ตอนที่ 5 สะเพร่า 1
@เช้าวันต่อมา
@09:00น.
"นายครับเร็วเลยครับ" มาตินที่เห็นหน้าเจ้านายเดินมาแต่ไกลจึงรีบกวักมือเรียกอีกฝ่ายไวๆ เร่งให้เจ้านายรีบมาเปิดประตูโดยด่วน
"ทำไม?" ลอฟท์ขมวดคิ้ว มาถึงก็เห็นสีหน้าลูกน้องคนสนิททำราวกับว่ากำลังมีเรื่องคอขาดบาดตาย
คนที่มีประชุมตั้งแต่เช้า ทำให้ลอฟท์ต้องรีบตื่นขึ้นมา และพลอยไพลินที่ยังหลับอยู่บนเตียงเขายังไม่ได้บอกเธอว่าตัวเองจะออกไปไหน เพียงแต่ให้มาตินดูแลหน้าห้องเอาไว้เพราะไม่รู้งานตัวเองจะเสร็จตอนไหนเหมือนกัน แต่นี่ก็ปาไปกว่าสามชั่วโมงเขาจึงได้กลับมา
"ก็คุณพลอยไพลินน่ะสิครับเธอโวยวาย แล้วผมได้ยินเสียงข้าวของด้านในหล่นด้วยครับ" ลอฟท์เลิกคิ้ว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามันเพราะอะไรกันรีบเปิดประตูเข้าไปด้วยความเป็นห่วง
แล้วก็เป็นอย่างที่มาตินรายงาน ตอนนี้มีข้าวของเสียหายหลายอย่างในห้อง รวมทั้งคนที่เหมือนจะบ้าคลั่งนั่งอยู่บนเตียงนอน สายตามองมาที่เขาราวกับโกรธแค้นมาเป็นปี
มาตินอ้าปากค้าง มิน่าทำไมถึงมีเสียงดังโวยวาย อยากเปิดเข้าไปก็ทำไม่ได้เพราะเจ้านายห้าม เพียงแต่ฝากกุญแจเอาไว้หนึ่งดอก แต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรกัน จึงได้แจ่มแจ้งว่ามันคือกุญแจโซ่ที่คล้องข้อขาเรียวของคุณพลอยไพลินเอาไว้อยู่
"ขอกุญแจหน่อย" ลอฟท์ยื่นมือไปรอรับจากลูกน้อง เพราะกังวลว่าหากเกิดเหตุไฟไหม้เหมือนในข่าวมาตินจะช่วยพลอยไพลินได้ทัน แต่หากไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นเขาก็ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปยุ่งแม้แต่ลูกน้องคนสนิท
มาตินก็รีบล้วงออกมาจากในกระเป๋ากางเกงยื่นให้เจ้านายทันที
"ให้คนเข้ามาทำความสะอาดด้วย" ลอฟท์เอ่ยกับมาตินเสียงเรียบ
มาตินก้มหัวให้แล้วรีบเดินออกไปโทรศัพท์เรียกแม่บ้านของทางโรงแรมขึ้นมาโดยด่วน
ลอฟท์เดินผ่านข้าวของที่หล่นอยู่บนพื้นอย่างระมัดระวังแล้วมานั่งลงบนเตียงนอนไม่ไกลจากคนที่เป็นสาเหตุนัก
"ไขกุญแจให้ฉันเดี๋ยวนี้!" พลอยไพลินเสียงแข็งขึ้นมาทันที มองเขาด้วยแววตาเกลียดชัง
ตื่นมาตอนเช้าเธอก็ว่าจะรีบลุกอาบน้ำแต่งตัวแล้วกลับกรุงเทพ แต่บ้ามากคือข้อเท้าของเธอถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยโซ่เส้นขนาดเท่านิ้วโป้ง เธอพยายามจะแกะมันออกจนตอนนี้ข้อขาขึ้นสีแดง และคิดว่าต้องเป็นฝีมือเขาแน่ คนที่พูดจาหว่านล้อมดูดีแต่การกระทำกับสวนทาง เขาเอาโซ่ล่ามขาเธอเอาไว้คิดได้อย่างไร!
คราวนี้ลอฟท์ไขกุญแจที่ข้อเท้าเรียวออกให้ "โทษที พอดีผมเห็นคุณยังนอนหลับอยู่ แล้วผมมีงานด่วนต้องไปทำ"
"แล้วคุณมาล่ามฉันทำไม! ฉันจะกลับบ้าน!" พลอยไพลินบอกอย่างเหลืออด เขาจะไปไหนก็ไป แต่ทำไมต้องล่ามเธอเอาไว้ด้วย เธอไม่ใช่หมาสักหน่อย แต่เธอเป็นคน แล้วก็คงไม่มีคนที่ไหนเขาล่ามหมาแบบนี้ด้วย จะให้เธอคิดว่าอย่างไร
"ผมแค่กังวลว่าคุณอาจกลับบ้านไปก่อนเพราะเรายังไม่ได้คุยกัน แล้วผมก็คิดไม่ผิดว่าคุณคงจะกลับจริงๆ"
"แน่นอน งานฉันจบแล้วนะ ฉันก็ต้องกลับบ้านสิ" แต่ลอฟท์กลับส่ายหัว
"คุณหมายความว่าไง" พลอยไพลินขมวดคิ้ว
"คุณจะกลับไปได้ยังไงในเมื่อมันยังไม่ครบสัญญา"
"สัญญา? สัญญาบ้าอะไรอีก!" ทีเมื่อคืนเธอจะกลับเขาก็บอกว่าสัญญาคือทั้งคืน
"นี่ผู้จัดการคุณไม่ได้บอกหรอกเหรอ ว่าผมมาประชุมที่นี่สามคืนสี่วัน"
"สามคืนสี่วันแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน" พลอยไพลินก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แล้วไอ้การกระทำของเขาที่ทำแบบนี้เธอไม่ชอบใจนัก
"งั้นฟังผมดีๆ" เขารวบเธอเข้ามากอดเอาไว้
พลอยไพลินพยายามแกะแขนเขาที่รัดเธอออก ตอนนี้เธอเริ่มรังเกียจวิธีที่เขาใช้ทำมาก แล้วยิ่งเกลียดมากเมื่อเขามาทำเป็นพูดดีแต่การกระทำสวนทาง
"ในสัญญาก็คือคนที่จะมาเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าตัวนี้ให้ผม ไม่ใช่แค่คุณมาถ่ายรูปกับผลิตภัณฑ์หรือถ่ายภาพเคลื่อนไหว จบงานแล้วรับเงินสิบล้านบาทไปแบบนี้มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ ผมว่าคุณควรเอะใจตั้งแต่แรกว่าทำไมผมถึงจ้างคุณราคาสูงขนาดนี้ ทั้งที่เศรษฐกิจแบบนี้ไม่มีใครเขาทำกัน อีกอย่างคุณก็ไม่ใช่นางเอกดังของช่องขนาดนั้นแต่ผมกลับเลือกคุณ" เขาสะดุดตากับใบหน้าของเธอจนคิดว่าตัวเองต้องสนใจเธออย่างแน่นอน "ซึ่งมันรวมไปถึงตัวของคุณด้วยที่ต้องนอนกับผมเท่ากับจำนวนวันในสัญญา"
"วะ..ว่าไงนะ" พลอยไพลินชาไปทั้งตัว ทำไมเธอไม่เคยรู้มาก่อนเลย พี่วิไม่เคยพูดอะไรเลย
"เพราะฉะนั้น..คุณเซ็นสัญญาเป็นพรีเซนเตอร์ครีมอาบน้ำหนึ่งเดือน นั่นก็เท่ากับว่าคุณต้องนอนกับผมหนึ่งเดือนอีกเหมือนกัน!"
พลอยไพลินแทบลมจับ ตอนนี้เธอไม่รู้จะโทษใครดีระหว่างผู้จัดการกับคนตรงหน้านี้ หรือโทษตัวเองดีที่ทำให้เขาต้องการขึ้นเตียงกับเธอ
รอบดวงตาหญิงสาวเริ่มมีน้ำใสๆ กลอกกลิ้งไปมา แบบนี้เธอจะไปต่างอะไรกับคนขายตัว
"เอาเป็นว่าคุณจะอยู่ที่นี่กับผมสามคืนสี่วันก่อนในเบื้องต้น แล้วหลังจากกลับกรุงเทพค่อยไปตกลงกันว่าคุณจะมาอยู่กับผมในระหว่างนี้ หรือให้ผมไปอยู่กับคุณที่คอนโดดี"
"ไม่มีทาง!" น้ำตาเม็ดเล็กหล่นแหมะลงมา พลอยไพลินรีบปาดมันออก
"หมายความว่าคุณจะปฏิเสธงั้นสิ" ลอฟท์เลิกคิ้ว
"ฉันจะไม่ไปอยู่ไหนทั้งนั้น ฉันจะกลับบ้าน" พลอยไพลินทำท่าลุกไม่สนใจเขาเหมือนกัน
"งั้นสัญญาพรีเซนเตอร์ถือเป็นโมฆะ" คราวนี้ลอฟท์เอ่ยเสียงเรียบ เวลาทำธุรกิจเขาเด็ดขาดอีกเช่นกัน หากไม่เกิดประโยชน์เขาจะไม่ทำ หากพลอยไพลินไม่ทำให้เขาเห็นว่ามันคุ้มเขาจะไม่ยุ่ง
คนที่เสียตัวไปแล้ว พอได้ยินแบบนี้รู้สึกเสียเปรียบเป็นอย่างมาก คิดว่ากำลังถูกเขาโกงอย่างแน่นอน
"คุณโกงฉัน! แล้วทำไมคุณไม่บอกตั้งแต่เมื่อคืนว่าความจริงมันเป็นแบบนี้ บอกทำไมว่าแค่คืนเดียว"
"ผมมั่นใจว่าไม่ได้พูดนะ และสัญญาที่ไหนเขาจะเล่ากันปากเปล่า ไม่มี! ในใบสัญญาก็ระบุเอาไว้ชัดเจนทำไมคุณไม่ดูให้ดีก่อนจะมาขึ้นเสียงใส่ผม" ตามจริงเขาไม่ควรได้มาประสาทเสียในเช้านี้
"ผมเป็นนักธุรกิจ จะทำอะไรย่อมคำนึงถึงผลประโยชน์เป็นหลักอยู่แล้ว หากทำแล้วขาดทุนผมคงไม่ทำคุณน่าจะเข้าใจได้" เขาไม่มีทางทำอะไรลงไปโดยไม่คิดคำนึงว่าตัวเองจะเสียผลประโยชน์ไหม เพราะเขาต้องมั่นใจว่าได้เพียงอย่างเดียว มากน้อยอีกเรื่อง
