บทที่ 2 โชคชะตาที่ได้รับ
ร่างไร้วิญญาณของเฉินอี้เหนียงถูกแบกมานอนเตียงไม้เก่าๆ ภายในกระท่อม
ใบหน้าสตรีขาวซูบซีดไม่ต้องเรียกหมอมาดูอาการ ก็รู้ว่าตอนนี้อาการนางเสมือนกำลังตายจากไปไม่มีวันหวนกลับมา อาภรณ์สีแดงที่สวมใส่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ แม้แต่ลำตัวถูกขีดข่วนไปด้วยหนามที่ยังคงหลงเหลือเศษซากทิ่มแทงไว้ให้เห็น สร้างความปวดใจให้คนที่เพิ่งเข้ามาดู
ชายหนุ่มร่างกายกำยำในอาภรณ์สีเทา มีนามว่าสืออี้ เป็นเพื่อนบ้านสร้างใกล้ติดกับบ้านของนางไม่ห่างกันมากนัก วันนี้เข้าป่าไปตัดฟืน ระหว่างทางเห็นร่างสตรีลอยมาตามกระแสน้ำ เข้าไปดูไม่คิดว่าสตรีผู้นี้เป็นคนรู้จักที่ไม่อยากจะรู้จัก หากแต่สภาพนางในตอนนั้นช่างน่าหดหู่ใจ เขาไม่อาจปล่อยทิ้งร่างนางไว้ตรงนั้น รีบแบกร่างของนางกลับมาด้วยอย่างยากลำบาก
ต่อให้นางจะร้ายกาจเช่นไร ดูถูกเขาเช่นไร นางก็เป็นคนเช่นเดียวกัน
“อะ…อี้เหนียง…อี้เหนียงลูกแม่ ไยเจ้าถึงมีสภาพเช่นนี้”
หญิงชรามือไม้สั่นเทา มองร่างไร้วิญญาณบุตรสาวแทบเป็นลมล้มพับยังดีสามีเข้ามาประคองไว้ ปลอบใจนาง ชายชราก็รู้สึกเสียใจไม่ต่างกัน
เมื่อวานนี้นางขอตัวเข้าตลาดไปซื้อของเพียงชั่วครู่ไม่ใช่หรือ ผู้ใดกันที่ลงมือทำร้ายนางถึงขั้นเอาชีวิต ต่อให้นางจะร้ายกาจเช่นไร นางก็เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของพวกเขา เลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขา จะไม่ให้เสียใจเลยคงจะไม่ถูก
“ผู้อาวุโสทั้งสอง เมื่อเช้านี้ข้าพบนางนอนเป็นสภาพเช่นนี้ลอยมาตามกระแสน้ำในป่า ไม่ทราบว่านางไปทำอะไรมาถึงได้เป็นแบบนี้เช่นกัน ข้าจึงได้รีบพานางมาส่งที่นี่โดยด่วน พวกท่านรีบตามหมอมาเถิด”
สองสามีภรรยามองหน้ากัน หลุบตาลงต่ำ พอถามถึงค่ารักษา พวกเขาก็ต้องจนปัญญา เงินเก็บที่มีก็ถูกบุตรสาวรีดไถขโมยไปจนหมด ตอนนี้หมดหนนางที่จะนำมารักษานางเสียแล้ว
“ข้าจะทำเช่นไรดี เงินที่มีก็ไม่มี บุตรสาวข้าเป็นเช่นนี้ จะให้ข้ารอดูนางตายไปต่อหน้าเช่นนี้หรือ” ชายชรารู้สึกโทษตัวเองที่ผ่านมา หากไม่ใช่เพราะโง่เขลาหลงเชื่อสหายจนนำเงินไปลงทุนทั้งหมด คงไม่อับจนหนทางย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกร้างอยู่นอกเมือง
“ท่านพี่ เช่นนั้นเราไปขอให้ท่านหมอช่วย ไว้นางหายดีก่อน ค่อยหาเงินไปคืนทีหลังได้หรือไม่ อย่างน้อยนางก็เป็นบุตรสาวเรา จะรอให้นางตายเช่นนี้จริงๆ หรือ” หญิงชราหลั่งน้ำตาอาบแก้มทั้งสองข้าง
ความคิดของผู้เป็นภรรยาคงเป็นทางเลือกเดียวที่เฉินซานกั๋วจะทำโดยไม่ลังเล
“งั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า ยังไงข้าก็จะไปลองอ้อนวอนดู…ฮูหยินเจ้ารอข้าตรงนี้กับเสียวเป่าประเดี๋ยว ไม่นานข้าจะเร่งพาหมอกลับมา”
“แต่ท่านพี่…ไปสภาพด้วยร่างกายเช่นนั้นจะไหวหรือเจ้าคะ ร่างกายก็ไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ให้ข้าไปเองดีกว่า” หญิงชรากล่าวรั้งไว้
สืออี้มองทั้งสองคนมัวแต่ห่วงใยกันไปมา เขาอดทนฟังต่อไม่ได้ และปล่อยให้ผู้อาวุโสทั้งสองเดินเท้าไปเองก็ย่อมไม่ดี ในฐานะที่เขายังหนุ่มยังแน่นแข็งแรงกว่าจึงอาสาแทน
“ช้าก่อนผู้อาวุทั้งสอง ยังไงพวกท่านก็ชรามากแล้ว ข้ายังหนุ่มยังแน่นเช่นนั้นข้าจะขอไปเอง ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องห่วง ข้าจะออกก่อน หากมีเมื่อใดค่อยมาคืน”
สกุลเฉินรู้สึกขอบคุณบุรุษผู้นี้มาก…
“เช่นนั้นข้ารบกวนเจ้าด้วยสืออี้”
ชายชรายกมือประสาน เขารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจที่หาได้ยากนี้นัก ครั้งก่อนเคยเป็นคนมีฐานะ ผู้คนรอบข้างล้วนเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม วิ่งเข้าหา พออับจนหนทางก็ถูกไล่ราวกับขอทานที่ไม่มีทางไป
หลังจากสืออี้จากไปได้ไม่นาน เด็กชายนอนหลับพึ่งตื่นในต้นยามเหม่า ปรือตาขึ้นมองไปทางชาย หญิง ทั้งสองกำลังกอดปลอบกัน ในตอนนี้เขามองหญิงสาวนอนบนเตียงแน่นิ่งนึกแปลกใจ เหตุใดท่านตา ท่านยาย ต้องร้องไห้ด้วยเล่า
ป้อมแขนน้อยๆ ยกขยี้ดวงตา ในอาภรณ์ตัวเก่า เนื้อตัวเผ่าผอมเดินไปจับขอบเสื้อชายชรากระตุกเบาๆ
“ท่านตาเกิดอันใดขึ้นหรือขอรับ เหตุใดพวกท่านต้องร้องไห้”
“จะ…เจ้าตื่นแล้วหรือ”
ว่าพร้อมพวกเขาหลุบตาลงต่ำ เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้ากลัวว่าหลานชายจะพบเข้า
“ขอรับ…พวกท่านดูแปลกไปมีผู้ใดเป็นอะไรไปหรือ”
เด็กน้อยชักสีหน้าสงสัย จิตใจตอนนี้รู้สึกไม่ค่อยดี แม้ว่าเขายังดูเด็กเกินไป แต่เขาก็ฉลาดพอคาดเดาออกว่ากำลังจะเกิดบางอย่างที่ไม่ดี
เสียวเป่าน้อยมองไปทางสายตาของพวกเขาที่กำลังจดจ้องมองอย่างอาลัย เขาแปลกใจหันไปมองร่างของสตรีผู้นั้นช่างดูคลับคล้ายคลับคลา ใยมารดาของเขาถึงมีสภาพเช่นนี้
เขาก้าวเข้าไปทีละก้าว ยิ่งภาพตรงหน้าชัดเจน เด็กชายตัวน้อยเข่าทรุดไปอยู่ที่พื้น มือไม้สั่นเทา มือป้อมน้อยๆ จับมือมารดาเย็นเหยียบราวกับคนใกล้ตาย น้ำตาก็เริ่มไหลเปรอะเปื้อนหยดเผาะๆ ลงมาที่พื้น
“ทะ…ท่านแม่”
เขาเขย่าร่างไร้ลมหายใจ กอดมารดา เรียกซ้ำ นางไม่มีทีท่าว่าจะตื่น เขาสั่นเทาหวาดกลัว กลัวว่าจะไม่มีมารดาอยู่กับเขาอีกต่อไป
“ท่านตา…ท่านยาย ช่วยท่านแม่ของข้าด้วย ท่านแม่ตื่นสิขอรับ ท่านแม่ ฮือ ฮือ”
“เสียวเป่า….” หญิงชรามองหลานชายตัวน้อย สงสาร เขายังไม่ทันโตก็มาเจอเรื่องเช่นนี้แล้ว
นางเช็ดน้ำตาจะเดินเข้าไปพาเสียวเป่าไปด้านนอก ถูกผู้เป็นสามีห้ามไว้เสียก่อน
