บทที่๒...ห้ามความรักไม่มีทางได้ (๑)
บทที่๒...ห้ามความรักไม่มีทางได้
ไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองจะได้เป็นผู้กุมลับความแสนยิ่งใหญ่ คิ้วขมวดแทบตลอดเวลาช่วงรับประทานอาหารเที่ยงซึ่งไร้วี่แววของคุณอาสาวร่วมโต๊ะ แต่ดูเหมือนสิปปกรจะไม่ติดใจสงสัยเลยสักนิด กลับรับประทานอาหารมีความสุขเหมือนทุกครั้ง
ต่างจากเธอที่นั่งคิดไม่ตกว่าจะบอกความจริงหรือเก็บเงียบต่อไป เรื่องค่อนข้างใหญ่พอสมควรแล้วเธอก็คิดว่าเขาควรทราบ ทว่าเหมือนคนน้ำท่วมปากไม่กล้าพูดสิ่งใดสักอย่าง ทำได้เพียงเหลือบมองร่างสูงบ่อยครั้งจนได้สบตากัน จึงรีบแสร้งทำเป็นตักข้าวเข้าปากไม่หยุด หลบสายตาเรียวที่เริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลานของตน
มือหนาวางช้อนส้อมลงบนจาน หยิบน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่แล้วเริ่มสงสัยกับหน้าตาของวราลี ปกติถ้ารับประทานอาหารด้วยกันคนกุมบทสนทนาทั้งหมดคือหล่อน มักจะชวนคุยทำให้มื้ออาหารครื้นเครง ต่างจากวันนี้ที่เงียบจนเขาเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีเธออยู่ด้วย
กลับบ้านคราวนี้หลานสาวของตนเปลี่ยนไปหรือเปล่า...
“มีอะไรหรือเปล่า ทำท่าเหมือนคิดไม่ตกตลอดเวลา” ถามด้วยความเป็นห่วง แต่คนที่เพิ่งเจอภาพชวนตกใจไม่กล้าพูดสิ่งใดออกมา เหมือนจะเอ่ยปากบอกแต่สุดท้ายก็เก็บเงียบเหมือนเดิม น้ำท่วมปากแล้วยังรู้ดีว่าตัวเองไม่มีหลักฐาน พูดออกไปสิปปกรก็ไม่เชื่อหรอก
เสียดายที่ตอนนั้นตกใจจนลืมถ่ายภาพหรือบันทึกเสียงเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคงได้เปิดให้อีกฝ่ายได้ดูไปแล้ว
ตอนนี้เธอทำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ...
“เปล่าค่ะ” ยิ้มแหยะแล้วตักอาหารเข้าปากคำน้อย แทบจะไม่ได้กินเลยด้วยซ้ำจนร่างสูงต้องตักอาหารใส่จานของหลานด้วยความเป็นห่วง กลับมาคราวนี้เหมือนหล่อนจะผอมกว่าคราวก่อน อยากทักอยู่เหมือนกันแต่ก็ลืม จึงเลือกแสดงออกด้วยการขุนหล่อนตักอาหารใส่จานไม่ขาดสาย จนเธอแทบจะยกจานหนีอยู่แล้ว
เมื่อทุกอย่างกำลังกลับมาเป็นปกติ เขาไม่ได้ถามสิ่งใดนอกจากกินข้าวเพียงอย่างเดียว รู้ว่าคุณอาต้องออกไปทำงานอยู่ไร่จึงทำเวลากินข้าวเร็วที่สุด เธอเห็นอย่างนั้นก็เป็นห่วงแล้วอดโมโหฝ่ายหญิงที่สวมเขาให้อาของตน
ทั้งที่ชายหนุ่มแสนดีขนาดนี้ยังถูกหักหลังได้เลย...จิตใจของเมริรินทำด้วยอะไร
เหตุใดจึงได้ดำเช่นนี้...
“งั้นก็กินข้าว เห็นนั่งจ้องข้าวมาหลายนาทีแล้ว” ไม่คิดว่าเขาจะสังเกตจึงพยายามไม่มองอีกฝ่าย แม้จะทำได้ยากก็ตามเพราะรู้สึกสงสารเขาที่ต้องเจอการทรยศจากคนที่กำลังจะแต่งงานด้วย
ควรมีความสุขกลับต้องมาพบเจอความทุกข์...
“ค่ะ” นั่งกินข้าวสลับกับมองออกไปนอกประตู ชะเง้อหาใครบางคนที่ไม่ยอมมารับประทานอาหารพร้อมกัน
ทั้งที่ปกติไม่เคยห่างคนเป็นสามีด้วยซ้ำ
“อาเทียน...ทำไมถึงมีแค่เราสองคนนั่งกินข้าวด้วยกันล่ะคะ อาเมย์ไปไหน” ถามถึงคนที่ทำให้ตัวเองต้องมานั่งวิตกกังวลอยู่ตอนนี้ อยากทราบเหมือนกันว่าคุณอาจะรู้เรื่องของเจ้าสาวมากน้อยเพียงใด หล่อนเพิ่งรู้ยังตกใจอยู่เลย ไม่คิดว่าคนหน้าซื่อจะแอบนอกใจว่าที่เจ้าบ่าวได้
แล้วคนที่กำลังคบด้วยดันอยู่ใกล้เพียงปลายจมูกนี่เอง กลืนอาหารไม่ลงนึกสงสารสิปปกรจนเผลอมองเขานานกว่าปกติ
“เมย์ไปซื้อของเพิ่มยังไม่กลับ แต่อีกสักหน่อยน่าจะกลับถึงบ้านแล้วล่ะ คิดถึงอาสะใภ้หรือไง ตอนนี้ติดอาเมย์มากกว่าอาแล้วใช่ไหม” ยังนึกกังวลว่าคนรักจะเข้ากับหลานสาวไม่ได้ แต่เห็นถามถึงกันแล้วยังไปสนทนาตามลำพังก็ทำให้พอเบาใจได้บ้าง
เพราะเขาคิดจะพาเมริรินมาอยู่ที่นี่ จึงอยากให้เข้ากับหลานสาวที่กลายเป็นคนในครอบครัวของตนไปแล้ว โชคดีที่ทั้งสองพูดคุยกันเข้าขาเป็นอย่างดี คนกลางอย่างเขาก็พลอยมีความสุขไปด้วย ไม่มีเรื่องใดให้กังวลใจเลยสักนิด ดวงตาเรียวจึงยังเป็นประกายต่างจากร่างบางที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
อยากบอกก็พูดไม่ออก ไม่รู้ว่าต้องเก็บความลับอีกนานแค่ไหน...
“ไม่ใช่สักหน่อย...” ปฏิเสธเสียงเบาแล้วเริ่มลงมือกินข้าวอย่างจริงจัง เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรกับเขากลัวว่าตัวเองอาจจะหลุดในสิ่งที่ไม่ควรเอ่ย
ถ้ามีหลักฐานคงบอกไปแล้ว หล่อนกลัวถ้าพูดไปแล้วเมริรินปฏิเสธ โยนความผิดทุกอย่างมาให้ตนจนกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างอาหลานแตกหัก
จึงไม่อยากให้เกิดเหจุการณ์แบบนั้นขึ้น...
“อาเทียนเคยถูกหักหลังหรือนอกใจบ้างไหมคะ” เลือกจะลองถามเพื่อประกอบการตัดสินใจของตัวเอง เขาได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักมือเพื่อคิดตาม แล้วส่ายหน้าทันทีเพราะตั้งแต่มีแฟนก็ไม่เคยเกิดถูกนอกใจ มีเพียงความรักหมดลงแล้วแยกทางกัน
