บทย่อ
"ทำอะไร" "อ๊ะ!" ฉันสะดุ้งเสียงที่ดังอยู่ข้างหูตัวเอง "แต่งตัวจะไปไหน" นี่มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมที่เขาใช้เป็นประจำหนิ กลิ่นมันเหมือน...น้ำหอมผู้หญิง "ไปโรงพยาบาล" ฉันตอบโดยไม่ได้หันไปมอง "รอก่อน ขอไปเปลี่ยนชุดแป๊ปหนึ่ง" "นายไปพักเถอะ ฉันไปเองได้" "เป็นอะไร" "เปล่า" เขาคงลืมไปแล้วจริง ๆ ว่าเมื่อคืนบอกให้ฉันรอกินข้าวด้วย หึ น่าสมเพชตัวเองสิ้นดี ไม่แปลกที่เขาจะเคยสมเพชฉันมาก่อน "ขอตัวนะ" ฉันรีบเช็ดมือให้แห้งรีบพาตัวเองออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
บทนำ
"อย่าเพิ่งบอกยัยหนูนะ" เสียงชายวัยกลางคนเอ่ยกับภรรยาตัวเองใบหน้าเคร่งเครียด บ้านที่พวกเขาอยู่กำลังจะถูกยึดในอีกไม่ช้า เนื่องจากไม่มีเงินไปใช้หนี้เขา ทั้งไหนจะลูกสาวเพียงคนเดียวของทั้งสองที่กำลังเรียนมหาลัย ชีวิตของลูกกำลังไปได้ดีพวกเขาจึงไม่อยากให้เธอต้องมารับรู้เรื่องราวภายในบ้าน ไม่อยากให้เธอต้องคิดมากและเครียดไปอีกคน
"ขวัญสงสารลูก" คนเป็นภรรยาเอ่ยทั้งน้ำตา พวกเขาหมดหนทางที่จะหาแล้วจริง ๆ มันสุดทางของพวกเขาแล้ว ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีคนรับเนื่องจากอายุที่มากแล้ว
"พี่จะไปหารับจ้างเผื่อมีเงินมาต่อชีวิตในแต่ละวัน" ถึงจะเหนื่อยเขาก็ไม่คิดจะท้อหากลูกเมียยังไม่สบาย
"ฮึก~" ยศกร มองคนรักที่เอาแต่ร้องไห้ เขาเองที่เป็นเสาหลักของครอบครัวย่อมต้องพยายามหาทางพาครอบครัวไปให้รอดตลอดรอดฝั่ง เขาจะไม่มีวันให้ลูกเมียต้องมาลำบากอย่างแน่นอน
"ทำไมถึงไม่มีใครบอกอะไรหนูเลย" วิปชีสแอบฟังบทสนทนาของพ่อแม่อยู่นาน เดินเข้ามามองพวกท่านทั้งสอง
"ยะ ยัยหนู" ยศกรตกใจที่เห็นลูกตัวเองมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
"มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" เรียวปากชมพูดถามเสียงสั่น
"ไม่มีอะไรลูก"
"พ่อเห็นหนูเป็นคนยังไง หนูไม่เห็นแก่ตัวที่ต้องให้พ่อแม่มาวิ่งหางานทำส่งหนูเรียนหรอกนะ ไหนจะหนี้บ้านที่กำลังจะโดนยึดอีก" เธอได้ยินหมดทุกอย่างที่พ่อแม่คุยกัน ยอมรับว่าเธอเองก็ตกใจอยู่ไม่น้อย
"พ่อกับแม่ไม่เหนื่อยเลยลูก"
"หนูจะดรอปเรียนมาช่วยหาเงินค่ะ"
"ไม่ได้เด็ดขาด!" คนเป็นพ่อโพล่งขึ้นเสียงดัง เขาจะไม่ยอมให้ลูกสาวต้องมาลำบากเหมือนเขาแน่นอน เธอมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป ส่วนเรื่องหาเงินปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขาคนเดียวก็พอ
"ให้หนูได้ช่วยเถอะนะคะ ฮึก~" เธอขอร้องบอกคนเป็นพ่อ เธอยอมเหนื่อยดีกว่าให้พ่อแม่มาดิ้นรนหาเงินให้เธอเรียน เธอไม่อยากเห็นทั้งสองต้องมาลำบากเพราะเธอคนเดียว
"หนูต้องตั้งใจเรียน อย่าทำให้พ่อผิดหวังก็พอ"
"พ่อ แม่ ฮึก~" ทั้งสามกอดกันร้องไห้โฮ พวกเขามีกันแค่สามคน ญาติพี่น้องไม่มีใครอยากช่วยสักคน มีแต่คอยซ้ำเติมทุกครั้งเวลาที่ตกต่ำมันเลยทำให้พวกเขาไม่คิดที่จะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากใคร ไปหางานที่ไหนก็ไม่ได้ ตอนนี้วิปชีสเองก็ทำงานไปเรียนไป แต่มันก็ยังไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในทุก ๆ วันอยู่ดี
วันต่อมา
ณ ห้างสรรพสินค้า
"แก" วิปชีสเรียกญี่ปุ่น เพื่อนสนิทของเธอ จริง ๆ พวกเธอมีกันสามคนแต่เนื่องจากอีกคนได้ลาโลกใบนี้ไปแล้ว เลยทำให้ตอนนี้พวกเธอเหลือกันแค่สองคน ส่วนอีกคนจะอยู่ในความทรงจำพวกเธอตลอดไป กลับมาเข้าเรื่องต่อ ญี่ปุ่นที่กำลังคุยอยู่กับ ขุนเขา แฟนหนุ่มของเธอหันมาจ้องหน้าวิปชีสแววตาสงสัย
"มีอะไรเหรอ"
"ฉันว่าจะดรอปเรียน" เธอไม่อยากโกหกเพื่อนตัวเองเลยบอกความจริงไป
"ทำไม" ญี่ปุ่นตกใจเป็นอย่างมาก ทำไมเพื่อนเธอถึงมาบอกว่าจะดรอปเรียน เกิดอะไรขึ้นกันแน่
"ฉันว่าจะขอทำงานหาเงินช่วยที่บ้านก่อน" ญี่ปุ่นนิ่งไม่รู้จะเอ่ยอะไร เธอเองก็อยากจะช่วยวิปชีสแต่ว่าลำพังตัวเธอเองก็จะไม่รอดเหมือนกัน แต่เธอก็พอมีเก็บอยู่บ้าง
"ต้องใช้เงินเยอะไหม" ญี่ปุ่นเอ่ยถามคนเป็นเพื่อนอีกครั้ง
"ไม่ต้องคิดจะมาช่วยเลยนะ" เพราะรู้จักกันมานานเลยรู้ว่าอีกคนคิดอะไรอยู่
"ไม่อยากให้เธอดรอป" ญี่ปุ่นก้มหน้าเศร้า
"ฉันก็ไม่ได้... " วิปชีสมองเพื่อนอย่างรู้สึกผิด ขณะนั้นเอง...
"เท่าไหร่" ร่างสูงที่นั่งข้างคนตัวเล็กพูดขึ้นน้ำเสียงเรียบนิ่ง มังกร เพื่อนสนิทขุนเขา วันนี้พวกเขาชวนกันมาทานหาอารที่ห้าง ตอนแรกวิปชีสปฏิเสธเนื่องจากต้องไปซื้อของมาทำงาน อีกอย่างก็คือไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอของเพื่อนกับแฟนหนุ่ม แต่ไม่คิดว่าจะมาเจออีกคนอยู่ที่นี่เหมือนกัน
"คะ?" เธอเลิกคิ้วหันไปมองคนข้าง ๆ
"ต้องใช้เงินเท่าไหร่" มังกรมองหน้าถามคนตัวเล็ก
"กะ ก็เยอะอยู่ค่ะ"
"เยอะที่ว่ามันเท่าไหร่"
"สะ สามล้านค่ะ" บ้านเธอสถานะยากจน ตอนนี้ครอบครัวเธอเป็นหนี้อยู่รวม ๆ ก็เกือบจะสามล้านได้ แต่เพราะครอบครัวที่ยากจนเงินสามล้านเลยไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะหามันมาได้ง่าย ๆ
"มาทำงานให้ฉัน"
"คะ?" ไม่ใช่ว่าเธอไม่ได้ยินที่เขาพูด แต่เพราะเธอตกใจที่อยู่ ๆ คนที่ไม่ได้สนิทหรือแทบจะไม่เคยคุยกันเลยยื่นมือเข้ามาช่วย เคยคุยกับคนตัวโตก็แค่ตอนวันงานฮันน่าเท่านั้น
"ฉันจะจ่ายเงินให้เธอ แต่เธอต้องมาทำงานให้ฉัน" เขายื่นข้อเสนอให้เธออย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไร เงินแค่นี้ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งเขาร่วงได้หรอก
"เอาไง?"
"แล้วหนูต้องทำอะไรบ้างคะ"
"มาเป็นเลขาให้ฉัน"

