บทที่๑...ดอกไม้งามที่กำลังจะผลิบาน (๔)
“ค่ะ” ตอบสั้นรับคำไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยมากกว่านั้น
ร่างสูงเลือกจะเดินไปยังห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งไว้สำหรับฉลองวันเกิด พอเห็นก็ดวงตาเป็นประกายก่อนหันมามองหลานสาวที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างหลัง ไม่มีความสดใสหรือร่าเริงเหมือนตอนแรก กลายเป็นคนอมทุกข์ขึ้นมาทันที
“แต่งบ้านเองหมดเลยเหรอ” คนเดินตามหลังจึงต้องยิ้มไปก่อนเพื่อไม่ให้เขาสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของตัวเอง
“ช่วยกันกับคุณป้าคุณน้าค่ะ ลี่ทำคนเดียวไม่ไหวหรอก” กลัวว่าถ้าพูดความจริงอาจทำให้คนที่จ้องไม่วางตาล่วงรู้ถึงความรู้สึกของตัวเอง แฟนของสิปปกรจ้องหล่อนไม่วางตาเหมือนทราบสิ่งที่เธอพยายามปกปิดเอาไว้
“ขอบคุณนะครับ อาชอบมากเลย...แล้วไหนของขวัญ” ถามซึ่งหน้าแล้วแบมือเพื่อขอของขวัญเหมือนอย่างเคย ปีก่อนก็จัดงานวันเกิดเล็กๆ ในครอบครัวมีเพียงสองอาหลาน หล่อนมักทำของขวัญให้เขาเสมอโดยส่วนใหญ่เป็นข้อความอวยพรวันเกิดและของแฮนด์เมดที่ทำเองกับมือ
อย่างเช่นพวงกุญแจรถยนต์หรือกรอบรูปก็เป็นหล่อนทำขึ้นทั้งนั้น
“เค้กไงคะ” ชี้ไปยังเค้กที่วางไว้กลางโต๊ะเล็ก
“หือ มีแค่เค้กเองเหรอ” ถึงกับเลิกคิ้วถามด้วยความไม่เชื่อ
“แฮะๆ หมดงบแล้วเลยได้แค่เค้กค่ะ ตักแบ่งทุกคนเลยนะคะจะได้กินด้วยกัน” รีบเปลี่ยนเรื่องรวดเร็วพร้อมกับเก็บของขวัญใส่กระเป๋าไม่มีทางให้มันกับเขาอีกต่อไป เป็นครั้งแรกที่ซื้อของขวัญราคาแพงเพราะอยากมอบให้ชายหนุ่ม
แต่ความสำคัญของเธอถูกลดไปแล้ว เมื่ออีกฝ่ายหันไปมองคนรักพร้อมเอ่ยชวนรับประทานอาหารร่วมกัน
“กินด้วยกันนะครับเมย์”
“ค่ะ”
ตอนแรกที่คิดไว้คือฉลองกับสิปปกรตามลำพัง แต่กลายเป็นเธอเองที่ถูกทำให้โดดเดี่ยวแม้จะมีเจ้าของวันเกิดนั่งข้างกัน เพราะเขาเอาแต่หวานกับคนรักที่เลือกนั่งฝั่งตรงข้าม ปล่อยให้หญิงสาวนั่งกินเค้กเงียบๆ แล้วยิ้มเมื่อถูกถาม
คำว่าส่วนเกินเป็นเช่นไร...วันนี้เธอรู้ซึ้งแล้ว
การฉลองวันเกิดของเขาจบลงด้วยความสุข คนรักยิ้มให้กันแล้วจับจูงมือขึ้นบนห้อง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าแฟนของสิปปกรคงไม่นอนที่ห้องรับแขกหรอก อีกฝ่ายเดินเข้าห้องนอนเจ้าของบ้านเป็นที่เรียบร้อย คนแอบมองเจ็บแล้วเจ็บอีกแต่ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขได้อย่างไร
เมื่อตนเป็นฝ่ายแอบรักก็ควรทำใจให้ชินกับสถานะได้แล้ว...
“ทำไมมานั่งคนเดียวล่ะคะ” อาบน้ำแต่งตัวเตรียมนอนแต่ก็พลิกกายไปมาไม่ยอมหลับสักที จึงเลือกลงมานั่งเล่นอยู่สวนหลังบ้านที่เป็นม้านั่งชิงช้าแล้วประดับด้วยไม้เลื้อยจนสวยงามเหมือนในการ์ตูนที่เคยดูไม่มีผิด
คิดว่าจะนั่งทอดอารมณ์เหงาคนเดียว ปล่อยอารมณ์เศร้าออกมาก็ต้องชะงักยามมีคนเดินเข้ามาทัก พอหันไปมองก็พบหญิงสาวที่สวมชุดนอนตัวบางแล้วทับด้วยชุดคลุมสีหวาน ความสวยไม่ต้องพูดถึงแต่ความเย้ายวนที่มีทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมสิปปกรถึงเลือกผู้หญิง
อกเอวสะโพกดูชัดไปหมด ไม่เหมือนเด็กกะโปโลแบบเธอเลยสักนิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดเพราะตนเองไม่สามารถสู้ได้เลย
“อาเมย์...” ยิ้มให้เล็กน้อย
เมริริน จิรานนท์สาวสังคมที่อยู่เมืองหลวงมาโดยตลอด เพิ่งมาบ้านของแฟนหนุ่มครั้งแรกทำให้รู้ว่าบ้านสวนก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด อาจจะน่าเบื่อสักหน่อยเพราะไม่ได้มีแสงสีเหมือนเมืองหลวง แต่ขอแค่มีคนที่รักอยู่ข้างกันก็น่าจะเพียงพอแล้ว...
“แค่ดูพระจันทร์กับดาวค่ะ อยู่ที่อื่นไม่ค่อยเห็นดาวเยอะขนาดนี้ กลับบ้านเลยขอดูนานหน่อยเก็บเป็นความทรงจำ” เงยหน้ามองพระจันทร์เสี้ยวโดยมีหมู่ดาวล้อมรอบ ห้องนอนของเธอเปิดม่านทุกคืนเพื่อให้สามารถมองเห็นดาวได้
ความจริงวันนี้ไม่ต้องลงมาข้างล่างก็สามารถเห็นดวงดาวชัดเจน เพียงแต่เธอไม่อยากนอนอยู่ข้างบนแล้วจินตนาการถึงสิ่งที่คนห้องตรงข้ามทำร่วมกัน จึงเลือกลงมาอยู่ข้างล่างเท่านั้นเอง
“อาเมย์ทำไมยังไม่นอนคะ” หันมาถามคนอายุมากกว่า
“อายังไม่ง่วง นอนดึกเป็นปกติพอต้องมานอนเร็วก็ไม่หลับสักที ไม่เหมือนอาเทียนของเราหรอก หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย น่าอิจฉาพวกนอนง่ายจริงๆ เลย” พูดจบก็ยิ้มด้วยความเอ็นดูให้คนที่นอนหลับไปแล้ว ไม่รู้ป่านนี้จะทราบหรือเปล่าว่าหล่อนลงมานั่งเล่นข้างล่าง
รอยยิ้มกับแววตาของคนมีความรักทำให้คนแอบรักต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอ เก็บความเจ็บปวดเอาไว้ให้ลึกสุดดวงใจ
“ค่ะ” ไม่รู้ว่าควรตอบอะไรจึงแค่รับคำอย่างเดียว
ความเงียบระหว่างพวกเราเหมือนยิ่งทำให้บรรยากาศอึดอัดมากกว่าเดิม เธอภาวนาให้คุณอาคนสวยลุกออกไปจากตรงนี้แต่ผ่านไปหลายนาทีก็ไม่มีวี่แววว่าเมริรินจะลุกไปเลย จึงเลือกจะถามกลับในสิ่งที่ตัวเองอยากทราบ
“อาเมย์คบกับอาเทียนนานแล้วเหรอคะ” ไม่เคยรู้ว่าเขามีแฟนเป็นตัวเป็นตน ชายหนุ่มไม่บอกและไม่เคยมีวี่แววว่าสิปปกรจะสละโสด เวลาส่วนใหญ่ของเขาทุ่มเทให้ไร่ดอกไม้ไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ เกิดคำถามและความสงสัยขึ้นในใจไม่หยุด
“เพิ่งคบได้ไม่นานหรอก แต่รู้จักกันนานแล้ว เพื่อนของอาเป็นเพื่อนกับอาเทียน เลยเจอกันบ่อยตอนเพื่อนนัดกินข้าว แต่เทียนไม่ค่อยว่างเพราะยุ่งกับงาน ดูสิเพิ่งมีเวลาคุยกันจริงจังแล้วก็คบกันไม่ถึงปีเลย” เล่าให้ฟังพร้อมกับยิ้มกว้าง
ความจริงพวกเขาก็รู้จักกันนานพอสมควรแต่ก็แค่ฐานะเพื่อนเท่านั้น กระทั่งเมื่อไม่นานเพิ่งมีโอกาสเปิดใจแล้วลองพูดคุยก่อนพบว่าเข้ากันได้เป็นอย่างดี ตัดสินใจขอเป็นแฟนแล้วตามอีกฝ่ายมายังไร่ดอกไม้ที่เธอรู้ดีว่าจะเจอกับอะไร
แล้วก็เฝ้ารอจะได้พบเจอ...
“น้องลี่มีแฟนหรือยัง” หันมาถามสาวน้อยบ้าง
“ยังเลยค่ะ ไม่อยากมีตอนนี้...เรียนจบก่อนค่อยว่ากัน” ส่ายหัวปฏิเสธทันที
“แต่อาว่าหน้าตาแบบน้องลี่ต้องมีคนมาจีบเยอะแน่เลย ทำไมไม่ลองเปิดใจล่ะ...หรือถูกอาเทียนห้าม” พอถามถึงเรื่องความรักก็เหมือนว่าหล่อนจะสร้างปราการป้องกันตัวเองอย่างแน่นหนา ไม่ยอมหลุดเลยสักนิดว่ามีสิ่งใดในใจ
