บทที่๑...ดอกไม้งามที่กำลังจะผลิบาน (๕)
“เปล่าหรอกค่ะ แค่ยังไม่เจอคนที่ใช่”
“อายุยังน้อยเดี๋ยวก็เจอ ดูอย่างอาสิ...กว่าจะมาเจอแล้วได้รักกันก็ใช้เวลาพอสมควรเลย” ปลอบคนที่นั่งข้างกันโดยที่สายตาก็ไม่ละจากดวงตากลมเศร้า ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกว่าหลานสาวกำลังปิดบังความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
“ค่ะ” ก้มมองพื้นแทนการหันไปสบตากับเมริริน เธอคิดจะลุกแล้วกลับเข้าห้องเพราะเริ่มอึดอัดมากกว่าเดิมยามอยู่กันสองคนกับคนที่เพิ่งเจอ แล้วยังเป็นผู้ที่เข้ามาแย่งความรักของสิปปกรไปจากตนอีก
“มานั่งทำอะไรตรงนี้” แต่เขากลับเดินเข้ามานั่งใกล้คนรักจนเมริรินต้องขยับเข้ามาชิดเธอ สองแขนแกร่งโอบเอวบางเอาไว้พร้อมเกยคางไว้บนไหล่มน แสดงความรักต่อหน้าหลานสาวไม่อายเลยสักนิดจนหล่อนต้องเบือนหน้าหนี
ยอมรับว่าใจไม่แข็งพอที่จะเห็นภาพบาดตา
“เทียน อย่ารุ่มร่าม ไม่อายน้องลี่หรือไง”
“คนแสดงความรักต่อกันผิดตรงไหน แล้วทำไมไม่นอนมานั่งตากน้ำค้างคุยกับหลานทำไม” เขายังไม่ยอมปล่อยเอวคนรักแล้วเลือกจะถามด้วยความเป็นห่วง ตื่นมาไม่เห็นคนนอนข้างกันจึงลงมาตาม ก่อนพบว่าเธอกำลังนั่งคุยกับหลานสาว
นึกโล่งอกที่ทั้งสองเข้ากันได้เป็นอย่างดี เขาคิดเอาไว้แล้วว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้เพราะทุกอย่างดูลงล็อคไปหมด หัวใจเขากลับมาสดใสอีกครั้งเมื่อได้รักเธอ
ถ้าเมริรินเข้ามาอยู่ด้วยกันก็อยากให้เข้ากับหลานสาวได้ ดูจากการที่สองคนมานั่งคุยกันก็คาดเดาได้แล้วว่าทุกอย่างไปได้สวย
“นอนไม่หลับแล้วเห็นน้องลี่ก็เลยลงมาคุยด้วย แต่ตอนนี้เริ่มง่วงอยากนอนล่ะ” ยกมือขึ้นลูบหัวทุยของแฟนหนุ่ม ยิ้มให้กันสองคนจนอีกคนเป็นส่วนเกิน
“งั้นไปนอนกันครับ...เราก็ไปนอนได้แล้วนะ” ลุกยืนก่อนจับจูงมือแฟนสาวเข้าบ้าน ไม่ลืมหันมาบอกหลานที่นั่งอยู่ที่เดิมยังไม่ยอมลุกไปไหน เธอทำเพียงส่งยิ้มแล้วพยักหน้า ไม่ลืมจะบอกคุณอาทั้งสองโดยเฉพาะคนที่ตนรู้สึกลึกซึ้งด้วย
แต่รู้ดีว่าเขาไม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกัน เราจึงเป็นเพียงคุณอาและหลานสาวเหมือนเดิม...
“ค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะคะอาเมย์...อาเทียน” คู่รักเดินไปแล้วเหลือเพียงหล่อนที่อยู่กับความเงียบ ปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบแก้มอย่างช้าๆ พร้อมความเศร้าที่โอบล้อมกายเพราะเพิ่งรู้จักคำว่าอกหักเป็นครั้งแรก ไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่ามันจะเจ็บขนาดนี้
ถ้ารู้ก่อน...เธอคงเลือกที่จะไม่รักเขาหรอก
การเรียนชั้นปีที่สามค่อนข้างเหนื่อยพอสมควร ไหนจะมีกิจกรรมที่ทำให้คณะอีกจนหญิงสาวแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง เธอหลีกเลี่ยงในการโทรหาผู้ปกครองของตนเพราะติดต่อไปทีไรก็มักได้ยินเสียงคนรักของเขาทุกที
เธอยินดีที่สิปปกรมีความสุข แต่ลึกแล้วก็ยังคงเจ็บปวดและตั้งคำถามเหมือนเดิม ว่าเหตุใดคนที่อยู่ข้างเขาถึงไม่ใช่ตน
ปิดเทอมหลังเรียนจบชั้นปีที่สามก็เลือกจะกลับบ้านตามคำสั่งของร่างสูง ตอนแรกเธอคิดจะหางานพาร์ทไทม์ทำเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับไปพบภาพบาดตาให้เจ็บปวด ทว่าถูกประกาศิตของคนที่ส่งเสียให้เรียนก็ต้องเดินทางกลับอย่างเลี่ยงไม่ได้
“น้องลี่กลับมาแล้ว มาคราวนี้สวยกว่าเดิมอีก แต่ผอมลงนะคะกินข้าวบ้างหรือเปล่า” คนรถไปรับถึงสนามบินแล้วระหว่างทางเข้าไร่ก็เห็นว่าทุกคนกำลังทำงานอย่างแข็งขัน ซึ่งไม่ใช่การเก็บดอกไม้เหมือนทุกครั้งแต่เป็นงานใหญ่ที่เธอยังไม่ทราบว่างานอะไร
เข้ามาในบ้านก็เจอกับหัวหน้าแม่บ้านที่เข้ามากอดหอมเตรียมต้อนรับหลานสาวสุดที่รักทันที เธอกอดอีกฝ่ายด้วยความคิดถึงไม่ต่างกัน แล้วถามถึงสิ่งที่สงสัย
“กินค่ะ แต่ก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ยุ่งกับเรื่องเรียนมากกว่า” รู้ตัวว่าผอมลงห้าถึงหกกิโลกรัมเลยด้วยซ้ำ ไม่ค่อยอยากอาหารแล้วก็ทุ่มเทในเรื่องการเรียน อีกเหตุผลที่เก็บไว้แล้วยังพยายามหลอกตัวเองว่าไม่เป็นความจริงคือตรอมใจจากการผิดหวังในความรัก
ไม่อยากอาหารแล้วยังกินข้าวไม่ลงอีกต่างหาก...แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผอมได้อย่างไร
“ป้าบอกแล้วว่าให้ป้าไปอยู่ด้วย จะได้คอยทำอาหารให้น้องลี่กินไง” ช่วงที่อยู่บ้านก็ตัวติดกับป้ามะพร้าวตลอด ตอนที่เธอจะไปเรียนมหาวิทยาลัยนางก็ขันอาสาขอไปดูแลแต่ก็โดนเจ้าของไร่ห้ามเอาไว้ อยากให้หลานสาวได้เติบโตด้วยตัวเอง
“ไม่เป็นไรค่ะ ลี่ทำเองได้ไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ อายุยี่สิบเอ็ดปีแล้วก็กำลังจะจบปริญญาตรีนะ” ย้ำอีกครั้งกลัวว่านางจะลืม จนคุณป้าถึงกับน้ำตาซึมเพราะเลี้ยงมาตั้งแต่หญิงสาวยังหน้าอมทุกข์จนตอนนี้เป็นความสดใสของคนทั้งไร่ไปแล้ว
“อยากเห็นน้องลี่ใส่ชุดครุยแล้ว”
