ที่นี่คือที่ไหน
"หญิงไร้ฐานะเช่นเจ้าได้เท่านี้ก็มากพอเจ้ายังจะเอาอะไรอีก"
"อย่าไปพูดกับนางให้เสียเวลาเลย กลับกันเถิด"
ฝ่าเท้าหนักเหยียบลงบนฝ่ามือที่แนบพื้นอย่างไร้ความปรานี ก่อนก้าวผ่านไปอย่างเย็นชา ราวกับอีกฝ่ายไร้ค่าแม้แต่จะชายตามอง
ฝ่ามือสั่นระริกด้วยความเจ็บปวด ขณะเดียวกันหัวใจก็เหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ เมื่อความอัปยศและผิดหวังถาโถมเข้ามาจนแทบล้มตัวนอนกับพื้น
"ดูนั้น แค่โดนเหยียบฝ่ามือถึงกับสลบไปเลยรึ"
"นั้นสิ นางช่างมารยาหญิงเสียจริง"
"คิดเรียกร้องความสนใจอย่างนั้นรึ"
"น่าสมเพศ ดีแล้วที่ท่านชายหลัวชิงไห่ไม่ตบแต่งเป็นเมียออกหน้า"
ในขณะที่ทุกคนกำลังรุมด่าทอ ยายชราเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ยายชราค่อย ๆ ย่อตัวลงอย่างเชื่องช้า มือเหี่ยวย่นสั่นเล็กน้อยเมื่อเอื้อมไปแตะใต้ปลายจมูกของร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้า
ดวงตาอาวุโสสั่นไหว ก่อนจะเบิกค้างด้วยความสะเทือนใจ
"แม่นางผู้นี้ตายแล้ว" ทันทีที่เอ่ยขึ้น ทันทีที่ความจริงกระจ่างชัดว่าร่างนั้นไร้ลมหายใจแล้ว บรรยากาศโดยรอบพลันแข็งค้างราวเวลาหยุดเดิน
เสียงซุบซิบเมื่อครู่เงียบหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเงียบงันหนักอึ้งที่กดทับหัวใจผู้คนจนแทบหายใจไม่ออก
" ที่แท้นางก็ไม่เสแสร้ง"
"ข้าว่าตัวใครตัวมัน แยกย้ายเถิด"
"ใช่ๆๆไม่ใช่ญาติเสียหน่อยแต่ยืนรอให้ผู้ว่าการมาเรียกให้พวกข้าร่วมรับผิดชอบหรือ หึไม่มีทาง"
เมื่อรู้ว่ามีผู้สิ้นใจอยู่ตรงหน้า ความแตกตื่นพลันแผ่ซ่านไปทั่วราวไฟลามทุ่ง
เพียงไม่นาน สถานที่ซึ่งเคยเต็มไปด้วยผู้คนกลับเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ กับความเงียบงันน่าหดหู่
แต่ทว่าใครจะคิดว่าร่างที่ไร้ลมหายใจ อยู่กลับมามีจังหวะหัวใจเต้นอีกครั้ง
ปลายนิ้วมือกระตุกไหวแผ่วเบา ราวกับร่างที่เคยแน่นิ่งไร้ลมหายใจกำลังถูกปลุกคืนจากห้วงความตาย
เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ ขยับช้า ๆ ราวกับต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
เบื้องบนคือท้องฟ้ากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต สีซีดจางปะปนลึกลับ ราวกับไม่ใช่สถานที่ที่มนุษย์พึงอยู่
" ที่นี่ที่ไหนกัน"
นางใช้แรงทั้งหมดพยุงตัวเองลุกขึ้นด้วยความสับสน
"ฉัน..ตายแล้วไม่ใช่หรอ" เธอบ่นพึมพัม จู่ๆ ความจำของเจ้าของร่างเดิมก็ฉายภาพทุกอย่างให้เธอเห็นจนจบ เธอจึงเข้าใจทันทีว่าตัวเองนั้นทะลุมิติมาในดินแดนปฐมธาตุ ที่ใช้เป็นเรื่องเล่าในสมัยเธอยังเรียนหนังสือ ไม่คิดว่ามันจะมีอยู่จริง
นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
"ต่อไปนี้ ฉันคงไม่ได้ชื่อ หลินจิ่น แต่ข้าคือ ลู่จินเหยา
จากนั้นนางก้มตัวลง ก่อนเอื้อมมือไปหยิบถุงเงินที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาอย่างช้า ๆ
สีหน้าเรียบนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย
ถุงเงินใบนี้ที่เคยถูกโยนใส่อย่างดูแคลน บัดนี้กลับถูกเก็บขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางความเงียบงัน
" ข้าจะทิิ้งสิ่งมีค่าเหมือนเจ้าของร่างเดิมได้อย่างไร"
นางพึมพัม รีบเก็บซ่อนเงินไว้ในชายผ้ากลัวว่าจะมีโจรมาแย่งชิง
แต่ในขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้ากลับไปนังที่พัก จู่ๆ กลุ่มชายแต่งกายคล้ายนักบวช ทรงผมโล้นเงาวาวสะท้อนแสงจนแสบตา
พวกเขายืนเรียงเหมือนกำลังฝึกซ้อมอะไรสักอย่าง แต่ที่หน้าสนใจคือทุกคนมีพลังวายุ มันเคลื่อนที่ตามกำลังภายในของนักบวชกลุ่มนั้น
'ในหนังสือบอกไว้ว่านี่คือดินแดนปฐมธาตุ ผู้ที่ได้รับการฝึกตนจะมีพลัง หรือบางคนก็มีรากบำเพ็ญติดตัวมาตั้งแต่เกิด'
"นี่มันคือเรื่องจริง"
การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นจังหวะ และควบคุมลมหายใจตามแรงลมที่ปลดปล่อย ลู่จินเหยา นางนั้นอยากลองฝึกตามบาง
นางจึงแอบหลบหลังแท่นศักดิ์สิทธิ์อินทรีวายุทมิฬ
นางสูดลมหายใจลึก ก่อนค่อย ๆ ยกแขนขึ้นอย่างช้า ๆ ตามท่วงท่าที่เคยเห็นจากเหล่านักบวชผู้ฝึกตน
แขนเรียวยกขึ้นผ่อนลง หมุนเวียนอย่างสมดุล ดุจสายน้ำที่ไหลเรื่อยแต่ทรงพลัง
และแล้วมาถึงท่าพิฆาต สุดท้าย นักบวชยื่นฝ่ามือปล่อยพลังพร้อมกัน จนเกิดแรงลมหมุนขนาดใหญ่ ส่วนลู่จินเหยานั้นปล่อยฝ่ามือไปหยุดที่ฐานแท่นศักดิ์สิทธิ์
" ก็ไม่เห็นมีอะไร สงสัยข้าไม่มีรากบำเพ็ญอยู่แล้ว เช่นนั้นข้าจึงถูกมองว่าเป็นสตรีที่ไร้ค่า ถึงว่าหลัวชิงไห่ไม่แม้แต่จะชายตามอง"
พูดจบนางก็ได้แต่ส่ายหน้าหมดหวัง ก่อนจะเดินหายออกจากแท่นศักดิ์สิทธิ์
โดยที่นางเองไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรไว้
" พอก่อน เราจะฝึกกันแค่นี้ "
ผู้อวุโส "ฝูโซ่ว" ท่านอาจารย์ผู้ฝึกพลังว่ายุ
"อาจารย์ เหตุใดวันนี้ถึงฝึกน้อยนัก"
"นั่นสิ อาจารย์พวกเรายังพอไหว"
"ข้ารู้..วันนี้ข้ารู้สึกไม่สบายเล็กน้อย ก็อย่างว่าข้าอายุมากแล้วคงมายืนเฝ้าพวกเจ้าฝึกไม่ได้นานเหมือนเมื่อก่อน"
ทันใดนั้นฝูงโซ่วรีบยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนไอแห้ง ๆ ออกมาสองสามครั้ง
“แค่ก... แค่ก...”
"อาจาร์ย ท่านไอเป็นเลือด"
