ชายชรามาเยือน
นางรีบก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจ
“พอเถอะ อย่าเพิ่งทะเลาะกันเลย”
น้ำเสียงของนางอ่อนลงแต่หนักแน่น พยายามระงับบรรยากาศตึงเครียดที่กำลังปะทุ
ดวงตาคู่งามมองอีกฝ่ายอย่างขอร้อง ก่อนหันไปแตะแขนเบา ๆ
“ฟังสามีป้าพูดให้จบก่อนสิ...บางทีเรื่องอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ป้าคิด”
ถ้อยคำเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเหตุผล ทำให้ความเดือดดาลชะงักลงเล็กน้อย
"ว่าไงไอ้แก่ รีบอธิบายมาสิ" ภรรยาโกรธจนหูแดง
สามีสูดลมหายใจลึก สีหน้ายังไม่หายแตกตื่นนัก ก่อนรีบเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังปนหวาด ๆ
“ข้าไม่ได้ตั้งใจกลับช้านะ...ระหว่างทางข้าไปเจอชายชราคนหนึ่ง แต่งตัวรุงรัง เสื้อผ้าขาดวิ่นจนแทบไม่เป็นชิ้นดี”
เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ราวกับภาพนั้นยังติดตาไม่หาย
“แล้วข้าง ๆ ยังมีเด็กอายุราวสิบขวบอีกคน...ทั้งคู่กลับนั่งอยู่บนต้นไม้กลางทางอย่างเงียบกริบ”
เพียงเอ่ยถึงตรงนั้น เสียงรอบข้างก็พลันเงียบลง
“ตอนแรกข้านึกว่าผีเสียอีก!”
เขารีบพูดต่อ พลางทำหน้าหวาดผวา
“ใครจะไปคิดเล่าว่าอยู่ดี ๆ จะเห็นคนแก่กับเด็กนั่งอยู่บนนั้น มองลงมานิ่ง ๆ ตอนฟ้ามืดแบบนั้น!”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจบลง นางก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนความขุ่นเคืองที่เคยมีจะค่อย ๆ จางหาย
สีหน้าของนางอ่อนลงทันที ราวกับเข้าใจเหตุผลของสามีได้ในพริบตา
หากเป็นนางพบเจอสถานการณ์ประหลาดเช่นนั้นกลางทาง คงตกใจไม่ต่างกันนัก
นางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
“เช่นนั้นเองหรือ...”
"จริงข้านะ มีเจ้าเพียงคนเดียวนะ"
"ในเมื่อทุกอย่างคลี่คลายแล้วข้าขอตัวกลับบ้านก่อนนะจ๊ะ"
ชาวบ้านทุกคนพยักหน้า มองลู่จินเหยาเดินกลับเข้าที่พัก แต่เมื่อหันกลับมาอีกทีทุกคนต่างตกใจ ที่ด้านหลังสองสามีภรรยา
มีชายชรากับเด็กวัย 10 ขวบมายืนนิ่งอยู่ข้างต้นไม้ไม่กระพริบตา
"นั้น..นั้นคนหรือผี"
"ใช่คนที่สองสามีภรรยาเล่าหรือไม่"
"ข้าว่าใช่"
จากนั้นชายชรากับเด็ก ค่อยๆ เดินเข้ามาแล้วพูดว่า
"ข้ากับหลานหิวข้าวเหลือเกินข้อข้าวกินประทังชีวิต ได้หรือไม่" ชายชราเอ่ยเสียงสั่นเครือ
ทุกคนถอนหายใจโล่งอกทันที เมื่อได้ยินคำนี้
"ได้ๆ ข้ามีบ้านเก่าหลังหนึ่ง ท่านไปพักที่นั้นเถิด หากไม่มีที่ไป ก็อยู่ที่นี่แหละ "
"ขอบใจ ขอบใจ"
หลังจากนั้นชาวบ้ายเตรียมหาอาหาร หุงข้าวหุงน้ำ และที่พัก ให้ทั้งสอง
แต่ยังไม่ทันได้หายใจทั่วปอด จู่ๆ ชายชุดดำกลุ่มหนึ่งท่าทางไม่เป็นมิตร กำลังพังประตูทางเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนเห็นท่าไม่ดี คว้าแขนลูกหลานเข้าไปแอบในบ้าน
ส่วนพวกเขาจะออกมาเผชิญหน้ากับชายชุดดำเอง
พวกมันไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่หมู่บ้าน ฝ่ามือในชุดดำก็สะบัดออกอย่างพร้อมเพรียง กระแสพลังวายุพลันปะทุขึ้นรุนแรงราวพายุคลั่ง
เสียงลมคำรามกึกก้องไปทั่วบริเวณ เศษดิน หิน และใบไม้ถูกพัดกระจายปลิวว่อน
คมลมแหลมคมพุ่งเข้าจู่โจมอย่างดุดัน ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าโดยไม่ปรานี
หลังคาบ้านเรือนสั่นสะเทือน บางส่วนถึงกับแตกกระจายภายใต้แรงพลังอันมหาศาล
ชายฉกรรจ์และผู้ฝึกพลังวายุในหมู่บ้านรีบก้าวออกมายืนประจันหน้าเป็นแนวป้องกันทันที
สองฝ่าเท้าปักมั่นกับพื้น ดวงตาแข็งกร้าวจ้องศัตรูเบื้องหน้าอย่างไม่ยอมจำนน
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนกึกก้องไปทั่ว พร้อมกับแขนที่ยกขึ้นควบคุมกระแสลมอย่างพร้อมเพรียง
พลังวายุจากชาวบ้านพลันก่อตัวเป็นกระแสลมหมุนแรง ปะทะเข้ากับการโจมตีของชายชุดดำอย่างรุนแรง
เสียงลมปะทะกันสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นดินและใบไม้หมุนกระจายไปทั่วราวพายุสองสายเข้าชนกันกลางอากาศ
แม้พลังอาจมิได้แข็งแกร่งเทียบเท่าผู้บุกรุกทุกคน แต่หัวใจแห่งการปกป้องบ้านเกิดกลับผลักดันให้พวกเขายืนหยัด
เสียงปะทะแรงขึ้นจนลู่จินเหยาออกจากที่พักเดินมาประจบพบกับชายชราพอดี ทั้งสองมองหน้ากันแต่ไม่ได้พูดอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นสำคัญกว่า
"เกิดอะไรขึ้น" นางจะโกนถาม
"ลู่จินเหยาเจ้ารีบหนีไป" ชายฉกรรจ์ตะโกนสุดเสียง
แม้ชาวบ้านจะยืนหยัดต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่พลังลมปราณของฝ่ายตรงข้ามกลับรุนแรงและเหนือชั้นเกินต้านทาน
กระแสวายุสีดำทะมึนคำรามกึกก้อง ก่อนพุ่งทะลวงแนวป้องกันของชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยม
เพียงชั่วพริบตา แรงลมมหาศาลก็ซัดร่างผู้คนปลิวกระเด็นออกไปราวใบไม้ต้องพายุ
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน
หลายร่างกระแทกพื้นอย่างแรง บ้างชนกำแพง บ้างล้มฟุบลงกลางเศษซากบ้านเรือน
เลือดสดไหลซึมจากมุมปากและบาดแผลทั่วกาย
ผู้ที่ยังพอมีสติได้แต่ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด ขณะที่บางคนแทบหมดเรี่ยวแรงลุกขึ้นไม่ไหว
เมื่อเห็นผู้คนล้มระเนระนาดจากแรงปะทะ นางแทบไม่ทันคิดสิ่งใดอีก
สองขารีบพาร่างวิ่งฝ่าความโกลาหลตรงเข้าไปหาผู้บาดเจ็บทันที
เสียงลมหอบแรงดังข้างหู ขณะนางคุกเข่าลงข้างร่างชาวบ้านที่นอนจมกองเลือดอย่างร้อนรน
“ทนไว้ก่อน!”
น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความพยายาม
มือบางรีบประคองร่างที่บาดเจ็บ ตรวจดูบาดแผลอย่างลนลาน
