นครวายุ
ณ นครวายุ
คลื่นลมขนาดใหญ่แวกว่ายราวพายุ ท่ามกลางชายป่าที่มืดมิด มีเพียงชาบชรากับหลานชายวัย10 ขวบกำลังเดินฝ่าออกมาด้วยท่าทางที่สงบนิ่งไม่หวั้นกลัว ไม่นานนักพายุก็สงบลงราวกับปาฏิหาริย์
เสื้อผ้าสีดำที่สวมใส่อาจดูรุกรังเต็มไปด้วยรอยขาด หนวดเคราหนายาวจนถึงกลางอก มือเหี่ยวแห้งจูงมือหลานชายเดินทางออกไปโดยไม่รู้จุดหมาย
" ท่านปู่ขอรับ 5ปีมานี่ข้าไม่มีเพื่อนเล่นด้วยเลย" เด็กชายตาใสเงยหน้าถามคุณปู่ด้วยความไร้เดียงสา ท่านปู่ได้ยินดังนั้นก็หยุดเดินพร้อมนั่งพักข้างทางที่ต้นไม้ใหญ่สูงสง่า
"หลานปู่ โลกนี้มันบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก โตขึ้นเจ้าจะเข้าใจ"
" จำคำที่ปู่สอนเจ้าได้ไหม"
"จำได้ขอรับ ห้ามเปิดเผยพลังวายุ ห้ามเดินไปทางทิศตะวันออก และอย่าพูดคุยกับคนแปลกหน้า"
"ดีมาก หลานปู่" ท่านปู่ลูบศีรษะหลานเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นออกเดินทางต่อ ในขณะนั้นแสงประหลาดสีทองได้ปะทุขึ้นบนท้องฟ้า เพียงชั่วพริบตาเจ้าแสงนั้นก็เลือนหายไป
ชายชราขยายดวงตากว้างพร้อมกับประโยคทิ้งท้ายเพียงสั้น ๆ
" การกลับมาอีกครั้ง" สิ้นสุดประโยค ลมหมุนขนาดใหญ่ได้พัดผ่านไปอีกครั้ง รุนแรงจนเสียงกระดิ่งสั่นไหว ที่ผูกติดกับไม้เท้าดังขึ้น
"เคร้ง เคร้ง"
ตัดภาพมาที่ เมืองอันหยาง
ผู้คนมากมายทั้งสี่นครมารวมตัวกันที่งานเทศการไหว้บูชาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ประจำนครวายุ มันมีลักษณะคล้ายหงส์ ลำตัวเพียวยาวกว่าหางพลิ้วคล้ายสายลม หรืออีกชื่อเรียก "อินทรีวายุทมิฬ"
ทุกคนจะเวียนคำนับจนครบทั้งสี่ ปฐมธาตุ " ดิน น้ำ ลม ไฟ " งานมงคลนี้จะจัดขึ้นในทุก ๆ ปี เพื่อการขอพรและเชื่อว่าสัตว์เทพจะคุ้มคครองพลังอำนาจแห่งทั้งสี่ ให้ยังคงอยู่
ในขณะนั้น มีหญิงสาวใสเสื้อผ้าธรมมดาเหมือนสตรีชาวบ้านทั่วไป นางกำลังจุดพลุขึ้นฟ้าส่งคำอธิฐาน ทุกคนต่างให้ความสนใจหันไปมองว่านางจะเอ่ยว่าอะไร
" ข้ารักเจ้า หลัวชิงไห่ ท่านเทพขอให้ข้าได้สมหวังกับชายที่ข้าหมายปองด้วยเถิด"
ปัง ปัง ... เสียงพลุดังขึ้นกระจายไฟสะท้อนแสงในยามกลางวัน ผู้คนมายมายต่างตบมือยินดีกับพรที่นางข้อ
" แม่นาง ข้าขอให้เจ้าสมหวัง"
" ใช่ ๆ ใครกันนะที่เป็นคนรักของเจ้า"
"ไหน ๆ ข้าลองทำเช่นนางบ้าง เพื่อว่าข้าจะสมหวัง"
"ไม่มีทาง" น้ำเสียงแข็งกระด้างเอ่ยขึ้นพร้อมความหยิ่งยโส
เสียงชายไม่รู้นามและใบหน้า ตะโกนออกมาอย่างมั่นใจ ทุกคนต่างเงียบสนิดรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่นานนักเจ้าของเสียงก็เผยตัวตนออกมา ลู่จินเหยาที่เห็นเช่นนั้น จึงรีบลงมาจากที่สูง พร้อมรอยยิ้มหวาน ๆ และท่าทางดีใจของนางจนปิดไม่มิด
" หลัวชิงไห่ เจ้ามาหาข้ารึ" นางยื่นมือเข้าไปสวมกอดชายที่แอบรัก
"ปล่อย สกปรก อย่าเอามือของเจ้ามาจับข้า" มือหนา ๆ สะบัดตัวนางออก เขาถอยจากตัวนางออกไปเหมือนรังเกียจ ลู่จินเหยาขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดชายที่ตนหมายปองถึงเปลี่ยนไป จนนางเองไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
" ไม่จริง หรือว่านี่คือความฝัน" ฝ่ามือน้อยตบหน้าตัวเองเรียกสติ ปัง..
"ไม่ใช่ฝันรึ"
"ทุกท่านข้าข้อประกาศ ข้าหลัวชิงไห่ผู้มีฐานะสูงส่ง ไม่ยอมลดตัวไปแต่งงานกับหญิงชาวบ้านที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ข้านั้นมียอดหญิงในดวงใจที่หมั้นหมายกันไว้แล้ว"
ทุกคนได้ฟังเช้นนั้นต่างพูดคุยกันไปต่าง นาๆ
"ชายผู้นี้มิได้มีใจให้นาง"
" นั้นสิ แต่ท่าทางของนางดูเหมือนมั่นใจเกินไปแล้ว"
"นางไม่ดูฐานะตัวเองเสียเลย จะไปคู่ควรกับท่านชายหลัวชิงไห่ได้อย่างไร"
ลู่จินเหยาที่ตกใจ นางได้แต่ก้มหน้าหลบสายตา แก้มแดงจัดด้วยความอับอาย
ถ้อยคำเหล่านั้นเหมือนถูกตบหน้ากลางผู้คน ในสายตามากมายหลายคนนางกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมือง ร่างกายสั่นเทาเสียงสะอื้นหลุดมาพร้อมกับฝีเท้าที่วิ่งหนีอย่างสินหวัง นางวิ่งไปได้ไม่ถึงสิบห้าก้าว ลูกน้องของหลัวชิงไห่ได้จับตัวนางไว้ เหมือนว่าอยากให้นางนั้นถูกตำหนิต่อไป
" จะไปไหน เรื่องยังไม่จบ" ชายชุดทหารกล่าวพร้อมบีบให้เธอนั่งคุกเข้าอย่างว่าง่าย"
" ปล่อยข้านะ ปล่อย " นางสะอื้นร้องข้อจนตัวสั่น
ทันใดนั้นมีสตรีงดงามนางหนึ่งเดินเข้ามาใกล้หลัวชิงไห่ สายตานางมองมาที่ลู่จินเหยาอย่างตั้งใจและเผยรอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้า มุมปากยกสูงขึ้นด้วยท่าทีเยาะเย้ย
"เจ้าเองรึ ที่เคยช่วยสามีข้าในยามบาดเจ็บ"
ถุงเงินหนักอึ้งถูกโยนกระแทกใส่ร่างที่กำลังคุกเข่าอย่างไร้ปรานี เหรียญด้านในกระทบกันเกิดเสียงเย็นชาราวกับตอกย้ำศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำ
" นี่หมายความว่าอย่างไร" นางเอ่ยเสียงสั่น
" หมายความว่า เงินนี่ถือสะว่าเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยชีวิตสามีข้าอย่างไรเล่า"
แววตานางที่เคยอ่อนล้ากลับแข็งกร้าวขึ้นทันที เมื่อนางจ้องมองเขาด้วยความชิงชังจนแทบอยากฉีกอีกฝ่ายเป็นชิ้น ๆ
" ข้าไม่อยากได้เงินของเจ้า"
นางปาถุงเงินคืนด้วยมือสั่นเทา ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะโทสะและความหยามเกียรติที่ปะทุอยู่เต็มอก
