบบ่ากว้างแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเขาพูดเสียงสั่นคล้ายจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาไหลสักหยด
“อาอยากอยู่คนเดียว” บอกความต้องการของตัวเอง
“ลี่อยากอยู่เป็นเพื่อน” เธอยังคงยืนยันเช่นเดิม
“อาบอกว่าอยากอยู่คนเดียวไง!” จนชายหนุ่มทนไม่ไหวตะคอกเสียงดังจนร่างบางสะดุ้ง หล่อนจึงรีบเดินออกมาข้างนอกทันทีปล่อยให้เขาได้ใช้เวลากับตัวเอง เพียงเดินพ้นมุมห้องก็เห็นชายหนุ่มยกมือปิดใบหน้าพร้อมกับไหล่ที่สั่นสะท้าน
สิปปกรกำลังร้องไห้...
ถึงจะสงสารมากเพียงใดก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แค่พูดปลอบยังไม่ได้เลย เธอจึงทำได้แค่ให้กำลังใจเขาอยู่ห่างๆ เท่านั้น
เดินออกมาหาป้ามะพร้าวที่อยู่ข้างนอกเพื่อคอยให้หลานสาวออกมา เธอเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้ารีบถามท่านทันทีเพื่อให้แน่ใจ เพิ่งเห็นใบหน้าของชายชู้ชัดเจนวันนี้เอง พบว่าเขาค่อนข้างหล่อแม้มีอายุก็ตาม เป็นความรู้สึกพึ่งพิงได้ยามเจอเรื่องทุกข์ร้อน
ไม่แปลกใจที่เมริรินจะกลับไปหาคนเก่าที่ไม่มีวันลืมได้...
“นั่น...พ่อเลี้ยงไร่ข้างๆ เราใช่ไหมคะ” ถามคนเก่าแก่ที่อยู่บ้านหลังนี้มานาน เป็นคนในพื้นที่น่าจะรู้จักหมดทุกคน
“ค่ะ พ่อเลี้ยงวิภู...เป็นโสดมาตั้งนานไม่เห็นคบใครเลยสักคน แต่ดันมาแย่งผู้หญิงคนเดียวกันกับคุณเทียนซะอย่างนั้น เฮ้อ มันเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะ” งานแต่งที่ยิ่งใหญ่ระดับจังหวัดกลับล่มไม่เป็นท่าในวันเดียว กลายเป็นบาดแผลใหญ่ให้ชายหนุ่มที่ทุ่มเทกับความรักครั้งนี้เป็นอย่างมาก
“สงสารอาเทียนจังเลย” ทำได้แค่ถอนหายใจแล้วมองเข้าไปในบ้าน
หวังว่าเวลาจะช่วยให้อาของเธอกลับมาสดใสแข็งแรงเหมือนเดิม...
ดูเหมือนว่าคำขอของเธอจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ กลับไปเรียนชั้นปีที่สี่ซึ่งเป็นปีการศึกษาสุดท้ายก่อนจบมหาวิทยาลัยของหล่อน จึงให้แม่บ้านคอยดูแลคุณอาแทนไปก่อน คอยถามข่าวก็ได้ความว่าชายหนุ่มแทบไม่ทำงานทำการส่วนใหญ่ใช้เวลากับแอลกอฮอล์เพื่อให้ลืมรักที่เจ็บปวดอย่างเดียว
ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะหยุดดื่มเมื่อไหร่ แต่เธอก็คาดหวังให้อีกฝ่ายดีขึ้นในทุกวันแม้ความหวังจะค่อนข้างริบหรี่ก็ตาม เพราะสิปปกรไม่ยอมห่างขวดเหล้าเลย
ถึงวันหยุดจึงต้องนั่งรถกลับมายังไร่เพื่อคอยดูแลคนที่กำลังติดน้ำเมาจนเป็นเหตุให้เข้าโรงพยาบาล ดื่มจนเป็นแผลในกระเพาะไม่ใช่เรื่องเล่นเลยสักนิด เธอต้องดูแลเขาบังคับกินข้าวซึ่งก็ยอมทำตามในตอนแรก แต่พอกลับบ้านก็เป็นเหมือนเดิมจนหล่อนถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่าย ไม่คิดว่าคุณอาที่แสนอบอุ่นจะเป็นได้มากขนาดนี้
“ดื่มอีกแล้วเหรอคะ” เข้ามาในห้องนอนของเขาก็พบอีกฝ่ายนั่งเอนกายพิงผนังแล้วหยิบขวดเหล้าขึ้นกรอกจนหมดไม่เหลือน้ำสักหยดเลยด้วยซ้ำ
“พอได้แล้วไม่ต้องดื่ม วันนี้ขวดที่สามแล้วนะคะยังไม่ได้กินข้าวด้วยซ้ำ อยากกระเพาะทะลุอีกหรือไง” หญิงสาวเดินเข้ามาแย่งของในมือเขาออกมา กลับโดนมองแรงพร้อมตวาดทั้งที่เสียงไม่ค่อยจะมีด้วยซ้ำ
“ไม่ต้องมายุ่ง”
เธอไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมคนอกหักต้องดื่มเหล้า นอกจากทำให้ขาดสติแล้วยังส่งผลเสียมากมายให้ร่างกาย ถ้าเกิดเขาดื่มหนักแล้วป่วยจนรักษาไม่หาย ไม่สามารถอยู่กับเธอได้อีกร้อยปีจะทำอย่างไร กังวลจนเผลอแสดงความคิดเห็นออกมาพลางใส่อารมณ์เต็มที่
“อาเทียน...คนอื่นไม่รักก็รักตัวเองบ้างเถอะ คิดจะนั่งดื่มทั้งวันทั้งคืนตลอดไปเลยหรือไง” ดวงตากลมแดงก่ำขณะมองเขานิ่ง เธอโมโหจนหัวร้อนไปหมดอยากตรงเข้าไปทุบคนที่ยังไม่รู้สึกรู้สากับคำพูดของตน เขาทำเพียงแค่มองแล้วตอบสั้นๆ
“ใช่”
“ขี้ขลาด” เดินเข้าไปพูดต่อหน้าชายหนุ่ม
“ว่าใครขี้ขลาด” คนเมาหันมามองตาขวาง
“ว่าอาเทียนนั่นแหละขี้ขลาด เจ็บแค่นี้ไม่ถึงกับตายหรอก ลุกขึ้นสู้ให้คนอื่นเห็นสิเราไม่ได้เป็นคนผิดสักหน่อย ทำไมต้องทรมานตัวเองแบบนี้ด้วย ไม่คิดถึงใจคนที่เขาเป็นห่วงบ้างเลยเหรอ” รีบปาดน้ำตาออกแล้วระบายความในใจออกมาโดยที่ชายหนุ่มแสยะยิ้มเหมือนกำลังเยาะตัวเอง
“ไม่มีใครเป็นห่วงหรอก” ว่าแล้วก็ควานหาขวดเหล้าที่ยังไม่หมด แต่เท่าที่มีตอนนี้คือแทบไม่หลงเหลือน้ำแม้แต่หยดเดียว จนเขาเริ่มหงุดหงิดคิดจะลุกไปหาน้ำเมามาดื่มอีกกลับโดนเธอผลักให้นั่งลงเหมือนเดิม
“ลี่ไง! ลี่เป็นห่วงอาเทียน...” ตะคอกเสียงดังแล้วลดเสียงในตอนท้าย กลัวว่าตัวเองจะเผยความรู้สึกให้เขารู้มากเกินไป จึงรีบหยุดคำพูดไว้เท่านั้นแล้วนั่งตรงหน้าเขาพลางก้มหน้าไม่ยอมเงยขึ้นสบดวงตาคม ชายหนุ่มจึงเริ่มได้สติมากกว่าเดิม
รู้แล้วว่าตัวเองกำลังทำให้หลานเป็นห่วง...
“อาไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า...เก็บของเตรียมกลับไปเรียนได้แล้ว ตอนนี้หน้าที่ของลี่คือเรียนหนังสือไม่ใช่ยุ่งเรื่องอา” ย้ำให้เธอรู้แต่เหมือนร่างบางจะไม่ยอมรับฟังกันบ้างเลย
“อาทำตัวแบบนี้จะให้ลี่กลับไปเรียนได้ยังไง” เบะปากคล้ายจะร้องไห้จนเขาต้องเอื้อมมือมาลูบศีรษะมน จากนั้นก็ไม่ร้องเรียกหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีก เลือกจะเดินไปนอนบนเตียงเพราะง่วงเกินกว่าจะต่อบทสนทนาไหว
ไม่นานลมหายใจก็สม่ำเสมอ...
“หลับแล้วเหรอ...” นั่งเฝ้าข้างเตียงไม่ยอมห่างจนเห็นว่าเขาหลับแล้วถึงได้ยกมือขึ้นลูบเส้นผมของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบากลัวว่าจะรบกวนอีกฝ่าย
“รีบกลับมาเป็นคนเดิมได้แล้วนะคะอาเทียน” ใช้ความกล้าทั้งหมดที่มียืดกายเพื่อจุมพิตหน้าผากได้รูปอย่างแผ่วเบา แล้วผละออกมามองเขาพลางอมยิ้มมีความสุข ห่มผ้าให้ชายหนุ่มเบามือมองภาพตรงหน้าอีกครั้งค่อยออกจากห้องสิปปกร
โดยหล่อนไม่รู้เลยว่าคนเมายังไม่หลับ แล้วรับรู้การกระทำและคำพูดของเธอหมดทุกอย่าง...
