อะไรกัน นี่ข้ามีพลังวายุ
นางโยนตะกร้าเสื้อผ้าไปมุมห้องอย่างหัวเสีย จนมันกระแทกพื้นเสียงดังลั่น
ฝ่ามือเหยียดตรงไปด้านหน้าราวกับกำลังควบคุมกระแสลมที่มองไม่เห็น
เคร่ง! เคร่ง!
ตะกร้าเสื้อผ้าถูกแรงมหาศาลซัดปลิวกระแทกทะลุประตูหลังอย่างรุนแรง ไม้แตกกระจายเสียงดังสนั่น
ปััง ปัง!
นางยืนนิ่งตาค้าง ราวกับถูกทั้งร่างแช่แข็งอยู่กับที่ดวงตาเบิกกว้างมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
"นะ...นี่ พลังวายุ"
นางตบหน้าตัวเองว่าเจ็บหรือไม่
ปัง !
"ก็ไม่เจ็บนนี่หน้า"
"ขะ..ข้า มีพลังวายุ"
นางก้มมองฝ่ามือตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นแรง ดวงตาเปล่งประกายทั้งตื่นตะลึงและตื่นเต้นราวกับค้นพบสิ่งมหัศจรรย์
นางรีบก้าวออกจากห้องอย่างร้อนใจ หัวใจเต็มไปด้วยทั้งความตื่นเต้นและความอยากรู้ สองเท้าแทบไม่หยุดชะงักเมื่อมุ่งหน้าไปยังพื้นที่โล่งด้านนอก
นางยกมือขึ้นช้า ๆ อย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ลองตั้งสมาธิก่อนค่อย ๆ ปล่อยแรงบางอย่างออกจากฝ่ามือ ลมเบา ๆ พัดออกไปด้านหน้า จนเส้นผมขยับเล็กน้อย ทำเอาเธอมองมือตัวเองด้วยความตกใจ
"โอ๊ยมือข้า ...จะมาสั่นอะไรตอนนี้ "
นางลองขยับนิ้วมืออีกครั้ง ตั้งใจมากขึ้นกว่าเดิม ไม่นานแรงลมก็พัดแรงขึ้นจนใบไม้แถวนั้นปลิวกระจาย ก่อนจะยิ้มกว้างอย่างเก็บอาการไม่อยู่
“นี่มัน...พลังวายุของข้าจริง ๆ สินะ”
จู่ ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางค่อย ๆ ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
“เดี๋ยวก่อน... แบบนี้ให้ใครรู้ไม่ได้”
นางรีบลดมือลง มองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนสูดหายใจลึกพยายามเก็บอาการตื่นเต้นเอาไว้
นางรีบเดินกลับเข้าบ้านย่องเบา ไม่ให้ชาวบ้านได้ยินเสียง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว
รุ่งเช้าวันใหม่
แดดอ่อนส่องแสงจางๆ ขณะที่นางยังนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม แต่แล้วความสงบก็หายไปเมื่อเจ้ากระรอกน้อยตัวป่วนปีนขึ้นมาบนเตียง ก่อนใช้หัวเล็ก ๆ ดันแขนนางเบา ๆ
“จิ๊ด ๆ”
เสียงเล็กแหลมดังอยู่ข้างหู พร้อมอุ้งเท้านุ่ม ๆ ที่เขี่ยนางไม่หยุด ราวกับตั้งใจปลุกเต็มที่
นางขยับตัวงัวเงีย พลางลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเห็นเจ้าตัวเล็กนั่งจ้องอยู่ใกล้ ๆ ด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“ตื่นแล้ว ๆ อย่าปลุกสิ...”
นางบ่นเสียงงัวเงีย แต่ก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นมันสะบัดหางไปมาอย่างน่ารัก สุดท้ายจึงยกมือขึ้นลูบหัวมันเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ลุกจากเตียง
"ก็ปกติเจ้าจะตื่นเช้ากว่านี้ ทำไมวันนี้ถึงตื่นสายละ" เจ้ากระรอกเอ่ยขึ้น
"งันรึ" นางถามกลับ
"ใช่สิ เจ้าลืมหรือไง"
"ไม่..ไม่ ข้าไม่ลืม"
"หากเจ้าไม่ลืม ทำไมไม่รีบไปที่สวนผลไม้เล่า"
"จะรีบไปทำไม ผลไม้ไม่หายหรอก"
เจ้ากระรอกได้ยินเช่นนั้นรีบเอามือกุมขมับ พร้อมถอนหายใจเล็กน้อย
"ทำไมรึ เจ้าต้องการจะบอกอะไรข้า" ลู่จินเหยาขมวดคิ้ว
"ก็วันนี้ เจ้าต้องรีบไปเก็บผลไม้ไปขาย แต่เช้าเหมือนในทุกๆ วัน แล้วอีกอย่างรอบนี้ก็เป็นรอบสุดท้ายที่ผลไม้จะหมดแล้ว แล้วผลไม้ของเจ้านั่นก็มีไม่มากอย่าว่าแต่เจ้าเลย คนทั่วไปจะปลูกอะไรก็ปลูกยากเหลือเกิน"
"ข้าต้องทำถึงขนาดนั้นเลยรึ"
" ใช่ เมื่อก่อนเจ้าก็ทำหากไม่ทำจะมีเงินที่ไหนมาใช้จ่าย ไหนจะชื้อข้าวสาร ค่าภาษีหาได้มาวันนึงก็เหลือไม่ถึงครึ่ง ข้าจำได้ว่าวันนี้จะมีเจ้าหน้าที่จะมาเก็บภาษีที่หมู่บ้านของเรา อีกสักพักก็คงจะมาแล้ว"
"ฮ่าๆ ข้าเองลืมไปเลย" นางหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะตำหนิตัวเองในใจ
'บ้าจริง ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปถูกเจ้ากระรอกน้อยจับได้ว่าฉันนั้นไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม'
" เจ้าคิดอะไรอยู่รึ" เจ้ากระรอกน้อยจ้องหน้า
" เปล่าๆ ข้าจะรีบไปทำธุระส่วนตัวแล้วจะออกไปสวนตอนนี้เลย"
" เจ้าไปตอนนี้ กว่าเจ้าจะเดินทางไปถึงตลาดใหญ่ก็เที่ยงแล้วผู้คนในตลาดก็เริ่มลดลง"
" เอ่อ..." นางอ้ำอึ้งก่อนจะเอ่ยอีกครั้ง
" ข้าก็เก็บมาให้เจ้ากินไงจำไม่ได้หรือเมื่อวานข้าบอกเจ้าว่าอะไร"
" จำได้ แต่เจ้าไม่กลัวชาวบ้านหาว่าเจ้าเป็นบ้าหรือเอาผลไม้มากมายมาให้กระรอกแทะกินเล่น"
'โอ๊ย..อะไรกันเนี่ยจะทำอะไรก็ขัดไปหมดเจ้านี่มันฉลาดจริงๆ'
" ข้าก็จะเอามาแบ่งชาวบ้านด้วยไม่ต้องเอาไปขายแล้ว"
"เดี๋ยวเจ้ามีเงินเหลือติดตัวหรือพืชผักอาหารแห้งที่เจ้ามี เจ้าสำรองไว้หรือไม่"
ลู่จินเหยาเจออีกคำถาม นางได้แต่นึกย้อนไปว่าในห้องครัวไม่ทีอะไรเหลือเลย
"จริงด้วย เช้านี่ข้าจะกินอะไรดี" นางถอนหายใจยาว เอามือเท้าสะเอวเม้มริมฝีปากกำลังคิดหาทางออก
" ไม่มีก็ไปหาในป่าก็ได้ พืชผักตามรั้วอาจจะมีก็ได้"
"เจ้าจะไปหาที่ไหน 10 ปีมานี้พืชผลเหี้ยวแห้งปลูกอะไรก็ไม่ค่อยเกิด"
" แล้วทำไมข้าถึงปลูกผลไม้เกิดละ"
