ในอดีตมันเกิดอะไรขึ้น
"ท่าน มาๆ นั่งก่อน" ชาวบ้านยื่นมือประคองตัวชายชราที่ยืนหลังค่อม ส่วนชาวบ้านอีกคนก็รีบนำมีดออกจากมือเหี่ยวแห้ง
"พวกข้าไม่เป็นอะไรแล้ว" ชาวบ้านกล่าวถ้อยคำที่อ่อนโยน
"โอ้ ดีแล้ว แต่ว่าแม่นางผู้นี้กลับไม่เป็นอะไรเลย" ชายชราเอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงแห่บพร่า
ในจัวหวะนั้นเอง เด็กๆ ทุกคนเริ่มออกมาจากที่ซ่อน ร้องไห้ระงมตั้งแต่ในบ้าน เสียงสะอื้นดังต่อเนื่องไม่หยุด ผู้เป็นแม่และพ่อต่างรีบแยกย้ายไปดูบุตรสาวบุตรชาย ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ
"ท่านแม่...ข้ากลัวเหลือเกิน" เสียงเด็กแววมาในบ้าน
"ตายแล้ว ข้าไปดูลูกก่อน"
"ข้าก็เช่นนั้น"
ในขณะที่ชาวบ้านทยอยออกไปกันหมดแล้ว เสียงเด็กชายก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
"ท่านปู่" คำเรียกสั้น ๆ ผู้เป็นปู่ที่นั่งหันหลังรีบหันกลับไปหาตามเสียงเรียกทันที
"อาเฉิง เหตุใดถึงออกมาเร็วนักละ" ปู่จับแก้มหลานเบา ๆ
" ข้าเห็นว่าพวกมันไปหมดแล้วขอรับ"
"นี่หลานท่านรึ" ลู่จินเหยาถาม
"ใช่แล้วแม่นาง เขาชื่อว่านางเฉิง ปีนี่อายุ 10 ขวบแล้ว" ชายชราตอบเสียงแผ่ว
"แล้วท่านชื่ออะไร ข้ายังไม่รู้จักชื่อท่านเลย" ลู่จินเหยายิ้มบางก่อนจะมองหน้าเด็กผู้นั้นด้วยความเอ็นดู
" ข้ารึ ข้ามีนามว่า หนิงเทียน แล้วเจ้าละแม่นาง"
" ท่านหนิงเทียน ข้ามีนามว่า ลู่จินเหยา"
หนิงเทียนได้ยินก็พยักหน้าตอบรับช้า ๆ
หลังจากนั้นลู่จินเหยายังถามอีกว่าเหตุใดถึงได้แร่ร่อนกับหลายชายเพียงสองขึ้นแล้วพ่อแม่ไปไหน เหตุใดถึงทิ้งลูกไว้กับคุณปู่อายุมาก
เฉิงเทียนจึงเล่าว่า เมื่อก่อนอาเฉิงนั้นมีครอบครัวพร้อมหน้า ไม่ขาดสิ่งใดเลย เพราะมารดาและบิดานั้นเป็นหัวหน้าฝึกสอนพลังเพลิงให้กับชายหนุ่มและหญิงสาวรุ่นใหม่ ซึ่งมีรากบำเพ็ญเพียงขั้นที่สอง
"นี่เป็นถึงอาจาร์เลยรึ" ลู่จินเหยาขมวดคิ้ว
" ใช่แล้ว"
" แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ท่านหนิงเทียน เล่าให้ข้าฟังอีกได้หรือไม่"
หลังจากนั้นหนิงเทียนเฒ่า ก็เล่าต่อ เมื่อสิบปีก่อนทั้งสี่พิภพ สงบสุข กฎก็คือกฎ ความเที่ยงธรรมสามารถให้ความเป็นธรมมแก่ชาวบ้านผู้ต่ำต้อย
ผู้คนต่างช่วยเหลือกันสามคีเป็นหนึ่งเดียว และทุกๆ ปีจะการแข็งขันหาผู้ที่มีบำเพ็บระดับ5 เพื่อเข้าแข่งกันปะลองฝีมือ ในวันนั้นมันคือการแข่งขัน เหตุการณ์ทุกอย่างปกติดี
แต่จู่ ๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดมน ลูกศิษย์ฝั่งมารดาอาเฉิง นั้นเกิดอาการคลั่งอาละวาด พ่อกับแม่อาเฉิงทั้งสองปะทะฝีมือกับพวกมันจนตาย
แต่ว่าจ้าวนครเพลิงกลับไม่ปล่อยตะกูลเราให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว จึงสั่งตามล่าตนกับหลาน
"ข้าบอกเจ้าเพียงเท่านี้ ข้าไม่อยากเล่าต่อ"
" แค่ก แค่ก " เสียงไอดังขึ้น
" ข้าไม่ถามต่อแล้ว ท่านหนิงเทียนไปพักผ่อนเถิด ข้าก็จะกลับไปบ้านข้าเช่นกัน"
"อืม..." หนิงเทียนพยักหน้าแล้วจูงมือหลานกลับไปที่พัก
"ไปกันหมดแล้ว" ทันใดนั้นเจ้ากระรอกน้อยรีบโผล่หน้ามาให้เห็นทันที
"พวกเข้าแอบฟังรึ" ลู่จินเหยาพูดขึ้น
"พวกข้าไม่ต้องแอบฟังหรอก เรื่องนี้พวกข้าเองก็ได้ยินมาบ้าง" กระรอกน้อยตอบ
"งั้นรึ...ไว้เวลาว่างเจ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่"
"ได้...แต่ต้องเอาผลไม้มาแลกไม่เช่นนั้นข้าไม่เล่า" ทันทีที่กระรอกน้อยพูดจบ มันเพึ่งนึกได้จึงเอียงคอหรี่ตามองมาที่ลู่จินเหยาด้วยความสงสัย
"เจ้า ก็เป็นคนนครวายุ จะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร" กระรอกน้อยขมวดคิ้วเล็กน้อย
ลู่จินเหยาเจอคำถามตรงประเด็นนางเอามือจับปลายผมไปมา พร้อมกับหมุนตัวเล็กน้อย พยายามสบตาเจ้ากระรอกเป็นครั้งคราว
" ข้า..ข้า รู้อยู่แล้ว ข้าแค่ล้อเล่น" นางเอ่ยเสียงสูงจนผิดสังเกต
"เจ้านี่ เป็นมนุษย์ที่ประหลาด"
"งันข้ากลับบ้านก่อนนะ พรุ่งนี้ข้าจะนำผลไม้มาให้"
ลู่จินเหยายืนพูดไม่จบก็รีบก้าวเท้าสับ ๆ ไปที่พักเสียแล้ว
ปัง! เสียงเปิดประตู
นางยืนพิงประตูทางเข้าด้านใน เอามือทาบอกด้วยความโล่งใจ เกือบไปแล้ว หากทุกคนรู้นางนั้นไม่ใช่ลู่จินเหยาคนเดิม ทุกคนจะทำอย่างไร
" เกือบไปแล้ว "
ภายในห้องเจ้าของร่างเดิมสะอาดหูสะอาดตา แม้จะทำจากไม้ แต่ก็เป็นไม้ที่หายาก ลู่จินเหยาปรายตามองรอบห้องด้วยความสบายตา
" เอ๊ะ นั้นอะไร" นางค่อยเดินเข้าไปที่ชั้นวางของชั้นล่างสุด หยิบกระตร้าใบเก่าออกมาดู
"โอ๊ย เหม็นคาว" นางรีบเอามือปิดจมูก ข้างในนั้นเป็นเสื้อผ้าบุรุษเปื้อนเลือดจนเหือดแห้ง
"หรือว่านี่จะเป็นของ หลังชิงไห่ไอ้ชายโฉดที่ปฏิเสธรัก"
ลู่จินเหยาเม้นริมฝีปาก ยกตระกร้าขึ้นโยนเตะขึ้นเหมือนลูกบอล ในขณะนั้นนางก็บ่นไปด้วยแทนเจ้าของร่างเดิม
"หึ ...เนรคุณผู้ช่วยชีวิต"
"ใจดำยิ่งนัก"
" ในเมื่อข้าไม่มีพลังวายุ อย่างน้อยก็ขอเหยียบชุดเจ้าเล่น ให้หน้ำใจ"
"นี่แนะ นี่แนะ"
