ตอนที่ 5 ช่วยถอนฟันหน้าให้พี่ใหญ่
ตั้งแต่นางย้ายมาอยู่ที่ตำหนักส่วนตัว นางมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งทำให้มีโอกาสทบทวนทักษะการต่อสู้จากโลกเดิมเพื่อให้ร่างกายของนางยังคงความคล่องตัวอยู่เสมอ นางใช้เวลานี้ในการฝึกฝนและปรับปรุงทักษะที่เคยเรียนรู้มาในชีวิตที่ผ่านมา
ฉิน เสี่ยวเฟิง มีทักษะการต่อสู้ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงมวยไทย, เทคอนโด, และการใช้อาวุธสั้น นางไม่เพียงแต่มีพื้นฐานที่มั่นคงในแต่ละทักษะ แต่ยังมีความเก่งกาจในด้านต่างๆ ที่น่าประทับใจ การฝึกฝนทักษะเหล่านี้ทำให้นางพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในยุคที่เต็มไปด้วยภัยอันตราย
ตอนนี้ฉิน เสี่ยวเฟิง มีอายุเพียง 15 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการฝึกฝนทักษะต่างๆ ในช่วงวัยนี้ นางมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวได้ดี พร้อมทั้งมีพละกำลังและความสามารถ
ขณะที่ฉิน เสี่ยวเฟิง กำลังฝึกฝนอย่างเพลิดเพลินอยู่ในสนามฝึกฝนของตำหนัก เสียงดุด่าที่ดังมาอย่างชัดเจนก็ทำให้นางต้องหยุดการฝึกและหันไปฟัง เสียงนั้นเป็นของฉิน เจียงหลง บุตรชายคนโตที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเคืองและการดูถูกดูแคลน
ฉิน เจียงหลง กำลังดุด่าฉิน เหวินเจี๋ย คนขับรถม้าที่เกิดจากสาวรับใช้ด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
“ไอ้ขยะ! แกขับรถม้าแบบนี้หมายความว่าไง!” ฉิน เจียงหลง ด่าอย่างคนโมโหร้าย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและการดูถูก “แกไม่เห็นเหรอว่าของที่ข้าซื้อมานั้นมันเสียหายหมดแล้ว!”
ฉิน เหวินเจี๋ย ที่เป็นคนขับรถม้า พยายามพูดออกมาด้วยความนอบน้อม “ท่านพี่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ...” แต่คำพูดของเขาก็ไม่ช่วยอะไรได้เลย นอกจากการถูกฉิน เจียงหลง กระทืบสั่งสอนไปหลายที
การกระทำของฉิน เจียงหลง ไม่ได้หยุดเพียงแค่การดุด่าเท่านั้น เขายังลงมือกระทืบและสั่งสอนฉิน เหวินเจี๋ย อย่างโหดร้าย เสียงด่าทอและการลงโทษทำให้บรรยากาศรอบข้างตึงเครียดและรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม
ฉิน เหวินเจี๋ย ต้องทนรับการกระทำที่ไม่เป็นธรรมนี้ด้วยความเจ็บปวดและความอับอาย ความแตกต่างในสถานะและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมทำให้เขาต้องเผชิญกับการดูถูกและการลงโทษอย่างรุนแรงจากฉิน เจียงหลง เพียงเพราะเขาเป็นบุตรชายที่เกิดมาจากสาวรับใช้เท่านั้น คนทั้งสองนั้นมีอายุเท่ากันแต่มีสถานะทางสังคมที่แตกต่างกันโดยที่คนทั้งคู่นั้นมีอายุ 18 ปี
“ช่างน่าอายจริงๆ” ฉิน เสี่ยวเฟิง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูถูกและถากถาง ขณะที่นางเดินออกมาจากตำหนักไปยังที่เกิดเหตุ “ตัวท่านเป็นถึงพี่ใหญ่ของตระกูล แต่กลับทำตัวหยาบช้าเช่นนี้”
คำพูดของฉิน เสี่ยวเฟิง แสดงออกถึงความไม่พอใจและความรู้สึกที่ว่า การกระทำของฉิน เจียงหลง ไม่เหมาะสมและขาดความเป็นผู้นำในฐานะพี่ใหญ่ของตระกูล นางไม่เพียงแต่เห็นความไม่ยุติธรรมที่ฉิน เหวินเจี๋ย ต้องเผชิญ แต่ยังต้องการที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกของตนต่อความหยาบช้าของฉิน เจียงหลง
การที่ฉิน เสี่ยวเฟิง กล้าแสดงออกถึงความคิดและความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นไปอีก
“เจ้าเป็นเพียงแค่ลูกของสาวใช้ไม่ควรมายุ่ง” ฉิน เจียงหลง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูถูกและเต็มไปด้วยความหยิ่งยะโส “ลูกผู้ชายเขาจะคุยกัน”
คำพูดของฉิน เจียงหลง แสดงถึงความเหนือกว่าและการไม่ให้ความเคารพฉิน เสี่ยวเฟิง เขาไม่เพียงแค่ปฏิเสธความคิดเห็นของนาง แต่ยังใช้สถานะของนางในการลดทอนเกียรติของนางอย่างชัดเจน
“จิตใจของท่านพี่ช่างหยาบช้ายิ่งนัก” ฉิน เสี่ยวเฟิง พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและความโกรธ “ท่านพูดจาดูถูกได้แม้กระทั่งผู้หญิงตัวเล็กๆ ข้าระสงสารคู่ครองภายในอนาคตของท่านจริงๆ”
คำพูดของฉิน เสี่ยวเฟิง ทำให้ฉิน เจียงหลง โกรธเคืองในทันที ความโกรธของเขาลุกลามจนเขาตัดสินใจจะตบสั่งสอนนางเพื่อระบายความเครียด
เมื่อฉิน เจียงหลง ง้างมือขึ้นเพื่อจะตบนาง ฉิน เสี่ยวเฟิง เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นางหลบหลีกการโจมตีได้อย่างเชี่ยวชาญ ก่อนที่จะจับมือของเขาหักจนกระดูกดังกึกก้อง เสียงกระดูกหักดังขึ้นขณะที่นางกดเขาลงไป
หลังจากนั้น นางก็ใช้ฝ่ามือของตนเองฟาดไปที่ใบหน้าของฉิน เจียงหลง ทำให้ฟันของเขาล่วงออกมาหนึ่งซี่พร้อมกับเลือดที่ไหลจากปาก ร่างของฉิน เจียงหลง ล้มลงกับพื้น เนื้อตัวของเขาสั่นเทาและเขาต้องทนรับความเจ็บปวดจากการโดนโจมตีอย่างรุนแรง
“ข้าจะไปฟ้องท่านพ่อว่าเจ้าทำร้ายข้า!” ฉิน เจียงหลง พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นกระตุก ขณะเดียวกันเขาก็พูดติดๆ ขัดๆ ด้วยความหวาดกลัวเพราะตั้งแต่ตัวของมันเกิดมาในชีวิตก็ไม่เคยมีผู้ใดที่จะกล้าทำร้ายร่างกายของมันมาก่อน
เขารีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปรายงานให้ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน เพื่อสู้ไม่ได้ก็ต้องรีบไปฟ้องพ่อ
“น้องฉิน เสี่ยวเฟิง พี่ขอบคุณเจ้าแล้วก็ต้องขอโทษเจ้าที่ทำให้เดือดร้อน” ฉิน เหวินเจี๋ย พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เขารู้สึกขอบคุณนางที่ยอมเสี่ยงเพื่อปกป้องเขา แต่ก็รู้สึกเสียใจที่นางต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหานี้
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ฉิน เหวินเจี๋ย เป็นพี่ชายต่างมารดาที่ดีและอ่อนโยนต่อฉิน เสี่ยวเฟิง เขามักจะเป็นคนที่ดูแลนางอย่างดีเสมอ ถึงแม้ว่าจะมีข้อเสียที่สำคัญคือเขาไม่สู้คนและมักถูกพี่น้องคนอื่นรังแกอยู่บ่อยครั้ง
ฉิน เสี่ยวเฟิง ยิ้มหวานให้กับเขาและกล่าวว่า “ต่อไปน้องจะปกป้องท่านพี่เอง” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจและความห่วงใย
ฉิน เหวินเจี๋ย รู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ต้องให้เด็กสาวตัวเล็กๆ มาปกป้องเขา แต่เขาก็รู้สึกอบอุ่นใจจากความกล้าหาญและความเอื้อเฟื้อของนาง เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเป็นสิ่งที่มีค่ามาก และเขาจะพยายามทำให้ดีเพื่อไม่ให้ต้องเป็นภาระให้กับนางอีกต่อไป
ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะไม่จบลงง่ายๆ เพราะไม่นานหลังจากที่ฉิน เสี่ยวเฟิง และฉิน เหวินเจี๋ย ได้พูดคุยกัน เด็กสาวรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งมาตามฉิน เสี่ยวเฟิง ด้วยความเร่งรีบ
“ไปที่ห้องโถงของตระกูลเดี๋ยวนี้เลย ท่านแม่ทัพต้องการที่จะพูดคุยกับท่าน” เด็กสาวรับใช้พูดด้วยความกระวนกระวาย
น้ำเสียงของเด็กสาวแสดงถึงความเร่งด่วนและความตื่นตระหนก โดยเฉพาะเมื่อท่านแม่ทัพรออยู่ในห้องโถง ซึ่งอาจหมายความว่าท่านแม่ทัพกำลังรอคำชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
